Post title marquee scroll

บทเรียนจากร้านเหล้า สู่ Bank of America

เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของลูกชายผู้อพยพชาวอิตาลี ที่มาทำงานอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 โดยมีความใฝ่ฝันว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง นั่นก็คือ อมาเดโอ จิอันนีนี่ (Amadeo Giannini) เขาทำงานหนักเหมือนกับผู้แสวงโชคจากแดนไกลทั่วไป แต่เขาได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของผู้อพยพชาวซิซิเลี่ยนซึ่งมาตั้งรกราก ประกอบอาชีพประมงในซานฟรานซิสโก ว่าทุกคนอยากจะเก็บเงินฝากไว้กับธนาคาร ทุกคนอยากทำธุรกรรมกับธนาคาร แต่ในเวลานั้นมีแต่ธนาคารซึ่งพร้อมให้บริการกับชาวอเมริกันเท่านั้น 

ทว่าไม่มีธนาคารที่พร้อมจะให้บริการกับชาวอิตาลีอพยพเลย เลยแม้แต่แห่งเดียว

เมื่อเห็นช่องว่างทางธุรกิจ ด้วยสัญชาตญาณ เขาไม่รีรอที่จะเริ่มพัฒนาธุรกิจธนาคาร ด้วยการดัดแปลงร้านขายเหล้าให้กลายเป็นสำนักงาน และเป็นจุดกำเนิดสาขาแรกของ BANK OF ITALY ในซานฟรานซิสโก

และแน่นอนว่าชาวอิตาลีในซานฟรานฯ ต่างก็ให้ความนิยม มอบความไว้วางใจให้กับธนาคารแห่งนี้ บนความเชื่อว่า นี่คือธนาคารแห่งเดียว ที่บริหารงานโดยชาวอิตาเลี่ยน ชาติที่สามารถเชื่อใจได้มากกว่าธนาคารอเมริกันทั่วไป

แล้วบททดสอบความไว้วางใจที่พี่น้องเพื่อนๆ ของเขาก็มาถึง เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซานฟรานซิสโกเสียหายย่อยยับทั้งเมือง แต่สินทรัพย์ของ Bank of Italy กลับรอดพ้นจากการถูกปล้นสะดม เพราะมุขง่ายๆ แต่ได้ผล … จิอันนีนี่แอบซุกเงินสดไว้ในรถขายส้ม แล้วขับหนีออกมาจากธนาคาร 

ด้วยไหวพริบและความสามารถเฉพาะตัวในครั้งนั้นเอง ทำให้เขามีเงินทุนเหลือ และสามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ที่กำลังประสบภัย ด้วยการเปิดสาขาเร่งด่วน เปิดโต๊ะทำสัญญากู้เงินบนไม้กระดานธรรมดาๆ ที่เอามาปูบนถังน้ำมันสองใบ ณ ท่าเรือประมงแห่งนั้น

ความกล้าในการปล่อยสินเชื่อคราวนั้น กลับสร้างชื่อเสียงให้กับ Bank of Italy

แถมยังได้รับผลกำไรจากการปล่อยกู้

การปล่อยกู้ในครานั้น มันแสดงถึงความมั่นคง

และแน่นอนว่าสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าแบบสุดๆ

ภาพของความเชี่ยวชาญ ความเป็นตัวจริงเรื่องการเงินของชาวอิตาลีในย่านซานฟรานฯ ทำให้จิอันนีนี่ มองเห็นลู่ทางของการทำธุรกรรมเชื่อมต่อระหว่างชาวอิตาลีในสองประเทศ

ช่วงปี คศ. 1922 เขาจึงกลับไปริเริ่มเปิดธนาคารในอิตาลี โดยใช้ชื่อว่า Bank of America and Italy และอีกเพียงหกปีต่อมา ธุรกิจก็ก้าวหน้ามีสาขาเพิ่มขึ้นมากมายในแคลิฟอร์เนีย 

แม้จะเริ่มต้นมาจากการเห็นช่องทาง การเป็นธนาคารของชาวอิตาลี

แต่จิอันนีนี่ กลับมองไกลกว่านั้น เขาตกลงใจเข้าร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่น และเปลี่ยนชื่อธนาคารอิตาลี เป็น Bank of America National Trust and Savings Association ซึ่งต่อมาได้รีแบรนด์ เปลี่ยนชื่อกลายเป็น Bank of America

ด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่มุ่งตรงลงมาจับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเก่า นั่นคือ การเป็นธนาคารของชาวอเมริกัน และเขาก็สามารถคว้าเป้าหมายนั้นมาได้สำเร็จจริงๆ ในช่วงปี ค.ศ.1958

ณ เวลานั้นธุรกรรมบัตรเครดิตกำลังเป็นกระแสฮิต ธนาคารแห่งอเมริกาก็ได้ริเริ่มออกบัตรเครดิตของตัวเอง ด้วยการใช้ชื่อบัตรว่า BankAmericard ซึ่งต่อมา เมื่อเขามองเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายของบัตรเครดิตนั้น มันกว้างไกลมหาศาลมากๆ ด้วยสัญชาตญาณ เขามองเห็นเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าชาวอเมริกัน ด้วยการมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าให้กลายเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตทั้งโลก BankAmericard จึงต้องใช้ท่าไม้ตาย เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้ง

และกลายเป็นบัตรเครดิต VISA ที่เรารู้จักกันดี และใช้กันทั่วโลกในเวลาต่อมา

bank of america จับมือกับ Electrify America ลุยติดตั้งสถานีชาร์จไฟทั่วประเทศ

บริษัทให้บริการสถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า (Electrify America) จะติดตั้งสถานีชาร์จไฟเร็ว(DC fast-charging stations) ให้กับธนาคาร Bank Of America มากถึง 40 สาขา ซึ่งจะมีหัวชาร์จทั้งหมด 140 หัวชาร์จ ภายในสิ้นปี 2020(พ.ศ. 2563) ซึ่งจะเริ่มติดตั้งในสาขาใหญ่(Financial Center) ของแต่ล่ะเมืองก่อน โดยเริ่มจาก รัฐ แคลิฟอร์เนีย, จอร์เจีย, ฟอร์ริด้า, อิลินอยย์, แมสซาชูเซตส์, โอเรกอน, เวอร์จีเนีย, และวอชิงตัน

อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชุดใหม่เหล่านี้จะจ่ายพลังงานได้มากถึง 150 kW ถึง 350 kW โดยผ่านหัวชาร์จ CCS ซึ่งเป็นหัวชาร์จสำหรับพวกรถยนต์ไฟฟ้ายุโรปต่างๆ เช่น Audi E-tron, Porsche Taycan เป็นต้นครับ

อ้างอิงจากเว็บ Green Car Report, ทุกๆ สถานีชาร์จไฟจะมีหัวชาร์จ CHAdeMO อยู่อย่างน้อย 1 หัวสำหรับพวกรถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่นอย่าง Nissan Leaf

“พวกเราจะโฟกัสที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายที่สุดสำหรับลูกค้าของเรา เราพยายามเพื่อที่จะให้ทุกๆ ครั้งที่ทุกคนคิดถึงเรื่องธุรกรรมการเงินต้องคิดถึงเรา และเราก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือสร้างสถานีชาร์จไฟร่วมกับบริษัท Electrify America
ไลฟ์สไตล์ low-carbon(สิ่งแวดล้อมสะอาด) นั้นเป็นส่วนสำคัญกับธนาคารในเครือของพวกเราและชุมชนที่พวกเราเข้าไปให้บริการอีกด้วย บริษัทเราจะขอพัฒนาและสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทุกชนิดและจะขอนำเทคโลโนยีแห่งอนาคตเหล่านี้มาเสนอให้แก่ชาวอเมริกาอีกด้วย”

นาย David Tyrie , หัวหน้าฝ่าย digital banking และ advance solution ของธนาคาร Bank of America
David Tyrie

นอกจากเรื่อง low-carbon ที่จะติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้แก่ศูนย์กลางสถาบันการเงินของ Bank of America แล้ว พวกเค้ายังเป็นสมาชิก EV100 และติดตั้งสถานีชาร์จไฟให้แก่พนักงานของ Bank of America อีกด้วยครับ

ณ ปัจจุบัน บริษัทได้ทำการติดตั้งหัวชาร์จไฟมากกว่า 100 อันกระจายทั่วทุกสำนักงานของ Bank of America เรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทจะพยายามติดตั้งหัวชาร์จไฟเพื่อขึ้นในปีหน้า(2020)อีกด้วย

ทั้งนี้ Bank of America ยังจัดสรรให้ reimbursement(คืนเงิน) สำหรับพนักงานคนไหนก็ตามเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและได้รับการอนุมัติ lease อีกด้วย

สำหรับใครก็ตามที่ต้องการทราบว่า สถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าของ Electrify America มีที่ไหนบ้างในอเมริกาก็สามารถเข้าไปยังเว็บ https://www.electrifyamerica.com/locate-charger และสามารถ download app ผ่านมือถือของตนได้อีกด้วยนะครับ

ที่มา : Green Car Report

BLINK DRIVE TAKE

Electrify America นั้นเป็นม้ามืดเรื่องสถานีชาร์จไฟมาซักพักแล้วครับ เท่าที่ผมทราบมาคือเค้าจับมือกับ walmart เรียบร้อยแล้ว ที่จะเปลี่ยนที่จอดรถยนต์ของ walmart ให้กลายเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

electrify America ติดตั้งสถานีชาร์จไฟแล้ว 120 แห่ง ที่มา : walmart

ผมว่าสถานีชาร์จไฟบริษัท Electrify America ก็เหมือน EA Anywhere ของไทยแหละครับ

ยังไงก็จับตากันดูดีๆ นะครับว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้จะผลักให้ธุรกิจไหนเกิดตามขึ้นมา และธุรกิจไหนจะดับลงไปนะครับ

‘แบงก์ ออฟ อเมริกา’ คาด ‘จีดีพีสหรัฐ’ ปี63 ติดลบ 0.8% ผลพวง ‘โควิด-19’

“แบงก์ ออฟ อเมริกา” ชี้ “โควิด-19” ทำเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย คาดจีดีพีในประเทศติดลบ 0.8% และคนตกงาน 3.5 ล้านตำแหน่ง

มิเชลล์ เมเยอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟอเมริกา (บีโอเอ) ได้ระบุเตือนบรรดานักลงทุนว่า สหรัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้อีกต่อไป

เมเยอร์กล่าวว่า บีโอเอได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเศรษฐกิจจะทรุดตัวลงอย่างหนัก ประชาชนจะตกงาน ความมั่งคั่งจะถูกทำลาย และความเชื่อมั่นจะถูกบั่นทอนทางเศรษฐกิจในหลายด้าน 

บีโอเอ คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 12% ในไตรมาส 2/2563 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของทั้งปีจะติดลบ 0.8%

นอกจากนี้ ยังคาดว่า อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า โดยจะมีคนตกงานราว 1 ล้านตำแหน่งในแต่ละเดือนของไตรมาส 2 ซึ่งจะส่งผลให้มีคนตกงานรวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านตำแหน่ง

“ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากนั้น ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจจะมาจากการดำเนินมาตรการในเชิงรุก โดยในมุมมองของ BOA นั้น เมื่อมีการออกนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 ก็ไม่ควรจำกัดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” เมเยอร์ระบุ

เมเยอร์กล่าวว่า สถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายลง โดยบีโอเอ คาดว่า  เศรษฐกิจจะชะลอลงในเดือนเม.ย. และจะทรุดตัวลงอย่างหนักหลังจากนั้น แต่จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นในเดือน ก.ค.

อย่างไรก็ตาม เมเยอร์กล่าวเสริมว่า แม้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างรุนแรง แต่ เชื่อว่า จะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

IBM ร่วมกับ Bank of America พัฒนา Public Cloud ให้บริการด้านการเงินแพลตฟอร์มแรกของโลก

IBM ร่วมกับ Bank of America พัฒนา Public Cloud หรือคลาวด์สาธารณะ สำหรับบริการด้านการเงิน (Financial services-ready public cloud) ระบบแรกของโลก พร้อมเปิดให้สถาบันการเงินและซัพพลายเออร์ต่างๆ เข้าร่วม

โดยข้อตกลงร่วมใช้แพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นบนระบบคลาวด์สาธารณะของ IBM นี้ และจะโฮสต์แอพพลิเคชันรวมถึงเวิร์คโหลดหลักๆ เพื่อรองรับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า 66 ล้านรายของธนาคาร

bank of america

ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงิน ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันทางการเงิน ทั้งในแง่การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ ซิเคียวริตี้ รวมถึงความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินทำธุรกิจกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม

โดยแพลตฟอร์มนี้เป็นระบบคลาวด์สาธารณะเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่สามารถให้การควบคุมเชิงป้องกันและชดเชยสำหรับ workload ด้านกฎข้อบังคับของบริการทางการเงิน การสนับสนุนสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย และระบบซิเคียวริตี้ทั้งเชิงรุกและแบบอัตโนมัติ โดยใช้ประโยชน์จากการรับรองการเข้ารหัสระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ IBM ได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งอเมริกาเพื่อช่วยพัฒนาข้อกำหนดในการควบคุมแพลตฟอร์ม ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินนี้จะช่วยให้ Independent Software Vendor หรือ ISV และผู้ให้บริการ Software-as-a-Service หรือ SaaS ตั้งแต่ระดับฟินเทคที่เล็กที่สุดไปจนถึงผู้ให้บริการที่ให้บริการมานานแล้วให้มุ่งเน้นไปที่บริการหลักสำหรับสถาบันการเงิน ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบควบคุมต่างๆ มาให้พร้อม

“นี่เป็นหนึ่งในความร่วมมือเกี่ยวกับระบบคลาวด์สำหรับอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินที่สำคัญที่สุด” เคธี เบสเสนท์ ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการและเทคโนโลยี ธนาคารแห่งอเมริกา กล่าว“แพลตฟอร์มเชิงอุตสาหกรรมที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ จะช่วยให้ธนาคารแห่งอเมริกาสามารถใช้ระบบคลาวด์สาธารณะ รวมถึงมีระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการโจมตีทางไซเบอร์ การรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า เป็นด่านหน้าในเวลาที่ต้องดำเนินการตัดสินใจต่างๆ โดยการกำหนดมาตรฐานในการจัดการกับข้อกังวลของการโฮสต์ข้อมูลความลับขั้นสูง จะช่วยให้เราสามารถผลักดันระบบคลาวด์สาธารณะสู่ระดับความปลอดภัยที่ไม่มีใครเทียบได้”

การร่วมมือกับไอบีเอ็มถือเป็นก้าวต่อไปของเส้นทางการใช้คลาวด์ที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลาเจ็ดปีของธนาคารแห่งอเมริกา และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในด้านซิเคียวริตี้และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของลูกค้าธนาคาร ในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการรับมือกับกฎข้อบังคับและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน

คาดว่าระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินจะรันบนระบบคลาวด์สาธารณะของไอบีเอ็ม ที่ใช้ Red Hat OpenShift เป็นสภาพแวดล้อมคูเบอร์นิทิสหลักในการจัดการกับซอฟต์แวร์แบบคอนเทนเนอร์ทั่วทั้งองค์กร รวมถึงบริการ PaaS ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลในรูปแบบคลาวด์ (cloud-native) ที่ครอบคลุม API มากกว่า 190 บริการ เพื่อสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแอพแบบคลาวด์เนทิฟ

โครงการนี้เป็นการผนวกเอาประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีเข้ากับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน จากการให้บริการองค์กร 47 ใน 50 แห่งใน Fortune 50 รวมถึงสถาบันทางการเงินที่ใหญ่ที่สุด 10 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ ไอบีเอ็มและธนาคารแห่งอเมริกากำลังทำงานร่วมกับโพรมอนทอรี (Promontory) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งของไอบีเอ็ม และผู้นำระดับโลกในการให้คำปรึกษาด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการให้บริการทางการเงินแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยรณรงค์ให้เกิดสิ่งแวดล้อมของการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ

“ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินแสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องของธนาคารแห่งอเมริกา ไอบีเอ็ม และโพรมอนทอรี ในการช่วยพัฒนาระบบนิเวศน์ด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับกฏข้อบังคับต่างๆ” บริดเจ็ท ฟาน แครลินเกน รองประธานอาวุโส กลุ่มอุตสาหกรรม ลูกค้า แพลตฟอร์ม และบล็อกเชน ทั่วโลกของไอบีเอ็ม กล่าว

บริดเจ็ท ฟาน แครลินเกน รองประธานอาวุโส กลุ่มอุตสาหกรรม ลูกค้า แพลตฟอร์ม และบล็อกเชน ทั่วโลกของไอบีเอ็ม

“เรารู้ว่าเราต้องช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มสถาบันบริการทางการเงินสามารถตอบโจทย์ความต้องการและความคาดหวังด้านกฎข้อบังคับต่างๆ ได้” จีน ลุดวิค ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของโพรมอนทอรีกล่าว “ความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งอเมริกา ไอบีเอ็ม และ Promontory จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพของแพลตฟอร์มคลาวด์นี้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ให้บริการต่างๆ”

“ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินจะช่วยให้สถาบันทางการเงินสามารถทำการประเมินผู้ให้บริการในด้านซิเคียวริตี้ ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการโจมตีทางไซเบอร์ และการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของผู้ให้บริการเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์บริการทางการเงินที่เข้าร่วมจะได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม โดยจะมีเฉพาะผู้ให้บริการ ISV หรือ SaaS ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาปฏิบัติตามนโยบายของแพลตฟอร์มเท่านั้น ที่จะสามารถนำเสนอบริการผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://www.ibm.com/cloud/public

Bank of America เปิดตัว AI สำหรับช่วยทำธุรกรรมการเงิน Erica

Bank of America ได้เปิดตัว Erica ระบบผู้ช่วยเสมือนสำหรับช่วยการทำธุรกรรมการเงินอย่างเป็นทางการ โดยทางธนาคารจะทยอยเปิดให้ผู้ใช้บนมือถือทั้งหมดกว่า 25 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ เริ่มใช้งานตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนมิถุนายน

ภาพจาก Shutterstock

Erica เริ่มทดสอบในวงพนักงานของ Bank of America มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งจากการเทรนข้อมูลของระบบโดยพนักงานในช่วงทดสอบ ช่วยให้ระบบสามารถตอบคำถามกว่า 2 แสนรูปแบบได้

ความสามารถของ ​Erica นั้นครอบคลุมในด้านการเงินหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • การค้นหาการทำธุรกรรมในอดีตทุกบัญชี
  • ค้นหาเส้นทางไปยังเอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด
  • ดูบิลค่าใช้จ่ายและตั้งเวลาจ่ายเงิน
  • ล็อกและปลดล็อกบัตรเดบิต
  • โอนเงินระหว่างบัญชี หรือโอนให้ผู้อื่นผ่าน Zelle
  • ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคะแนนเครดิตของผู้ใช้
  • เชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับ Better Money Habits บทเรียนการเงินของ Bank of America
ภาพจาก Bank of America

Erica นั้นเป็นระบบที่เรียนรู้ด้วยตนเองไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อผู้ใช้ใช้งานบ่อยขึ้น Erica ก็จะเก่งขึ้นตามระยะเวลา อย่างเช่นแสดงข้อมูลการใช้จ่าย, แนะนำการประหยัดเงิน, จัดการบัตรเครดิต, แจ้งเตือนบิลที่จะมาในอนาคต ไปจนถึงการอวยพรวันเกิดผู้ใช้

นอกจากนี้ Erica ยังมีระบบฟีดแบค ผู้ใช้สามารถส่งคำแนะนำมาเพื่อให้ทางธนาคารพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไปได้อีกด้วย

แบงค์ ออฟ อเมริกา เลือกสร้างฐานในดับลิน

ถือเป็นธนาคารจากสหรัฐฯ แห่งแรกที่ยืนยันจะตั้งฐานดำเนินงานในดับเมืองดับลิน เมืองหลวงของประเทศไอร์แลนด์

ด้านซิตี้กรุ๊ปเลือกให้เมืองแฟรงค์เฟิร์ทเป็นฐานสำหรับการค้าในสหภาพยุโรป และในบันทึกรายงานระบุว่าบริษัทมอร์แกน สแตนลีย์ ก็ได้เลือกตั้งบริษัทด้านการเงินในเยอรมนีอีกด้วย

ธนาคารหลายแห่งจำเป็นต้องยื่นแผนการให้กับแบงค์ ออฟ อิงแลนด์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยต้องระบุรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเตรียมการหากสหราชอาณาจักรจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปในเดือน มี.ค. ปี 2562 

ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งมีเป้าหมายจะตั้งบริษัทย่อยในยุโรปเพื่อที่จะสามารถดูแลและให้บริการลูกค้าในสหภาพยุโรปได้แม้ว่าจะเสียฐานบริษัทในสหราชอาณาจักรหลังมีเบร็กซิทได้

ล่าสุด แบงค์ ออฟ อเมริกา มีพนักงานในดับลินทั้งหมด 700 คนและในสหราชอาณาจักร 6,500 คน โดยมีพนักงานที่ประจำในฐานที่ลอนดอนถึง 4,500 คน

Brian Moynihan ประธานและซีอีโอของ แบงค์ ออฟ อเมริการะบุว่า “ ดับลินเป็นบ้านของพนักงานจำนวนมากของเรา มากกว่าเมืองอื่น ๆ ในยุโรปนอกสหราชอาณาจักร ”

“ ก่อนหน้านี้เราก็มีใบอนุญาตและมีฐานบริษัทในไอร์แลนด์อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเราได้ร่วมสร้างความผูกพันและความแข็งแกร่งในธุรกิจและการเติบโตด้านเศรษฐกิจของไอร์แลนด์ ทำให้ดับลินกลายเป็นฐานของเราในการรวบรวมหน่วยงานด้านกฎหมายเมื่อเราย้ายฐานที่ทำงานหลัก ”

เขาเสริมว่า “ ขณะที่เรากำลังรอข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงเบร็กซิท เราก็ได้เตรียมการบริการให้กับลูกค้าของเราไม่ว่าจะมีผลสรุปออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ”

ในสัปดาห์ก่อน ธนาคาร Barclays ระบุว่า กำลังเจรจากับหน่วยงานของไอร์แลนด์เกี่ยวกับการขยายเวลาดำเนินงานในดับลินหลังสหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป

Barclays ระบุว่า ไอร์แลนด์กลายเป็น “ฐานโดยธรรมชาติ” ของทาง Barclays โดยให้บริการที่นี่มาแล้วกว่า 40 ปี

Leo Varadkar นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐไอร์แลนด์ซึ่งได้เข้าพบกับนาย Moynihan  เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า  “แบงค์ ออฟ อเมริกา มีความผูกพันกับไอร์แลนด์มายาวนาน และเราหวังว่าความสัมพันธ์ของเราจะงอกเงยและลึกซึ้งมากขึ้นต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า”

Bank of America ตะลุยโปรโมทผู้ช่วย AI ให้บริการทั่วอเมริกา

ขีดเส้นมิถุนายน 2018 สำหรับธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ Bank of America ที่เริ่มนำร่องโครงการผู้ช่วยส่วนตัวด้านการเงินพลัง AI หรือ AI-powered financial assistant มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ล่าสุด ผู้ช่วยทางการเงินสุดไฮเทคจะพร้อมให้บริการชาวอเมริกันทั่วประเทศเดือนมิถุนายนนี้

ย้อนไปเมื่อพฤษภาคมปี 2017 ธนาคาร Bank of America เปิดตัวระบบ AI-powered financial assistant เพื่อนำร่องให้บริการกับพนักงาน และเริ่มเปิดให้ลูกค้าบางส่วนได้ใช้งานช่วงมีนาคม 2018 ที่ผ่านมา ครั้งนั้น Bank of America ประกาศว่าระบบนี้จะเป็นผู้ช่วยดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อปรับปรุงการบริการลูกค้า ด้วยการเรียนรู้ว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 25 ล้านคนโต้ตอบกับแอปพลิเคชันอย่างไร

ในที่สุด ระบบผู้ช่วยชื่อ ”Erica” ก็พร้อมให้บริการทุกคนซึ่งอาจไม่ใช่ลูกค้า Bank of America โดย Erica สามารถตอบสนองต่อคำสั่งเสียง ข้อความ หรือท่าทาง เช่นการแตะหน้าจอหรือปาดหน้าจอ (swipe)

ตามประกาศของ Bank of America ผู้ช่วย Erica จะสามารถช่วยลูกค้าในการจัดการงานต่างๆของธนาคาร เช่น บริการจ่ายบิลค่าบริการ การค้นหารายการธุรกรรมที่ผ่านมา การล็อกหรือปลดล็อกบัตรเดบิต การโอนเงินระหว่างบัญชี หรือการส่งเงินไปให้เพื่อนและครอบครัว ผ่านเครือข่าย Zelle เครือข่ายการชำระเงินแบบดิจิตอลที่ขับเคลื่อนโดย Bank of America เอง

Bank of America กล่าวว่าจะมีการเพิ่มคุณสมบัติมากขึ้นให้ Erica ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เช่น การแจ้งเตือนการชำระเงิน และการให้เคล็ดลับเพื่อตั้งงบประมาณการใช้จ่ายส่วนบุคคล

หลังจากเริ่มเปิดตัวแบบจำกัดแก่ลูกค้าบางส่วนในเดือนมีนาคม Erica จะถูกเปิดตัวทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดเดือนมิถุนายน ซึ่ง Bank of America เชื่อว่าผู้บริโภคจะพอใจเช่นเดียวกับที่ธนาคารจะดันยอดขายได้มากขึ้น เพราะ Bank of America ชี้ว่ามีวิธีถึง 200,000 ทางที่ผู้ใช้จะสามารถถามคำถามด้านบริการการเงินกับ Erica ได้

Bank of America เปิดตัวตู้เอทีเอ็มวิดีโอแชต


ธนาคารแห่งอเมริกาหรือ Bank of America ประกาศแผนฝังระบบบริการ video conferencing หรือการประชุมผ่านวิดีโอในเครื่องเอทีเอ็ม เพื่อให้ลูกค้าธนาคารสามารถคุยกับเจ้าหน้าที่ได้แม้นอกเวลาทำการ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถทำรายการที่ต้องเดินทางมาที่สำนักงานด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ระบบวิดีโอแชตที่ธนาคารแห่งอเมริกาจะติดตั้งในเครื่องเอทีเอ็มนี้จะกำหนดระยะเวลาทำการ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ 7.00-22.00 น. ในวันธรรมดา และ 8.00-17.00 น. ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้าธนาคารได้ดี

บริการที่เหนือจากการโอนเงินทั่วไปซึ่งลูกค้าสามารถทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มวิดีโอแชตนี้ ได้แก่ บริการรับเงินคืนสำหรับการฝากเช็ค หรือการขอสินเชื่อ รวมถึงการทำบัตรเครดิตซึ่งลูกค้าจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานในเวลาทำการเท่านั้น

เบื้องต้น ตู้เอทีเอ็มวิดีโอแชตมีกำหนดจะชิมลางบริการที่บอสตัน ก่อนจะขยายไปทั่วสหรัฐฯภายในปีนี้