Post title marquee scroll

“ทรัมป์”ปลื้มตัวเลขจ้างงานแกร่ง คาดเศรษฐกิจปีหน้าฟื้นตัวแบบ “super V”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐแสดงความพอใจกับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค.ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด และอัตราว่างงานที่ลดลงอย่างมากในเดือนดังกล่าว

ปธน.ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวในวันจันทร์ว่า เขาคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะดีดตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในปีหน้า และกล่าวด้วยว่า สหรัฐจะเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นรอบสุดท้าย ซึ่งหากเขาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งปธน.สหรัฐเป็นสมัยที่สอง การแพร่ระบาดรอบใหม่จะไม่เกิดขึ้น

“ขณะนี้เรามีหลักฐานบ่งชี้ว่า ตลาดแรงงานฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ และผมคาดว่า ในปีหน้าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจมีการเติบโตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวเป็นรูปตัว V หรืออาจจะเป็น “super V” ปธน.ทรัมป์กล่าว

ปธน.ทรัมป์แสดงความเห็นดังกล่าว หลังจากกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.255 ล้านตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเดือนส.ค. ลดลงสู่ระดับ 8.4% จากระดับ 10.2% ในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 9.8%

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก ตามทิศทางตลาดหุ้นยุโรป

ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวเพิ่มขึ้นในเช้าวันนี้ ขานรับตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนมีความหวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการวานนี้เนื่องในวันแรงงาน

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 23,188.79 จุด เพิ่มขึ้น 98.84 จุด, +0.43% ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีนเปิดวันนี้ที่ 3,301.22 จุด เพิ่มขึ้น 8.63 จุด, +0.26% ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดวันนี้ที่ 24,785.26 จุด เพิ่มขึ้น 195.61 จุด, +0.80% ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวันเปิดวันนี้ที่ 12,637.42 จุด เพิ่มขึ้น 36.02 จุด, +0.29% ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เปิดวันนี้ที่ 2,402.66 จุด เพิ่มขึ้น 18.44 จุด, +0.77% ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดวันนี้ที่ 2,515.26 จุด เพิ่มขึ้น 4.05 จุด, +0.16% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซียเปิดวันนี้ที่ 1,518.50 จุด เพิ่มขึ้น 2.12 จุด, +0.14%

ตลาดปรับตัวขึ้นขานรับข่าวความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนต้านโรคโควิด-19 โดยมีรายงานว่าออสเตรเลียจะได้รับวัคซีนโควิดล็อตแรกในเดือนม.ค. 2564 หลังทำข้อตกลงกับบริษัทซีเอสแอลเพื่อผลิตวัคซีน 2 ตัวซึ่งตัวหนึ่งพัฒนาโดยแอสตร้าเซนเนก้า และมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด และอีกตัวหนึ่งพัฒนาโดยซีเอสแอลร่วมกับมหาวิทยาลัยควีนสแลนด์

“พาวเวล” ชี้ใส่หน้ากาก-เว้นระยะห่าง ช่วยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐโตได้

นายพาวเวลกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว National Public Radio (NPR) เมื่อวันศุกร์ว่า “เพื่อให้สหรัฐกลับไปมีการจ้างงานอย่างเต็มที่ เราจำเป็นจะต้องควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และหนทางที่ดีที่สุดที่จะทำได้ในขณะที่เรายังไม่มีวัคซีนนั้นได้แก่ การใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม”

นอกจากนี้ นายพาวเวลยังระบุด้วยว่า เฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ต่อไปเป็นระยะเวลานานเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายพาวเวลแสดงความเห็นดังกล่าว หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.255 ล้านตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่หยุดชะงักไปจากผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจ้างงานเดือนส.ค.ชะลอตัวลงจากที่เพิ่มขึ้น 1.73 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. และลดลงอย่างมากจากที่เพิ่มขึ้น 4.79 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย.

ส่วนอัตราการว่างงานเดือนส.ค. ลดลงสู่ระดับ 8.4% จากระดับ 10.2% ในเดือนก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 9.8% โดยนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมี.ค.ที่อัตราว่างงานของสหรัฐอยู่ต่ำกว่าระดับ 10%

บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวลง นักลงทุนจับตาเศรษฐกิจสหรัฐ

ณ เวลา 23.30 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงสู่ระดับ 0.62% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวลงสู่ระดับ 1.335%ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกจำนวน 881,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 950,000 ราย หลังจากมีการรายงานจำนวน 1.011 ล้านรายในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกัน จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องลดลงสู่ระดับ 13.254 ล้านราย หลังจากพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์สู่ระดับ 24.912 ล้านรายในช่วงต้นเดือนพ.ค.กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐพุ่งขึ้นมากกว่าคาดในเดือนก.ค. โดยเพิ่มขึ้น 18.9% สู่ระดับ 6.36 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2551 และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์กระทรวงพาณิชย์ยังเปิดเผยว่า การนำเข้าพุ่งขึ้น 10.9% สู่ระดับ 2.317 แสนล้านดอลลาร์ในเดือนก.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้น 8.1% สู่ระดับ 1.681 แสนล้านดอลลาร์ผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) พบว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 56.9 ในเดือนส.ค. จากระดับ 58.1 ในเดือนก.ค. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 57.0ดัชนีภาคบริการของสหรัฐถูกกดดันจากการร่วงลงของคำสั่งซื้อใหม่ แม้ว่าการจ้างงานดีดตัวขึ้นดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงการขยายตัวของภาคบริการทั้งนี้ ดัชนีภาคบริการของ ISM ประกอบด้วยอุตสาหกรรม 17 กลุ่ม ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ การขนส่ง การก่อสร้าง และเหมืองแร่อย่างไรก็ดี ดัชนีภาคบริการของ ISM สวนทางกับข้อมูลของไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งระบุว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 55.0 ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.ปีที่แล้ว จากระดับ 50.0 ในเดือนก.ค.

ดัชนี PMI อยู่สูงกว่าระดับ 50 ในเดือนส.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคบริการของสหรัฐมีการขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการจ้างงาน ซึ่งพุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2557 ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ส่วนความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจแตะระดับสูงสุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปีที่แล้วก่อนหน้านี้ ดัชนี PMI ทรุดตัวลงแตะ 26.7 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ในวันพรุ่งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐจะรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.255 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. เมื่อเดือนที่แล้ว กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.763 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.48 ล้านตำแหน่ง แต่ต่ำกว่าระดับ 4.791 ล้านตำแหน่งในเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนอัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 10.2% โดยต่ำกว่าระดับ 11.1% ในเดือนมิ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 10.6%

ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 31.04/09 แนวโน้มแข็งค่า มีโอกาสหลุด 31.00 ขานรับตัวเลขส่งออกไทยหดตัวน้อยลง-จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 31.04/09 จากช่วงเย็นวานนี้ที่ 31.14 บาท/ ดอลลาร์ โดยเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่ามีโอกาสหลุด 31.00 บาท/ดอลลาร์ ให้แนวรับใหญ่ไว้ที่ 31.00 บาท/ดอลลาร์ มองกรอบเคลื่อน ไหวระหว่างวันที่ระดับ 31.00-31.20 บาท/ดอลลาร์ หลังจากตัวเลขส่งออกของไทยที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)แถลงออกมาหด ตัวน้อยลง

SPOT ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 30.98000 บาท/ดอลลาร์

ปัจจัยสำคัญ

เงินเยนอยู่ที่ระดับ 105.49/92 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานนี้ที่ 105.84 เยน/ดอลลาร์

เงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1950/1990 ดอลลาร์/ยูโร จากวานนี้ที่ 1.1909 ดอลลาร์/ยูโร

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท.อยู่ที่ระดับ 31.0780 บาท/ดอลลาร์

ธปท.จ่อปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ลง 1.3 ล้านคน เหลือ 6.7 ล้านคน จากเดิม 8 ล้านคน

ฉุดจีดีพีดิ่งลงอีก 0.5% แต่เศรษฐกิจโดยรวมเดือน มิ.ย.-ก.ค.63 ดีเกินคาดจากการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองและคนเริ่มท่องเที่ยว-ใช้

จ่ายมากขึ้น จับตาการลงทุนภาคเอกชน ยังหดตัวต่อเนื่อง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินเริ่มโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ทั้งภาคธุรกิจและลูกหนี้ราย

ย่อยด้วยวิธีการรวมหนี้ลูกหนี้รายย่อย วิธีคือสามารถนำสินเชื่อรายย่อยของผู้ให้บริการทางการเงินเดียวกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วน

บุคคลภายใต้การกำกับ และสินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อ มาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยวิธีการรวมหนี้กับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อใช้

ประโยชน์จากหลักประกัน ทำให้ดอกเบี้ยลดลงเหลือไม่เกินอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) และทำการขยายระยะ

เวลาการชำระหนี้ตามความสามารถของลูกหนี้ รวมทั้งทางเลือกในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้รูปแบบอื่น ๆ ที่ลูกหนี้สามารถจะดำเนินการทำ

ให้ได้เพื่อประโยชน์ทุกฝ่าย

รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้หารือกับบริษัทนำเที่ยว เตรียมจัดทำเส้นทางท่องเที่ยวภายในประเทศเสนอขายให้กับนัก

ท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานและศึกษาต่อในประเทศไทย (เอ็กซ์แพท) และกลุ่มคนไทย โดยต้องเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวโดย

ชุมชนที่ชุมชนต้องได้รับประโยชน์ เช่น เส้นทางท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว โดยมีกิจกรรมตีกอล์ฟให้กับกลุ่มพ่อบ้าน ส่วนกิจกรรมของกลุ่มแม่

บ้านก็จัดให้เที่ยวชุมชนใกล้ ๆ สนามกอล์ฟ เพื่อไปทำกิจกรรมท่องเที่ยวและเลือกซื้อสินค้าของชุมชน เพื่อให้ภาพรวมรายได้ของตลาดการ

ท่องเที่ยวภายในประเทศรวมตลอดปีนี้แตะที่ 1.23 ล้านล้านบาท

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานการส่งออก ข้าวในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2563 (มกราคม-กรกฎาคม) มีปริมาณ

3,295,046 ตัน มูลค่า 69,470 ล้านบาท (2,222.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) โดยปริมาณส่งออกลดลง 32.9% และมูลค่าลดลง 15.1% เมื่อ

เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 ที่มีการส่งออกปริมาณ 4,907,467 ตัน มูลค่า 81,847 ล้านบาท (2,596.9 ล้านเหรียญสหรัฐ)

สศช.เปิดเวทีระดมความเห็น ปฏิรูปประเทศ 13 ด้าน 2-3 ก.ย.นี้ เตรียมแผน ปี 64-65 ด้านเศรษฐกิจ เร่ง “โลคัล

อีโคโนมี” ควบคู่จุดแข็งเมดิคอลฮับ ด้าน “พลังงาน” หนุนเสรีก๊าซ เสรีซื้อขายไฟ “มนูญ” ชี้สำรองไฟสูง แนะปรับพีดีพี

นายกฯ เตือนม็อบนัดชุมนุมใหญ่ 19 กันยายนนี้ ต้องถามคนไทย 67 ล้านคนว่า “เห็นด้วย” หรือไม่? เชื่อไม่มีเหตุรุนแรง

มั่นใจเจ้าหน้าที่รับมือได้

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา กล่าวว่า เครื่องมือที่เฟดสามารถใช้ได้ในขณะนี้ เช่น การขยายวง

เงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) นั้น ไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับเฟดในขณะนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ

ให้กลับสู่การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า หลังจากที่เฟดได้ประกาศกรอบนโยบายการเงินแบบใหม่เมื่อสัปดาห์ที่

แล้ว ขณะนี้เฟดก็จะกลับมาหารือกันเกี่ยวกับการดำเนินการขั้นต่อไปในการชี้นำนโยบายล่วงหน้า และการเปลี่ยนแปลงในงบดุล

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (31 ส.ค.)

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นเวลาหลายปี ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์

ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนนายชินโซ อาเบะ จะยังคงเดินหน้านโยบาย “อาเบะโน

มิกส์” ต่อไป

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (31 ส.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ และจากการ

ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นเวลานาน

นักลงทุนจับตาตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในวันศุกร์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตัวเลขการจ้างงาน

นอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 1.255 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค.

ข้อมูลเศรษฐกิจด้านอื่นๆของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.จาก

มาร์กิต, ดัชนีภาคการผลิตเดือนส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), การใช้จ่ายด้านการก่อสร้างเดือนก.ค., ตัวเลข

จ้างงานภาคเอกชนเดือนส.ค.จาก ADP, ดัชนีภาวะธุรกิจนิวยอร์กเดือนส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM), ยอดสั่งซื้อ

ภาคโรงงานเดือนก.ค., รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่าง

งานรายสัปดาห์, ดุลการค้าเดือนก.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.จากมาร์กิต และดัชนีภาคบริการ

เดือนส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM)

ตลาดจับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ สัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายเดือนส.ค., ดัชนี ภาคการผลิตเดือนส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เป็นต้น

THAI BAHT FIX 3M (31 ส.ค.) อยู่ที่ระดับ 0.37311% ส่วน THAI BAHT FIX 6M อยู่ที่ระดับ 0.41147%

เฟดเปิดทางให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐ

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮลเมื่อวานนี้ ในหัวข้อ “Navigating the Decade Ahead: Implications for Monetary Policy”

นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เมื่อวานนี้ โดยเขาได้ประกาศการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินครั้งสำคัญ โดยเฟดจะเปลี่ยนแปลงแนวทางในการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ โดยจะเปิดทางให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นมากกว่าเดิมเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐ

การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล ถือเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ขณะที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงิน และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ

เฟดชี้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก แต่ยังอยู่ห่างไกลจากระดับก่อนโควิด

นางมิเชล บาวแมน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้ฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก หลังจากที่ได้ทรุดตัวลงในช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

อย่างไรก็ดี นางบาวแมนกล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ยังคงอยู่ห่างไกลจากระดับปกติ และจำเป็นต้องใช้เวลาเพื่อกลับไปสู่ภาวะดังกล่าว

“ความคืบหน้าไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์อาจจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า และไม่ต่อเนื่อง แต่เฟดจะคอยจับตา และพร้อมรับมือ รวมทั้งใช้มาตรการที่ยืดหยุ่นเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว” นางบาวแมนกล่าว

นางบาวแมนกล่าวในวันนี้ ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮลในวันที่ 27-28 ส.ค.ในหัวข้อ “Navigating the Decade Ahead: Implications for Monetary Policy”

ที่ผ่านมา การประชุมที่เมืองแจ็กสัน โฮล ถือเป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก ขณะที่ไฮไลท์จะอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาของประธานเฟดเพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ โดยในการประชุมครั้งนี้ นายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันพรุ่งนี้ เวลา 09.10 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 20.10 น.ตามเวลาไทย

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่า หลังเฟดยันตรึงดอกเบี้ยระดับต่ำต่อไป

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 31.05/07 บาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (10/6) ที่ระดับ 31.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังจากที่เมื่อคืนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) โดยระบุว่าเฟดมีความมุ่งมั่นที่จะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วเวลาที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในขณะนี้ โดยเฟดเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานให้ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพ และบรรลุเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมนุษย์ และฉุดเศรษฐกิจในสหรัฐ และทั่วโลกทรุดตัวลงอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของไวรัส และมาตรการต่าง ๆ ที่นำมาใช้เพื่อการป้องกันด้านสาธารณสุขนั้น กำลังทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหนัก และทำให้ตัวเลขว่างงานพุ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ อุปสงค์ที่อ่อนแรงลง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กำลังทำให้อัตราเงินเฟ้อที่คำนวณจากราคาผู้บริโภคปรับตัวลงด้วย ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ คณะกรรมการ FOMC จึงได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% โดยคณะกรรมการคาดว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไปจนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจสามารถต้านทานปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ได้ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังกล่าวถึงกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอีกครั้งว่า เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเป็นคนดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีการหารือกับ ธปท.ซึ่งปกติก็หารือกันอยู่แล้ว ส่วนแนวโน้มระยะต่อไปคงบอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลเพื่อให้สถานการณ์ค่าเงินบาทไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ธปท.รู้อยู่แล้วว่าจะต้องดูแลอย่างไร เพื่อให้ทิศทางค่าเงินบาทสอดคล้องกับการฟื้นฟูของประเทศ สำหรับค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 30.85-31.03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 30.93/95 บาท/ดอลลาร์

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้านี้ (11/6) ที่ระดับ 1.1378/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/6) ที่ระดับ 1.1360/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรยังคงมีปัจจัยกดดันหลังจากที่ นายมิเชล บาร์นิเยร์ หัหน้าผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหภาพยุโรป (EU) ว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU (Brexit) กล่าวว่า อังกฤษเรียกร้องมากเกินไปในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับ EU นายบาร์นิเยร์ กล่าวว่า อังกฤษกำลังต้องการทำข้อตกลงการค้ากับ EU โดยหวังได้รับสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับการเป็นสมาชิก EU แต่ไม่ต้องการมีภาระผูกพัน ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไข Brexit ทั้งอังกฤษและ EU จะต้องบรรลุข้อตกลงการค้าภายในสิ้นเดือนตุลาคม และให้เวลาอีก 4 เดือนสำหรับรัฐสภาของแต่ละฝ่ายในการลงมติรับรองข้อตกลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1335-1.1395 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1378/80/1.1201

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 107.04/06 ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/6) ที่ระดับ 107.33/36 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นหลังการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ แต่อย่าไรก็ตามระหว่างวันได้มีการเปิดเผยผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่าความเชื่อมั่นทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปีในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 1 พันล้านเยน หรือมากกว่าดิ่งลงสู่ระดับ -47.6 ในไตรมาส 2/2563 จากระดับ -10.1 ในไตรมาส 1/2563 ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 ไตรมาสแล้ว

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาส 2/2563 ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2552 ซึ่งในเวลานั้นดัชนีอยู่ที่ระดับ -51.3 ท่ามกลางวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลังจากการล้มละลายของวาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ ในปี 2551 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 106.82-107.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 106.83/85

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของประเทศสหรัฐ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤษภาคมของประเทศ ประเทศสหรัฐ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนพฤษภาคมของประเทศจีน ยอดรวมรถเดือนพฤษภาคมของประเทศจีน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนมิถุนายนจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.20/+0.30 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.5/-2.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

‘เฟด’ ประกาศซื้อหุ้นกู้ตลาดรอง 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานอ้างประกาศจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย. 2020) ประกาศขยายขอบเขตมาตรการอักฉีดเงินเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนผ่านช่องทาง Secondary Market Corporate Credit Facility ที่ประกาศเมื่อปลายเดือน มี.ค. โดยการเริ่มเข้าซื้อหุ้นกู้เอกชนในตลาดรองในวงเงิน 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อก่อนหน้าเฟดได้เข้าซื้อกองทุนอีทีเอฟและหุ้นกู้ในตลาดแรกผ่านช่องทางที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งเปิดเผยมุมมองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐคงไม่อาจฟื้นตัวในลักษณะ “วี-เชป” ในกรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้ทางธนาคารกลางตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมผ่านการเข้าซื้อหุ้นกู้ในตลาดรอง

ในส่วนของหลักเกณฑ์ของหุ้นกู้ รายงานระบุว่าหุ้นกู้ที่เข้าเกณฑ์การซื้อของเฟดจะต้องมีอายุก่อนครบกำหนดไถ่ถอนไม่เกิน 5 ปี รวมถึงต้องเป้นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับอย่างน้อย BBB- / Baa3 ก่อน 22 มี.ค. ซึ่งอาจถูกลดอันดับเครดิตลงมาหลังจากนั้นสืบเนื่องจากผลกระทบของโควิด-19

นอกจากนี้แถลงการณ์ยังระบุอีกว่าวัตถุประสงค์ของการเข้าซื้อหุ้นกู้ครั้งนี้เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนในของหุ้นกู้ของบริษัทสหรัฐที่เข้าข่ายมาตรฐานของทางเฟด ซึ่งจะสามารถนำมาเป็นดัชนีหุ้นกู้ที่สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาการเข้าซื้อกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนหุ้นกู้ของทางเฟด

ธนาคารกลางสหรัฐ เพิ่มเม็ดเงินทำ QE ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยยาวจนถึงปี 2022

ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศออกมาว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.00-0.25% ยาวไปจนถึงปี 2022 ขณะเดียวกันได้ประกาศเม็ดเงินในการทำมาตรการผ่อนคลายทางเงินออกมาด้วย

Federal Reserve ธนาคารกลางสหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 0.00-0.25% ยาวไปจนถึงปี 2022 โดยการใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัว เกิดการจ้างงาน หลังจาก COVID-19 ส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย และภาคธุรกิจต้องปลดคนงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ ยังได้คาดการณ์ GDP ในปีนี้ว่าจะถดถอยที่ -6.5% และกลับมาฟื้นตัว 5% ในปี 2021

ขณะเดียวกัน Fed เองได้ประกาศเม็ดเงินในมาตรการผ่อนคลายทางเงิน โดยจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงตราสารที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) เดือนละ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วนั้น Fed คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ จะสามารถปล่อยเม็ดเงินดังกล่าวนี้ได้ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐเองได้ปรับเกณฑ์ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ตัวเขาเองยืนยันว่า Fed จะสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงิน สนับสนุนเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจ