Post title marquee scroll

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ส่วนไทยคาดว่าปลายปีขึ้นดอกเบี้ย

หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐดูดีเพิ่มขึ้น เช่น อัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ฯลฯ จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และล่าสุดนี้ธนาคารกลางจีนก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมาทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ Federal Reserve ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้ ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 1.75% โดยแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐจะยังรักษาอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ

โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวกับทาง VOA ว่าถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ปีนี้อาจได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 2 ครั้ง
นักวิเคราะห์จากหลักทรัพย์เอเชียพลัสมองว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ประมาณ 2.25% ส่วนปีหน้า 2562 คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง และในปี 2563 อีก 2 ครั้ง โดยดอกเบี้ยปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 3.5%

ไทยคาดว่าน่าจะขึ้นปลายปี-ต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์ของทางเอเชียพลัสยังได้มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวที่ 1.5% จนถึงปลายปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทางดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มุมมองไว้ที่ทาง Brand Inside ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ส่วนมุมมองของทาง SCB EIC มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวตลอดในปีนี้ เพราะว่าภาคการอุปโภคของประชาชนยังอ่อนแอ รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่ยังแข็งแกร่งและมีบัญชีดุลสะพัดที่ยังสูง ซึ่ง EIC มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้าน่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ในอีก 10 ปีหลังจากนี้ พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาจะตกงานอีก 200,000 ตำแหน่ง

Wells Fargo & Co รายงานว่า พนักงานธนาคารในสหรัฐอเมริกาจะตกงานจำนวนกว่า 200,000 ตำแหน่งในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

อุตสาหกรรมสายการเงินในสหรัฐอเมริกาทุ่มเงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอัตราที่สูงมาก โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งการพัฒนาที่ก้าวล้ำของเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อแรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมการเงินโดยตรง

ในรายงานระบุว่า พนักงานธนาคารที่จะตกงานกว่าครึ่งหนึ่งจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ในรายงานใช้คำอธิบายว่าจะลดปริมาณจาก 1 ใน 5 เหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น) ได้แก่

พนักงานที่ทำงานเป็นกองหนุน (back office) ในธนาคาร เช่น ฝ่ายการตลาด-ส่งเสริมโปรโมชั่น, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายดูแลคุณภาพสินเชื่อ, ฝ่ายวิเคราะห์-วิจัย, ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฯลฯ อาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นพนักงานในองค์กรที่ทำงานแบบตายตัว หรือที่เรียกกันว่า “งานรูทีน”
พนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการนำเอา chatbot มาใช้ในการตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้า จนลูกค้าเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นหุ่นยนต์หรือมนุษย์
พนักงานประจำสาขา เนื่องจากอนาคตของธนาคารทั่วโลกคือการลดจำนวนสาขาลง ดังนั้นพนักงานประจำสาขาจะทยอยหายไป
รายงานชิ้นนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอดีตผู้บริหาร Citigroup ที่เคยบอกไว้ว่าในระหว่างปี 2015 – 2025 พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตกงานรวมกันถึงเกือบ 2 ล้านตำแหน่ง หรืออีกหนึ่งรายงานที่ระบุว่า พนักงานธนาคารรวมถึงสายเทรดหุ้นอาจตกงานถึง 1.3 ล้านคนภายใน 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ที่ทำงานใน Goldman Sachs Group ท่านหนึ่ง กล่าวว่า หนทางที่จะอยู่รอดได้ของอุตสาหกรรมการเงินโดยเฉพาะสายหุ้น คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม แต่แน่นอนมันจะกระทบต่อแรงงานมนุษย์ด้วย ดังนั้น นักเทรดหุ้นที่ต้องการจะประสบความสำเร็จใน Wall Street จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ด (coding) ให้จงได้

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ