Post title marquee scroll

ธนาคารกลางสหรัฐ เพิ่มเม็ดเงินทำ QE ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยยาวจนถึงปี 2022

ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศออกมาว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.00-0.25% ยาวไปจนถึงปี 2022 ขณะเดียวกันได้ประกาศเม็ดเงินในการทำมาตรการผ่อนคลายทางเงินออกมาด้วย

Federal Reserve ธนาคารกลางสหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 0.00-0.25% ยาวไปจนถึงปี 2022 โดยการใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัว เกิดการจ้างงาน หลังจาก COVID-19 ส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย และภาคธุรกิจต้องปลดคนงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ ยังได้คาดการณ์ GDP ในปีนี้ว่าจะถดถอยที่ -6.5% และกลับมาฟื้นตัว 5% ในปี 2021

ขณะเดียวกัน Fed เองได้ประกาศเม็ดเงินในมาตรการผ่อนคลายทางเงิน โดยจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงตราสารที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) เดือนละ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วนั้น Fed คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ จะสามารถปล่อยเม็ดเงินดังกล่าวนี้ได้ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐเองได้ปรับเกณฑ์ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ตัวเขาเองยืนยันว่า Fed จะสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงิน สนับสนุนเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจ

ธนาคารกลางสหรัฐ vs. วิกฤติตลาดหมี 2020

เมื่อวิกฤติมาถึง มนุษย์ธรรมดาเดินดินในตลาดการเงินอย่างเราก็มักหวังให้มีซูเปอร์ฮีโร่เข้ามาช่วย ซึ่งฮีโร่อันดับหนึ่งตลอดกาล ก็คงหนีไม่พ้น ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ “เฟด” ผู้สยบวิกฤติการเงินมาแล้วมากมาย

และในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้ดอกเบี้ยนโยบายของเฟดก็ลดลงเหลือ 0-0.25% (Near Zero) ไปเป็นที่เรียบร้อย จนเป็นหน้าที่ของคนธรรมดาอย่างเราที่จะต้องรู้ให้ทันว่านอกจาก ดอกเบี้ยนโยบายอันทรงพลังแล้ว เฟดยังมีพลังวิเศษอะไรเหลือ แต่ละอย่าง มีจุดแข็ง จุดอ่อน หรือจะส่งผลกระทบกับสินทรัพย์ที่เราถืออยู่อย่างไร และพลังเหล่านี้เพียงพอที่จะต่อกรกับวิกฤติทางการเงินที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันได้ขนาดไหน

ซึ่งผมขอสรุปมุมมองส่วนตัวกับพลังพิเศษของเฟด “สามอย่าง” ที่น่าจะเห็น

อย่างแรก คือพลังประเมินอนาคต (Forward Guidance) ซึ่งสามารถช่วยกดดอกเบี้ยระยะสั้นให้ต่ำลงได้

พลังนี้เป็นองค์ประกอบของการวิเคราะห์เศรษฐกิจ โดยเฟดสามารถสื่อสารเงื่อนไขด้านระยะเวลาเพิ่มเติม ด้วยการบอกตลาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ระดับต่ำไปนานแค่ไหน ส่งผลให้ดอกเบี้ยระยะสั้นและบอนด์ยีลด์อื่น ๆ ต่ำลงไปพร้อมกัน

พลังนี้น่าจะสามารถลดแรงขายที่กำลังกดดันพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐลงได้

ยีลด์สหรัฐถึงช่วงอายุ 2-3 ปีมีโอกาสแตะระดับ 0.0% แต่ก็หมายความว่าสถานะสกุลเงินผลตอบแทนสูงใน Developed Markets ไปของดอลลาร์จะหายไป ทำให้เงินดอลลาร์อ่อนแอลงในอนาคต

จุดแข็งคือเป็นนโยบายที่แก้ปัญหาที่ตรงที่สุดกับความผันผวนของเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นชั่วคราว

แต่จุดอ่อนคือประสิทธิภาพที่ต่ำ เพราะนโยบายนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อ เฟดเป็นผู้นำตลาดและมีความน่าเชื่อถือสูง ต่างกับตอนนี้ที่ยีลด์มักปรับตัวขึ้นลงก่อนดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดก็อาจไม่เชื่อมั่น เพราะความกลัวกำลังครอบงำทุกการตัดสินใจอยู่ด้วย

พลังวิเศษต่อมา คือการขยายขนาดงบดุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ Quantitative Easing (QE) พลังนี้สามารถกดยีลด์ระยะยาวลงต่ออีกได้

วิธีการคือขยับเข้าซื้อสินทรัพย์ภาครัฐในตลาดเพื่อเปลี่ยนให้กลับไปเป็นสภาพคล่อง พลังนี้จะเพิ่มการกดดันไปที่ยีลด์ทุกระยะทั้งในสหรัฐและทั่วโลกให้ต่ำลง พร้อมกับหนุนให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ถ้าคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตสูงขึ้น

จุดเด่นที่ต่างกับปี 2008 ชัดเจนมากคือความกังวลเรื่องวินัยการเงินและการคลังมีไม่มาก เพราะขนาดภาษียังลดได้ ทำไมจะทำ QE แก้ปัญหาวิกฤติการเงินไม่ได้

อย่างไรก็ดี การตีความ ก็ดูจะเป็นจุดอ่อนของ QE เสมอ เพราะการบอกว่าซื้อ ไม่เหมือนการบอกราคา ตลาดต้องตีความต่อ และต้องเดาว่ากระทรวงการคลังจะออกพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมกันเท่าไหร่ด้วย

ขณะเดียวกัน ในระยะสั้นก็อาจเพิ่มส่วนต่างระหว่างยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ให้สูงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเพิ่มความกังวลให้นักลงทุนไปอีก จึงไม่ง่ายที่ QE จะสามารถสยบวิกฤติการเงินที่กำลังเกิดขึ้นนี้ได้เช่นกัน

แต่เฟดยังมีอัลติเมทที่เคยคิดแต่ไม่เคยใช้อยู่ คือการปรับสินทรัพย์ที่ซื้อได้ให้ครอบคลุมทุกสินทรัพย์ที่กำลังมีปัญหา

ดังที่ เจเน็ต เยลเลน อดีตประธานเฟด เคยกล่าวไว้ในสมัยที่เธอยังดำรงค์ตำแหน่งว่า

“อาจจะมีประโยชน์กว่าถ้าเฟดจะสามารถแทรกแซงโดยตรงในสินทรัพย์ที่ราคาเชื่อมกับการตัดสินใจใช้จ่ายได้”

ครั้งนี้ถ้าเฟดยอมแลกด้วยทั้งหมดที่มี โดยหันมา “ซื้ออะไรก็ได้ที่ปรับตัวลง” เพื่อช่วยหยุดความวิตกกังวล ก็อาจมีผลเช่นเดียวกับนโยบาย Troubled Asset Relief Program Funds หรือ TARP ที่ทางการสหรัฐเคยใช้เพื่อหยุดวิกฤติ Subprime เมื่อ 12 ปีก่อน

แต่จุดอ่อนใหญ่ที่สุดของนโยบายเช่นนี้คือ “Moral Hazard”

เพราะอาจกลายเป็นว่าบริษัททั้งหลายในสหรัฐอาจเลือกที่จะผิดนัดชำระหนี้ไปเลย ด้วยความเชื่อว่าถ้าล้มก็จะมีเฟดคอยช่วยดูแลอยู่ เช่นเดียวกับนักลงทุนก็อาจขายการลงทุนที่ผิดพลาดทุกอย่าง และไปเรียกร้องให้เฟดจ่ายคืนทั้งหมดให้ ซึ่งอาจทำให้กลไกตลาดที่เคยเป็นจุดเด่นของสหรัฐพังทลาย

ถ้ามาทางนี้ ท้ายที่สุดเฟดคงทำได้แค่แก้เกมด้วยการออกกฎระเบียบเพิ่มเติม ซึ่งก็จะทำให้ประสิทธิภาพของเศรษฐกิจลดลงไปอีก แต่ถ้าไม่ทำ ความน่าเชื่อถือของเฟดก็อาจหมดไปจนไม่สามารถกลับมาช่วยตลาดได้อีกเลย

เมื่อประเมินพลังวิเศษทั้งหมด สำหรับผม เชื่อว่านโยบายเหล่านี้เพียงพอที่จะหยุดตลาดการเงินที่ผันผวนได้ และเชื่อว่าเฟดจะใช้นโยบายการเงินรับมือกับวิกฤตินี้อย่างเต็มที่แน่นอน เหมือนที่กัปตันอเมริกามักพูดว่า “I could do this for all day”

อย่างไรก็ดี ผมยังหวังว่าเฟด จะไม่รีบร้อนใช้ทุกอย่างที่มีเพื่อแก้ปัญหาความผันผวนของตลาดการเงินครั้งนี้ เพราะถ้าคิดให้ดีถึงจะหยุดความปั่นป่วนในโลกการเงินลงได้ แต่ปัญหาที่แท้จริงอย่างความกลัวไวรัส หรือเศรษฐกิจถดถอย ก็ยังรออยู่

และตลาดการเงินอาจเสี่ยงมากกว่าถ้าท้ายที่สุด เศรษฐกิจวิ่งเข้าสู่วิกฤติหลังจากที่เฟดหมดพลังไปแล้ว เพราะจะกลายเป็นว่าเราต้องเจอกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่คนทั้งโลกอาจต้องจดจำไปอีกแสนนาน

ถ้าถึงจุดนั้นจริง มนุษย์ธรรมดาเดินดินในตลาดการเงิน ถ้าไม่มองหาฮีโร่คนใหม่ หรือไม่ก็ต้องกลายเป็นฮีโร่ของตัวเองให้ได้แล้วนะครับ

ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ส่วนไทยคาดว่าปลายปีขึ้นดอกเบี้ย

หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐดูดีเพิ่มขึ้น เช่น อัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ฯลฯ จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และล่าสุดนี้ธนาคารกลางจีนก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมาทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ Federal Reserve ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้ ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 1.75% โดยแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐจะยังรักษาอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ

โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวกับทาง VOA ว่าถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ปีนี้อาจได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 2 ครั้ง
นักวิเคราะห์จากหลักทรัพย์เอเชียพลัสมองว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ประมาณ 2.25% ส่วนปีหน้า 2562 คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง และในปี 2563 อีก 2 ครั้ง โดยดอกเบี้ยปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 3.5%

ไทยคาดว่าน่าจะขึ้นปลายปี-ต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์ของทางเอเชียพลัสยังได้มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวที่ 1.5% จนถึงปลายปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทางดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มุมมองไว้ที่ทาง Brand Inside ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ส่วนมุมมองของทาง SCB EIC มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวตลอดในปีนี้ เพราะว่าภาคการอุปโภคของประชาชนยังอ่อนแอ รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่ยังแข็งแกร่งและมีบัญชีดุลสะพัดที่ยังสูง ซึ่ง EIC มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้าน่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

เฟดหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี ยืนยันไม่ได้ลดเอาใจทรัมป์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานครั้งแรกในรอบทศวรรษ ท่ามกลางข้อครหาว่าพวกเขาลดดอกเบี้ยเพราะถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 โดยปรับลดลง 0.25% เหลือ 2-2.25% เมื่อวันพุธที่ 31 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดลงอีกในอนาคต

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคสามารถกู้เงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยฝ่ายผู้สนับสนุนระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังส่งสัญญาว่าต้องการความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโจมตีว่า เฟดเพียงลดดอกเบี้ยตามใจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ยเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของเฟดในการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) 2 คนโหวตคัดค้าน ส่วนอีก 8 คนรวมทั้งนาย เจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด โหวตเห็นชอบ

นายโพเวลล์ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดที่ดี แต่เขาจะไม่ลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตในจังหวะที่แข็งแรงตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 แต่พัฒนาการทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามีทั้งในด้านบวกและลบ เช่นตัวเลขในภาคการผลิตที่ลดลงถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน

ประธานเฟดยอมรับด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการตัดสินใจของเฟด แต่พวกเขาไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์นโยบานการค้าของสหรัฐฯ ที่กำลังทำสงครามการค้ากับจีน นายโพเวลล์ยืนยันด้วยว่า เฟดไม่ได้ยอมลดดอกเบี้ยเพราะถูกประธานาธิบดีทรัมป์กดดัน

ขณะที่แถลงารณ์ของเฟดระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง แต่ในรอบ 12 เดือน อัตราเงินเฟ้อโดยรวมและเงินเฟ้อสำหรับสินค้าต่างๆ นอกเหนือจากอาหารและพลังงาน ต่ำกว่า 2% เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ย