Post title marquee scroll

ในอีก 10 ปีหลังจากนี้ พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาจะตกงานอีก 200,000 ตำแหน่ง

Wells Fargo & Co รายงานว่า พนักงานธนาคารในสหรัฐอเมริกาจะตกงานจำนวนกว่า 200,000 ตำแหน่งในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

อุตสาหกรรมสายการเงินในสหรัฐอเมริกาทุ่มเงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอัตราที่สูงมาก โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งการพัฒนาที่ก้าวล้ำของเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อแรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมการเงินโดยตรง

ในรายงานระบุว่า พนักงานธนาคารที่จะตกงานกว่าครึ่งหนึ่งจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ในรายงานใช้คำอธิบายว่าจะลดปริมาณจาก 1 ใน 5 เหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น) ได้แก่

พนักงานที่ทำงานเป็นกองหนุน (back office) ในธนาคาร เช่น ฝ่ายการตลาด-ส่งเสริมโปรโมชั่น, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายดูแลคุณภาพสินเชื่อ, ฝ่ายวิเคราะห์-วิจัย, ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฯลฯ อาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นพนักงานในองค์กรที่ทำงานแบบตายตัว หรือที่เรียกกันว่า “งานรูทีน”
พนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการนำเอา chatbot มาใช้ในการตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้า จนลูกค้าเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นหุ่นยนต์หรือมนุษย์
พนักงานประจำสาขา เนื่องจากอนาคตของธนาคารทั่วโลกคือการลดจำนวนสาขาลง ดังนั้นพนักงานประจำสาขาจะทยอยหายไป
รายงานชิ้นนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอดีตผู้บริหาร Citigroup ที่เคยบอกไว้ว่าในระหว่างปี 2015 – 2025 พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตกงานรวมกันถึงเกือบ 2 ล้านตำแหน่ง หรืออีกหนึ่งรายงานที่ระบุว่า พนักงานธนาคารรวมถึงสายเทรดหุ้นอาจตกงานถึง 1.3 ล้านคนภายใน 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ที่ทำงานใน Goldman Sachs Group ท่านหนึ่ง กล่าวว่า หนทางที่จะอยู่รอดได้ของอุตสาหกรรมการเงินโดยเฉพาะสายหุ้น คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม แต่แน่นอนมันจะกระทบต่อแรงงานมนุษย์ด้วย ดังนั้น นักเทรดหุ้นที่ต้องการจะประสบความสำเร็จใน Wall Street จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ด (coding) ให้จงได้

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา หลายคนอาจเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ถ้ายังไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้” ใช่ไหมล่ะคะ? แต่สำหรับตัวของน้ำตาลเองนั้นกลับเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ฉันหาแทบตายกลับไม่เคยพอใช้!!” เสียมากกว่า ซึ่งที่มันไม่เคยพอใช้นั่นอาจเป็นเพราะน้ำตาลยังไม่รู้จักการจัดการและการอดออมที่ถูกต้อง เลยโดนสิ่งยั่วยุเข้ามาปอกลอกเงินทองอันน้อยนิดที่กว่าจะหามาได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อต้องมาอาศัยชายคาประเทศสหรัฐอเมริกา

ในบทความนี้เลยอยากจะเล่าถึงประสบการณ์การเปิดบัญชีธนาคารที่อเมริกาให้เพื่อนๆได้ทราบกันค่ะ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารให้มากเท่าที่จะมากได้ย่อมเป็นอีกทางเลือกในการออมที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้กับตัวที่แน่นอนว่ากิเลสมาเมื่อไหร่เงินจ๋าก็จะบ๊ายบายออกจากกระเป๋าของเราไปอย่างง่ายดายทันที

เมื่อมีโอกาสได้มาใช้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาน้ำตาลก็ได้เปิดบัญชีธนาคารกับสองสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ซึ่งทั้งสองแห่งนั้นก็คือ The Capitol One Bank กับ Bank of America ค่ะ แต่น้ำตาลไม่ได้เปิดบัญชีกับทั้งสองธนาคารพร้อมกันหรอกนะคะเพราะไม่ได้มีเงินเหลือเก็บขนาดนั้น โดยน้ำตาลได้เปิดบัญชีกับทาง The Capitol One Bank ก่อนค่ะ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2012

ในขณะนั้นน้ำตาลเดินทางมาประเทศหสหรัฐอเมริกาด้วย J-1 Visa ในฐานะ Aupair ค่ะ ดังนั้นตอนที่ไปเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกโฮสแฟมิลี่หรือครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วยจึงเป็นคนพาเราไป ความจริงก็ไปทำเองคนเดียวได้เลยนะคะแต่เป็นเพราะว่าภาษาของน้ำตาลยังไม่ดีพอเลยกลัวว่าจะคุยกับเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารไม่รู้เรื่องน่ะ แหะๆ -..-

มื่อไปถึงธนาคาร The Capitol One เราก็ต้องไปลงชื่อต่อคิวที่สมุดคิวลูกค้าของธนาคารกันก่อน สิ่งที่ต้องเขียนก็แค่ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เท่านั้นค่ะ จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารมาเรียกตัวเราเข้าไปคุยด้วย จำได้เลยว่าในครั้งนั้นถ้าในธนาคารไม่เหลือแค่น้ำตาลกับโฮสที่เป็นลูกค้าคนสุดท้ายก่อนธนาคารจะปิด น้ำตาลก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะว่าเจ้าหน้าที่เขาเรียกชื่อใคร

เจ้าหน้าที่เขาจะเข้ามาทักทายและแนะนำตัวกับเราก่อนค่ะ จากนั้นก็จะถามเราว่าเราต้องการมาทำอะไร จับไม้จับมือคุยเล่นคุยหัวกันพอประมาณ ก่อนที่เขาจะเชิญเราเข้าไปนั่งที่เคาท์เตอร์ทำงานของเขา ในวันนั้นเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงชาวอินเดียค่ะ เขาได้ถามน้ำตาลว่าจะเปิดบัญชีอะไร Saving Account หรือ Checking Account ซึ่งน้ำตาลเลือกเปิดบัญชีแบบ Checking Account ค่ะ

Checking Account เป็นบัญชีสำหรับกรณีฝากหรือถอนบ่อย ในระหว่างเปิดบัญชี Checking Account เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะถามเราด้วยว่าเราต้องการ Bank Card (Debit Card หรือ Check Card) หรือไม่

โดย Bank Card นี้จะทำหน้าที่เหมือนกับบัตร ATM บวกกับ Debit Card ของบ้านเราคือใช้เบิกเงินสดจากตู้ ATM และใช้แทนเช็คเงินสด โดยทุกครั้งที่รูดบัตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีโดยตรงเป็นจำนวนเงินเท่านั้นและจะมีสมุด check ให้ด้วยซึ่งเช็คนี้จะนำไว้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องส่งทางไปรณีย์ (ส่วนมากพวกสาธารณูบริโภค น้ำ ไฟฟ้า อินเตอร์เนท หรือ เคเบิลทีวี) และบัญชี Checking นี้จะไม่มีดอกเบี้ยแต่มีไว้เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายต่างๆ

 ส่วน Saving Account เป็นบัญชีซึ่งมีไว้สำหรับเก็บเงินจำนวนมากและมีดอกเบี้ยให้ แต่ห้ามถอนก่อนถึงครบกำหนดมิฉะนั้นอาจไม่รับดอกเบี้ย ถ้ามีบัญชีนี้ต้องหมุนเงินให้เป็นนะคะถึงจะมีประโยชน์

เอกสารที่ใช้สำหรับการเปิด Checking Account ของ The Capitol One Bank ที่น้ำตาลเตรียมไปด้วยก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number ใบ I-94 ของ J-1 Visa และจดหมายจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่น่าเชื่อถือซึ่งส่งมาถึงเราตามที่อยู่ที่เราอ้างว่าเราพักอาศัยอยู่เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราอาศัยอยู่ที่นั่นจริง (โดยเอกสารอันนี้ตอนนั้นน้ำตาลใช้จดหมายของ Aupair in America ที่ส่งมายินดีต้อนรับเราค่ะ แต่คนอื่นจะใช้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์หรือจดหมายอื่นๆก็ได้ไม่ว่ากัน) เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้วเขาก็มีลาย Debit Card ให้เลือกด้วยนะคะว่าเราอยากได้ลายแบบไหนเราก็แค่เลือกลายที่ชอบไปแล้วเดี๋ยวพอดำเนินเรื่องต่างๆเสร็จเจ้าหน้าที่จึงจะส่งบัตรของเรามาให้ที่บ้านภายหลังค่ะ

หลังจากจบโครงการออแพร์ไปแล้วน้ำตาลก็ได้มีโอกาสกลับมาประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งด้วยวีซ่านักเรียนคราวนี้เลยได้มีโอกาสเปิดบัญชีใหม่กับธนาคาร Bank of America ค่ะ โดยเอกสารต่างๆที่ใช้เปิดบัญชีก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number และใบI-20 แต่เอกสารยืนยันที่อยู่นั้นไม่ได้ใช้ค่ะ แค่บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าบ้านเราอยู่ไหนเขาก็จะคีย์ข้อมูลลงคอมให้เลย สำหรับการเปปิดบัญชีที่ Bank of America นี้ น้ำตาลก็เปิดแบบ Checking Account อีกค่ะ เพราะสะดวกสบายต่อการฝากและถอนเงินมากกว่าแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การทำบัตร Credit Card ค่ะ

คือนอกจากน้ำตาลจะมีบัตร Debit Card ไว้รูดใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของเราแล้ว ในปีนี้น้ำตาลอยากฝึกสะสมเครดิตสกอร์เผื่อไว้ใช้ในอนาคตด้วย เพราะน้ำตาลไม่เคยมีบัตรเครดิตส่วนตัวมาก่อนที่เคยใช้ก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่ คราวนี้เลยอยากฝึกรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะคนอเมริกันเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับคนที่มีเครดิตสกอร์ดี ซึ่งเมื่อเวลาจะทำธุรกรรมอะไรคนมีเครดิตสกอร์ดีก็มักจะได้รับการอนุมัติอะไรต่างๆได้ง่ายกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการเงินตราและการใช้ชีวิตของเราเอง ก็คงต้องลองก่อนล่ะค่ะถ้าน้ำตาลคิดว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากพอที่จะใช้มันเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะปิดหรือยกเลิกมันไป การทำบัตรเครดิตของ Bank of America ก็มีให้เลือกหลายแบบค่ะ ซึ่งที่น้ำตาลเลือกทำไปก็เป็นแบบ Cash Rewards Credit Card for Students โดยต้องวางเงินประกันขั้นต่ำที่ $300 ใน 1 ปีแรกโดยเราจะถอนออกมาใช้จ่ายไม่ได้ พอครบปีเขาถึงจะคืนให้หรือตัดสินใจให้วงเงินในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งก็แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละบุคคล

อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวน้ำตาลเองที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆธรรมดาทั่วไปแต่พอได้มองย้อนกลับไปมันก็ทำให้เราเห็นตัวเองจากในอดีตที่ยังอ่อนเดียงสาจนเติบโตขึ้นมาและสามารถจัดการกับอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองได้ ท้ายสุดนี้อยากฝากเพื่อนๆไว้ว่าอย่ากลัวที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไร แม้จะผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ในภายภาคหน้าคุณก็จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและหรืออะไรที่ไม่ควรทำ ^_^

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา

หลังจากช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนในทศวรรษที่ 1980 และ 90 ธนาคารในละตินอเมริกาเข้ามาในตัวของพวกเขาเอง การเจริญเติบโตของประเทศเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตในภูมิภาคนี้และการยอมรับมาตรฐานด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศภาคการเงินของภูมิภาคกำลังจะผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

วันนี้ธนาคารใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวอยู่ในสองประเทศ บราซิลอ้างถึงห้าสถาบันที่ใหญ่ที่สุดโดยขนาดของสินทรัพย์และหกในสิบอันดับแรก ขณะเดียวกันเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพในอีก 4 ธนาคารอื่น ๆ

  • 9 ->
    10) Banco Santander เม็กซิโก, เม็กซิโก (62 พันล้านดอลลาร์ในสินทรัพย์) (SAN SANBanco Santander6. 56-0. 61% สร้างขึ้นโดย Highstock 4. 2. 6 )

ซานทานแดร์เม็กซิโกให้บริการผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคมากมายรวมถึงการจำนองบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารสเปนซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตานเดอร์ซานต้าร์เดลล์ (SAN SAN 999 SANBANCO Santander6 56-0 61% สร้างด้วย Highstock 4. 2. 6 ) ลูกค้า บริการรวมถึงบริการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการการแก้ปัญหาทางการเงินและการค้าต่างประเทศ Banorte, Mexico (74000000000 $ ในสินทรัพย์) Banorte ได้ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤติการเงินเม็กซิกันในทศวรรษ 1990 การเข้าซื้อธนาคารหลายแห่งและการสร้างสถานะของ บริษัท ทั่วประเทศ ธนาคารเป็นผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ธนาคารเพื่อการค้าปลีกรวมถึงบริการด้านการลงทุนเงินประกันและเงินบำนาญและความสามารถด้านคลังสินค้า

7) Banamex, Mexico (85000000000 $ ในสินทรัพย์)

ก่อตั้งขึ้นในปีพ. ศ. 2424 ผ่านการควบกิจการของ Banco Nacional Mexicano และ Banco Mercantil Mexicano ปัจจุบัน Banamex เป็น บริษัท ในเครือของซิตี้กรุ๊ป ปัจจุบันธนาคารมีสาขา 1, 706 สาขาและลูกค้ากว่า 20 ล้านราย “Banamex” ร่มรวมถึง บริษัท ทางการเงินอื่น ๆ ด้วยเช่นรวมถึงการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ Acclaim, Banamex Insurance และ Afore Banamex บริการวางแผนการเกษียณอายุ
6) BBVA Bancomer, Mexico (101 พันล้านเหรียญ)

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโกในแง่ของสินทรัพย์และเงินฝาก Bancomer เป็น บริษัท ย่อยของ บริษัท BBVA ของสเปน รายได้รวมถึงการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ประกันภัยและกองทุนรวม ปัจจุบัน BBVA Bancoer มีสาขาเกือบ 1, 800 สาขาและเครื่องเอทีเอ็ม 7, 750 เครื่องทั่วประเทศ เช่นเดียวกับบางธนาคารในละตินอเมริกาอื่น ๆ Santander Brasil เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารในยุโรปที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ – ในกรณีนี้คือสเปน (BARCARA BARCELI), บราซิล (194 พันล้านดอลลาร์) ซานทานแดร์นอกเหนือจากการธนาคารรายย่อยบัตรเครดิตและสินเชื่อบ้านองค์กรมีบริการด้านการบริหารสินทรัพย์และบริการด้านการธนาคารพาณิชย์

4) Caixa Economica Federal, Brazil (380,000 ล้านเหรียญ)

Caixa ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2512 เป็น “หน่วยงานของภาคเอกชน” ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังบราซิล ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการโอนเงินรายได้และวางนโยบายการเคหะแห่งชาติขึ้น นอกจากนี้ยังจัดการโครงการจับสลากของประเทศ (L28)

3) Banco Bradesco ประเทศบราซิล (391 พันล้านเหรียญ)

สำนักงานใหญ่ในเซาเปาโลแบงโคแบร์เลสโคให้บริการลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์จากธนาคารแล้วยังมีบริการประกันและแผนเกษียณอายุ (L29) ปัจจุบัน Banco Bradesco เป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของบราซิลและเป็นสถาบันการเงินเอกชนรายใหญ่อันดับสอง

2) Itaú Unibanco Holding, Brazil (445 พันล้านเหรียญ)

Itaúให้บริการลูกค้าชาวบราซิลจำนวนกว่า 40,000 รายผ่านทางเครือข่ายมากกว่า 4,000 สาขาและเกือบ 28,000 ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังให้บริการด้านการธนาคารขององค์กรแบบดั้งเดิมตลอดจนการดำเนินงานด้านวาณิชธนกิจและการควบรวมกิจการและการได้รับการสนับสนุน Itaúทำงานร่วมกับลูกค้าสถาบันประมาณ 700 รายในยุโรปสหรัฐอเมริกาและเอเชีย

1) Banco do Brasil, Brazil (555 พันล้านดอลลาร์ในสินทรัพย์)

Banco do Brasil เป็นธนาคารที่มีอำนาจควบคุมของรัฐบาลในละตินอเมริกาโดยมีสินทรัพย์ประมาณ 555 พันล้านเหรียญ ด้านการให้กู้ยืมแก่บุคคลและธุรกิจธนาคารยังมีบริการด้านบริหารสินทรัพย์และความสามารถในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารตั้งอยู่ในบราซิเลียมีการดำเนินงานในอเมริกาเหนืออเมริกาใต้ยุโรปเอเชียและแอฟริกา

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ

ธนาคารในสหรัฐฯ

ธนาคารในสหรัฐอเมริกามีหลายธนาคาร เช่น Bank of America, US Bank, Well Fargos และอื่นๆ ฯลฯ ในแต่ละรัฐจะมีทั้งธนาคารใหญ่ๆ และธนาคารท้องถิ่นที่ชื่อของธนาคารอาจไม่คุ้นหูนักศึกษา ในวันปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ International Student Officer ประจำมหาวิทยาลัยนั้นๆ จะแจกเอกสารหรือคู่มือที่นักศึกษาควรทราบ ซึ่งภายในเนื้อเรื่อง จะมีการกล่าวถึงธนาคารที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานศึกษานั้นๆด้วย อนึ่งในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนภายใต้หัวข้อ International Student Office นักศึกษาก็สามารถเข้าไปค้นหา ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเงินการธนาคารได้ ก่อนเดินทางไปฟังปฐมนิเทศก์ที่มหาวิทยาลัย

รายชื่อ Top 10 Banks ธนาคารในสหรัฐอเมริกา มีดังนี้คือ

  1. Bank of America Corp. มี Headquarters อยู่ที่ Charlotte, N.C.
  2. J.P.Morgan Chase & Company มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  3. Citigroup มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  4. Wells Fargo & Company มี Headquarters อยู่ที่ San Francisco, CA
  5. Goldman Sachs Group,Inc, The มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  6. Morgan Stanley มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  7. Metlife Inc. มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  8. Barclays Group US Inc. มี Headquarters อยู่ที่ Wilmington, DE
  9. Taunus Corporation มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  10. HSBC North America Holdings Inc. มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY

Source: Federal Reserve System, National Information Center as of June30, 2010 ( http://www.ffiec.gov/nicpubweb/nicweb/top50form.aspx) ถ้าใช้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2012 JP Morgan จะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ส่วน Bank of America Corp จะเลื่อนลงไปอยู่อันดับที่ 2 ส่วนลำดับที่ 6-10 จะมีการเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง นักเรียนนักศึกษาไม่สามารถเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์ของคนไทยที่ไปตั้งสาขาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หากมีข้อสงสัย โปรดสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่นักศึกษาสนใจ และทราบว่ามีสาขาของธนาคารแห่งนั้นตั้งอยู่ในต่างประเทศ โดยอาจสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้านต่างประเทศของธนาคารแห่งนั้นๆ

หลักเกณฑ์การเลือกเปิดบัญชีธนาคารเวลาไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา

  1. เลือกธนาคารที่ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ที่เรากำลังศึกษาอยู่ หรือ ใกล้กับหอพัก เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แม้บางเมืองที่ไปศึกษาต่อจะไม่มีชื่่อธนาคารใหญ่ๆที่เราคุ้นหู นักศึกษาก็จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคารท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆนั้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน หรือถอนเงิน

ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นแล้วว่า เว็บไซต์ของสถานศึกษาที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนในหน้าที่เกี่ยวข้องกับ International Student Office จะแจ้งรายชื่อธนาคารที่อยู่ในละแวกเดียวกับที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่ บางสถานศึกษาจะมีธนาคารตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักศึกษาไม่ต้องกังวลในเรื่อง 1. จะเปิดบัญชีกับธนาคารชื่ออะไรดี 2. การเปิดบัญชีธนาคารจะยุ่งยากไหม ให้สังเกตว่า ในรายการปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ ( Orientation) หัวข้อประกอบการบรรยายทุกครั้ง คือ การแนะนำการเปิดบัชีกับธนาคาร ในวันปฐมนิเทศก์ยังจะมีตัวแทนจากธนาคารต่างๆที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับมหาวิทยาลัยเข้ามาทำการประชาสัมพันธ์และอธิบายวิธีการเปิดบัญชีธนาคาร พร้อมทั้งมีของชำร่วย และทางเลือกของการใช้เครื่องมือทางการเงินอีกมากมายไว้ให้ผู้เปิดบัญชีใหม่ด้วย

  1. นักศึกษาควรสอบถามเพิ่มเติม ถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อใช้เปรียบเทียบในการเลือกธนาคาร
  2. ธนาคารบางแห่งมีข้อเสนอพิเศษ ที่เพิ่มแรงจูงใจให้นักศึกษาอยากฝากเงินที่ธนาคารนั้นๆ เช่น มีสมุดเขียนเช็คแจกฟรี ในการเปิดบัญชี Checking account ครั้งแรก
  3. นักศึกษาบางท่านมีความละเอียดรอบคอบ ที่จะถามเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนล่วงหน้า ในเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้าบัตรเดบิตของธนาคารในสหรัฐฯ, ค่าธรรมเนียมการซื้อสมุดเช็ค, ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน, ระยะเวลาที่ใช้ในการรับเงินโอนจากประเทศไทย, บริการเสริมพิเศษที่ธนาคารแห่งนั้นมี แต่ธนาคารอื่นอาจไม่มี เป็นต้น ข้อมูลที่นักศึกษาได้รับจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในการเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารว่า ควรเลือกธนาคารแห่งใดดี

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษตอนปลายให้รู้จักการใช้ธนาคารและบริการทางการเงิน มีวิดีโอที่นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเองก่อนเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ยกตัวอย่างวิดีโอเกี่ยวกับการเงินและการธนาคารที่น่าสนใจชุดหนึ่ง เป็นชุดวิดีโอที่ผลิตโดย นักศึกษาที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐฯควรซ้อมฟังวิดีโอชุดดังกล่าวเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษและวิธีการไปติดต่อทำธุรกรรมกับธนาคาร วิดีโอชุดดังกล่าวสามารถหาดูได้

ท้ายเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างรายชื่อเว็บไซต์ของธนาคารใหญ่ๆ ในสหรัฐซึ่งนักศึกษา สามารถเข้าไปศึกษาก่อนล่วงหน้าเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา เช่น วิธีการฝากและถอนเงิน ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า ก่อนที่นักศึกษาจะได้รับเงินที่ส่งไปจากประเทศไทย นักศึกษาจะต้องถูกหักค่าโอนเงินจากธนาคารในสหรัฐอเมริกาด้วย

ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยจะคิดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินแตกต่างกัน โดยธนาคารบางแห่ง จะชี้แจงค่าธรรมเนียมในการโอนทั้งฝั่งไทยและฝั่งสหรัฐฯ บางแห่งจะชี้แจงเฉพาะฝั่งไทยฝั่งเดียว กฎระเบียบนี้เกิดขึ้นกับการโอนเงินไปทุกธนาคารในต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะกับธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ธนาคารมักใช้คำศัพท์เรียกค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างประเทศดังนี้

  1. Charge Ben ( Charge Beneficiary) หมายถึง ค่าธรรมเนียมเงินโอน ที่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางต้องเป็นผู้รับภาระในการจ่ายเองก่อนที่จะได้รับเงินทั้งก้อนทีผู้โอนจากประเทศไทยโอนไปเข้าบัญชีผู้รับในต่างประเทศ
  2. Charge our หมายถึง ผู้โอนออกจากประเทศไทยต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งสองฝั่ง เช่น ผู้ปกครองจากเมืองไทย จ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทั้งที่เมืองไทยและที่ต่างประเทศ เพื่อให้ผู้รับปลายทางได้รับเงินโอนเต็มจำนวน โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆเพิ่มอีก แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเกิดขึ้นได้อีกเล็กน้อย ถ้านักศึกษาท่านนั้นอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งอาจจะมีค่าธรรมเนียมที่ธนาคารท้องถิ่นเล็กๆนั้นคิดเพิ่ม

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา  หลายคนอาจเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ถ้ายังไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้” ใช่ไหมล่ะคะ? แต่สำหรับตัวของน้ำตาลเองนั้นกลับเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ฉันหาแทบตายกลับไม่เคยพอใช้!!” เสียมากกว่า ซึ่งที่มันไม่เคยพอใช้นั่นอาจเป็นเพราะน้ำตาลยังไม่รู้จักการจัดการและการอดออมที่ถูกต้อง เลยโดนสิ่งยั่วยุเข้ามาปอกลอกเงินทองอันน้อยนิดที่กว่าจะหามาได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อต้องมาอาศัยชายคาประเทศสหรัฐอเมริกา

ในบทความนี้เลยอยากจะเล่าถึงประสบการณ์การเปิดบัญชีธนาคารที่อเมริกาให้เพื่อนๆได้ทราบกันค่ะ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารให้มากเท่าที่จะมากได้ย่อมเป็นอีกทางเลือกในการออมที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้กับตัวที่แน่นอนว่ากิเลสมาเมื่อไหร่เงินจ๋าก็จะบ๊ายบายออกจากกระเป๋าของเราไปอย่างง่ายดายทันที

เมื่อมีโอกาสได้มาใช้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาน้ำตาลก็ได้เปิดบัญชีธนาคารกับสองสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ซึ่งทั้งสองแห่งนั้นก็คือ The Capitol One Bank กับ Bank of America ค่ะ แต่น้ำตาลไม่ได้เปิดบัญชีกับทั้งสองธนาคารพร้อมกันหรอกนะคะเพราะไม่ได้มีเงินเหลือเก็บขนาดนั้น โดยน้ำตาลได้เปิดบัญชีกับทาง The Capitol One Bank ก่อนค่ะ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2012

ในขณะนั้นน้ำตาลเดินทางมาประเทศหสหรัฐอเมริกาด้วย J-1 Visa ในฐานะ Aupair ค่ะ ดังนั้นตอนที่ไปเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกโฮสแฟมิลี่หรือครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วยจึงเป็นคนพาเราไป ความจริงก็ไปทำเองคนเดียวได้เลยนะคะแต่เป็นเพราะว่าภาษาของน้ำตาลยังไม่ดีพอเลยกลัวว่าจะคุยกับเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารไม่รู้เรื่องน่ะ แหะๆ -..-

เมื่อไปถึงธนาคาร The Capitol One เราก็ต้องไปลงชื่อต่อคิวที่สมุดคิวลูกค้าของธนาคารกันก่อน สิ่งที่ต้องเขียนก็แค่ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เท่านั้นค่ะ จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารมาเรียกตัวเราเข้าไปคุยด้วย จำได้เลยว่าในครั้งนั้นถ้าในธนาคารไม่เหลือแค่น้ำตาลกับโฮสที่เป็นลูกค้าคนสุดท้ายก่อนธนาคารจะปิด น้ำตาลก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะว่าเจ้าหน้าที่เขาเรียกชื่อใคร

เจ้าหน้าที่เขาจะเข้ามาทักทายและแนะนำตัวกับเราก่อนค่ะ จากนั้นก็จะถามเราว่าเราต้องการมาทำอะไร จับไม้จับมือคุยเล่นคุยหัวกันพอประมาณ ก่อนที่เขาจะเชิญเราเข้าไปนั่งที่เคาท์เตอร์ทำงานของเขา ในวันนั้นเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงชาวอินเดียค่ะ เขาได้ถามน้ำตาลว่าจะเปิดบัญชีอะไร Saving Account หรือ Checking Account ซึ่งน้ำตาลเลือกเปิดบัญชีแบบ Checking Account ค่ะ

Checking Account เป็นบัญชีสำหรับกรณีฝากหรือถอนบ่อย ในระหว่างเปิดบัญชี Checking Account เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะถามเราด้วยว่าเราต้องการ Bank Card (Debit Card หรือ Check Card) หรือไม่

โดย Bank Card นี้จะทำหน้าที่เหมือนกับบัตร ATM บวกกับ Debit Cardของบ้านเราคือใช้เบิกเงินสดจากตู้ ATM และใช้แทนเช็คเงินสด โดยทุกครั้งที่รูดบัตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีโดยตรงเป็นจำนวนเงินเท่านั้นและจะมีสมุด check ให้ด้วยซึ่งเช็คนี้จะนำไว้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องส่งทางไปรณีย์ (ส่วนมากพวกสาธารณูบริโภค น้ำ ไฟฟ้า อินเตอร์เนท หรือ เคเบิลทีวี) และบัญชี Checking นี้จะไม่มีดอกเบี้ยแต่มีไว้เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายต่างๆ

 ส่วน Saving Account เป็นบัญชีซึ่งมีไว้สำหรับเก็บเงินจำนวนมากและมีดอกเบี้ยให้ แต่ห้ามถอนก่อนถึงครบกำหนดมิฉะนั้นอาจไม่รับดอกเบี้ย ถ้ามีบัญชีนี้ต้องหมุนเงินให้เป็นนะคะถึงจะมีประโยชน์

เอกสารที่ใช้สำหรับการเปิด Checking Account ของ The Capitol One Bank ที่น้ำตาลเตรียมไปด้วยก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number ใบ I-94 ของ J-1 Visa และจดหมายจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่น่าเชื่อถือซึ่งส่งมาถึงเราตามที่อยู่ที่เราอ้างว่าเราพักอาศัยอยู่เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราอาศัยอยู่ที่นั่นจริง (โดยเอกสารอันนี้ตอนนั้นน้ำตาลใช้จดหมายของ Aupair in America ที่ส่งมายินดีต้อนรับเราค่ะ แต่คนอื่นจะใช้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์หรือจดหมายอื่นๆก็ได้ไม่ว่ากัน) เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้วเขาก็มีลายDebit Card ให้เลือกด้วยนะคะว่าเราอยากได้ลายแบบไหนเราก็แค่เลือกลายที่ชอบไปแล้วเดี๋ยวพอดำเนินเรื่องต่างๆเสร็จเจ้าหน้าที่จึงจะส่งบัตรของเรามาให้ที่บ้านภายหลังค่ะ

หลังจากจบโครงการออแพร์ไปแล้วน้ำตาลก็ได้มีโอกาสกลับมาประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งด้วยวีซ่านักเรียนคราวนี้เลยได้มีโอกาสเปิดบัญชีใหม่กับธนาคาร Bank of America ค่ะ โดยเอกสารต่างๆที่ใช้เปิดบัญชีก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number และใบI-20 แต่เอกสารยืนยันที่อยู่นั้นไม่ได้ใช้ค่ะ แค่บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าบ้านเราอยู่ไหนเขาก็จะคีย์ข้อมูลลงคอมให้เลย สำหรับการเปปิดบัญชีที่ Bank of America นี้ น้ำตาลก็เปิดแบบ Checking Account อีกค่ะ เพราะสะดวกสบายต่อการฝากและถอนเงินมากกว่าแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การทำบัตร Credit Card ค่ะ

คือนอกจากน้ำตาลจะมีบัตร Debit Card ไว้รูดใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของเราแล้ว ในปีนี้น้ำตาลอยากฝึกสะสมเครดิตสกอร์เผื่อไว้ใช้ในอนาคตด้วย เพราะน้ำตาลไม่เคยมีบัตรเครดิตส่วนตัวมาก่อนที่เคยใช้ก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่ คราวนี้เลยอยากฝึกรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะคนอเมริกันเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับคนที่มีเครดิตสกอร์ดี ซึ่งเมื่อเวลาจะทำธุรกรรมอะไรคนมีเครดิตสกอร์ดีก็มักจะได้รับการอนุมัติอะไรต่างๆได้ง่ายกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการเงินตราและการใช้ชีวิตของเราเอง ก็คงต้องลองก่อนล่ะค่ะถ้าน้ำตาลคิดว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากพอที่จะใช้มันเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะปิดหรือยกเลิกมันไป การทำบัตรเครดิตของ Bank of America ก็มีให้เลือกหลายแบบค่ะ ซึ่งที่น้ำตาลเลือกทำไปก็เป็นแบบ Cash Rewards Credit Card for Students โดยต้องวางเงินประกันขั้นต่ำที่ $300ใน 1 ปีแรกโดยเราจะถอนออกมาใช้จ่ายไม่ได้ พอครบปีเขาถึงจะคืนให้หรือตัดสินใจให้วงเงินในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งก็แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละบุคคล

อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวน้ำตาลเองที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆธรรมดาทั่วไปแต่พอได้มองย้อนกลับไปมันก็ทำให้เราเห็นตัวเองจากในอดีตที่ยังอ่อนเดียงสาจนเติบโตขึ้นมาและสามารถจัดการกับอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองได้ ท้ายสุดนี้อยากฝากเพื่อนๆไว้ว่าอย่ากลัวที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไร แม้จะผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ในภายภาคหน้าคุณก็จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและหรืออะไรที่ไม่ควรทำ