Post title marquee scroll

รู้จักกับ FICO® Score

การสมัครบัตรเครดิตกับการเช็คเครดิตถือเป็นเรื่องคู่กัน อันนี้เป็นมาตรฐานสากล สำหรับที่อเมริกาจะมีระบบกลางที่ทุกธนาคารใช้ร่วมกันชื่อว่า FICO® Score ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณ Credit Score แบบนึงที่ถูกนำไปใช้เรื่องการกู้ยืมโดยเฉพาะ (บัตรเครดิตก็เป็นหนึ่งในนั้น)

โดย FICO® Score มีคะแนนได้ตั้งแต่ 300 จนถึง 850 เริ่มต้นจะอยู่ที่ 500-700 แล้วแต่คน จากนั้นก็จะค่อย ๆ สร้างเครดิตสูงขึ้นหรือต่ำลงตามแต่พฤติกรรมการใช้งานบัตรเครดิตของแต่ละคน คะแนนตรงนี้จะเปลี่ยนไปได้ทุก 1-3 เดือน การจะสมัครบัตรเครดิตที่โปรโมชั่นดี ๆ ได้ เราจะต้องมี FICO® Score ค่อนข้างสูง เช่น 750 เป็นต้นไป ซึ่งก็ต้องใช้เวลาบิ้วหน่อยนึง

วิธีคำนวณ FICO® Score

คะแนน FICO® Score จะปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมการใช้งานบัตรเครดิตของเรา หลัก ๆ มีอยู่สี่ปัจจัย ได้แก่

1) ชำระตรงเวลาแค่ไหน: ยิ่งชำระตรงเวลา เครดิตยิ่งสูง

2) ใช้เยอะแค่ไหน (Utilization Ratio): ควรใช้เงินไม่เกิน 30% ของวงเงินเพื่อรักษาเครดิต 

3) ติดหนี้บัตรเครดิตอยู่เท่าไหร่: ยิ่งติดหนี้บัตรเครดิตน้อย เครดิตยิ่งสูง

4) เริ่มมี FICO® Score นานแค่ไหน: ยิ่งใช้นาน เครดิตก็ยิ่งสูงขึ้น

สรุปง่าย ๆ ถ้าอยากจะมีเครดิตดี ๆ ก็ต้องชำระตรงเวลาและมียอดหนี้น้อย ๆ แล้วระยะยาวชีวิตจะดีเอง

แต่ที่สำคัญเลยคือถ้าใครยังไม่มี FICO® Score ก็ควรจะเริ่มสร้าง เพราะระยะเวลาที่เราใช้บัตรเครดิตก็มีผลต่อคะแนนเองด้วย

มารู้จักธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐกันเถอะ

  หากพูดถึง สกุลเงิน ดอลล่าร์ เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยิน แต่ทราบหรือไม่ มีอีกหลายประเทศที่ใช้เงินสกุลดอลล่าร์เหมือนกันแต่ใช้ชื่อเรียกต่างกัน เช่น ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์ฮ่องกง ดอลล่าร์ไต้หวัน  แต่ที่จะกล่าวถึงในวันนี้ คือสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งมีทั้ง เหรียญ และ ธนบัตร วันนี้จะขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งหลายคนจะคุ้นเคยกับธนบัตรเป็นอย่างดี เพราะประเทศไทยเรามีการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เป็นธนบัตร เท่านั้นค่ะ

ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ ในปัจจุบันที่มีการผลิตอยู่นั้น มีทั้งหมด 6 ชนิด ทุกชนิดจะมีขนาด สีเหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงที่รูปบุคคลสำคัญและมูลค่า

  • ธนบัตรมูลค่า 1 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีก 2 สมัย นอกจากนี้ รูปของวอชิงตัน ยังปรากฏอยู่บนเหรียญควอเตอร์อีกด้วย ด้านหลังเป็นรูปปิระมิด รุ่นแรก  Series 1963  รุ่นล่าสุด Series 2013
  • ธนบัตรมูลค่า 5 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา และยังมีรูป ลินคอล์น อยู่บนเหรียญเพนนีด้วย ด้านหลังเป็นรูป Lincoln Memorial รุ่นแรก Series 2006 รุ่นล่าสุด Series 2013
  • ธนบัตรมูลค่า 10 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของอเมริกา ด้านหลังคือ S. Treasury เป็นกระทรวงการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐ รุ่นแรก Series 2004A รุ่นล่าสุด Series 2013
  • ธนบัตรมูลค่า 20 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของอเมริกา ด้านหลังคือ The white house หรือที่รียกกันว่า ทำเนียบขาว เป็นบ้านและที่ทำงานประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีนั่นเอง รุ่นแรก Series 2004 รุ่นล่าสุด Series 2013
  • ธนบัตรมูลค่า 50 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี ยูลิสซีส เอส.แกรนด์ (Ulysses S. Grant) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 18 ของอเมริกา นอกจากนี้เขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้มาเยือนระเทศไทยในปี 1879 สมัยรัชกาลที่ 5 ด้านหลังเป็น C. Capital เป็นที่ประชุมสำหรับวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รุ่นแรก Series 2004 รุ่นล่าสุด Series 2013
  • ธนบัตรมูลค่า 100 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูป เบนจามิน แฟลงคลิน หนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้ง Founding Fathers ด้านหลังคือ Independence Hall เป็นสวนอุทยานประวัติศาสตร์อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลประชุมอภิปรายโต้แย้งกัน

ภาพบุคคลทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ที่สมควรยกย่อง จดจำตลอดไปนานแสนนาน นอกจากนี้หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในเหรียญ ธนบัตรทุกชนิดจะมีคำว่า In God We Trust อยู่ในนั้น เนื่องด้วยเป็นความเชื่อในทางศาสนาจากสงครามกลางเมือง โดยประชาชนอยากให้พิมพ์ ว่าเราศรัทธาในพระเจ้าลงไปด้วย

การโอนเงินในสหรัฐอเมริกา

สำหรับคนที่เตรียมไปสหรัฐอเมริกาคงอยากทราบกันแล้วล่ะสิว่าการโอนเงินหากันที่นั้นทำอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบให้แล้วค่ะ

เมืองไทยนี่การโอนเงินหากันเป็นสิ่งที่สบายมากกกกก ใช้ระบบเดียวกันได้หมด โอนปุ๊บได้ปั๊บไม่มีค่าธรรมเนียมด้วย (ต้องขอบคุณ Promptpay และคนคิดระบบนี้ขึ้นมา)

แต่พอมานี่การโอนเงินเป็นเรื่องที่ทรมานมากกกก ระบบเห่ยสุด ๆ โอนก็ช้า ค่าใช้จ่ายก็แพง ต้องไปอาศัยระบบที่มีตัวกลางสร้างขึ้นมาให้ใช้กัน เช่น ของเฟสบุ๊ค ของ Paypal และแต่ละคนแต่ละรัฐก็ใช้ไม่เหมือนกันอีก ! เวลาจะโอนเงินหาใครนี่ต้องถามก่อนเสมอว่าคนรับใช้บริการอะไรอยู่ ถ้าใช้ไม่ตรงกันก็โอนไม่ได้อีก

สุดท้ายคือทรมานมากแต่ก็ต้องฝ่าฟันไป เราเลยเอามาเล่าให้ฟังกันว่าเราโอนเงินหากันยังไงได้บ้าง อ่ะ เริ่ม

Wired Transfer

ก็คือการโอนเงินปกติผ่านระบบกลางที่นี่ ระบุรหัสธนาคาร (Routing Number) และเลขที่บัญชี (Account Number) แล้วก็กดโอนได้

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ค่าธรรมเนียมนี่ $7 – $40 จ้าาาา ส่วนเวลาก็อยู่ราว ๆ 1-5 วันแล้วแต่ว่าเราจ่ายค่าธรรมเนียมเท่าไหร่

เมื่อ Wired Transfer ซึ่งเป็นระบบกลางของธนาคารที่นี่ไม่สามารถพึ่งพาได้ ก็เลยต้องใช้บริการของเจ้าอื่น ๆ กัน

Zellepay

เป็นระบบที่ธนาคารต่าง ๆ จับมือกันพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการโอนเงิน Wired Transfer ที่แสนแพงจนใช้งานจริงแทบไม่ได้ โดย Zelle จะถูกฝังอยู่ในแอป ฯ ธนาคารเกือบทุกตัวเพื่อให้คนสามารถโอนเงินหากันได้ผ่านแอป ฯ โดยตรง ส่วนการระบุผู้รับเงินก็ใช้แค่อีเมลหรือเบอร์โทร แล้วผู้รับจะได้ลิงก์เพื่อไปกดรับเงินเข้าบัญชีตัวเองได้ง่าย ๆ

ส่วนค่าธรรมเนียมไม่มีจ้าาา เวลาที่ใช้ในการโอนก็ประมาณ 2 วันครับ ยังช้าอยู่แต่โดยรวมก็ดีกว่า Wired Transfer มาก

ถือว่าใช้งานจริงได้ดี เหมาะกับการโอนเงินก้อนใหญ่ ๆ แต่ถ้าเป็น Micropayment โอนไม่กี่สิบเหรียญ ก็มี Solution อื่นที่เหมาะสมกว่าให้ใช้อยู่

Facebook Pay

น่าจะเคยได้ยินกันบ้างแล้ว มันคือการโอนเงินผ่าน Facebook Messenger คนที่เมกาสามารถใช้งานได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าอยู่ต่างประเทศจะใช้งานไม่ได้

ข้อดีคือไม่มีค่าธรรมเนียม เงินเข้าตรงไปที่บัญชีเลย ไม่มีการพักเงินไว้ที่ไหน และเวลาที่เงินเข้าก็ค่อนข้างเร็วมาก (น้อยกว่าวันนึง)

ส่วนข้อเสียคือ คนเมกันไม่ค่อยเชื่อใจ Facebook เท่าไหร่โดยเฉพาะเรื่อง Privacy ทำให้มีคนจำนวนนึงเลือกจะไม่ใช้ แถมถ้าใช้สักพักนึงแล้วยอดเงินเริ่มเยอะ ทาง FB Pay ก็จะขอ SSN ด้วย ทำให้คนที่ไม่มี SSN จะถูกลิมิตการใช้งานอยู่ที่ประมาณพันเหรียญเท่านั้น

Venmo

เป็นระบบ Mobile Payment ที่พัฒนาขึ้นมาโอน Paypal เพื่อเอาไว้โอนเงินก้อนเล็ก ๆ หากัน

ลักษณะของ Venmo เหมือนเป็นกระเป๋าพักเงิน คนสามารถโอนหาเราได้ แต่เงินจะไม่เข้าบัญชีเราโดยตรง เราจะต้องกดถอนเงินจาก Venmo เข้าบัญชีเองอีกทีนึง ซึ่งก็ค่อนข้างวุ่นวายซับซ้อน แต่คนก็ใช้กันเยอะเพราะเป็น Solution ที่ดีเหมือน FB Pay แต่ไม่ใช่ของเฟสบุ๊ค …

เวลาที่ใช้โอนถือว่าสั้น แต่เวลาที่ใช้ในการถอนก็นาน 2 วันเช่นเดียวกับตัวอื่น ๆ ครับ

ส่วนค่าธรรมเนียมก็ไม่มีเช่นกัน โอนฟรี !

Paypal

Paypal ก็เป็นอีกวิธีที่ใช้โอนเงินหากันที่นี่ ไม่มีค่าธรรมเนียมและเจ้าของเดียวกับ Venmo จ้าาา การทำงานเหมือน Venmo ทุกอย่างคือเป็น Digital Wallet ที่พักเงินไว้ก่อน แล้วจะเอาเงินเข้าบัญชีค่อยถอนเองนะ

สรุป … อย่างที่บอก ช่องทางการโอนมีเยอะมากกก ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมละ แต่ใช้เวลาในการโอนเยอะพอสมควร ความวุ่นวายคือไม่มีระบบมาตรฐาน เวลาจะโอนเงินให้ใครทีก็ต้องถามคนรับทีว่าใช้บริการอะไรอยู่ ส่วนตัวพูดเลยว่าของไทยดีกว่ามาก ๆ ในเรื่องของการเงินการธนาคาร เป็นหนึ่งเรื่องที่หงุดหงิดมากของการใช้ชีวิตที่นี่

จะเปิดบัญชีในอเมริกา คำนึงถึงอะไรบ้างนะ?

ค่าใช้จ่ายการรักษาบัญชี

ถึงการเปิดบัญชีจะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่การรักษาบัญชีมีค่าใช้จ่ายอยู่นะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เดือนละ $12 (ซึ่งถือว่าสูงมาก) แต่ก็สามารถยกเว้นค่ารายเดือนตรงนี้ได้ด้วยการฝากเงินไว้ตามที่ธนาคารกำหนด หากวันไหนในเดือนนั้นจบวันแล้วยอดเงินน้อยกว่าที่กำหนดไว้ เดือนนั้นจะต้องจ่ายค่ารายเดือนทันที ส่วนค่าออกบัตร ATM ไม่มีครับ

สรุป ถ้ารักษายอดเงินให้เกินที่กำหนดไว้ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย

แล้วถามว่าขั้นต่ำที่ว่านี่เท่าไหร่ อันนี้ไม่มีเลขที่แน่นอนเนื่องจากธนาคารที่นี่มีเยอะมากกกกกก ขนาดของธนาคารแต่ละเจ้าเลยค่อนข้างต่างกันมาก บางเจ้ามูลค่าไปโน่น $400 พันล้าน ในขณะที่บางเจ้านี่ยังไม่ถึงพันล้านเลยก็มี ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่แต่ละเจ้าเลยมีโครงสร้างค่าใช้จ่ายและโปรโมชั่นที่ต่างกันไปเพื่อดึงดูดลูกค้า แต่หลัก ๆ จะแบ่งเป็นสองอัตราตามขนาดของธนาคาร ได้แก่

$1,500 สำหรับธนาคารใหญ่มีสาขา

พวกธนาคารใหญ่ที่ทางเลือกเยอะก็จะมีเงื่อนไขเยอะหน่อยเพราะมักจะเป็นทางเลือกแรก ๆ ของลูกค้าและมีบริการครบครัน ทำให้เลยมียอดขั้นต่ำค่อนข้างสูง โดยมาตรฐานจะอยู่ที่ $1,500 หรือประมาณ 46,500 บาท เรียกว่าเปิดบัญชีก็ล็อคเงินไว้จำนวนเท่านี้ไว้ได้เลย ห้ามใช้ ถ้าจะใช้ต้องใช้ส่วนเกินจากนี้

แต่ข้อดีของธนาคารเหล่านี้คือหาตู้ ATM ง่าย หาสาขาง่าย (ซึ่งค่าใช้จ่ายเค้าก็เยอะอ่ะนะก็เลยมีเงื่อนไขขั้นต่ำอยู่) และหากต้องการสมัครบัตรเครดิตของธนาคารเหล่านี้ในอนาคต การเปิดบัญชีธนาคารใหญ่ไว้ก็จะช่วยให้เครดิตดีขึ้น เปิดบัตรเครดิตง่ายขึ้นได้

ตัวอย่างของธนาคารกลุ่มนี้ก็ เช่น JP Morgan Chase, Bank of America, Citibank, Wells Fargo ก็พวกธนาคารดัง ๆ นั่นแล

ไม่มีขั้นต่ำสำหรับธนาคารออนไลน์

สำหรับธนาคารเล็ก ๆ ไปจนถึงธนาคารออนไลน์ พวกนี้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าธนาคารใหญ่ ก็เลยมักจะ “ไม่มีขั้นต่ำ” ไม่ใส่สักบาทเลยก็ยังรักษาบัญชีให้ใช้ต่อไปได้

ธนาคารกลุ่มนี้ก็เช่น Capital One คนใช้เยอะด้วยนะเพราะสะดวก ทุกวันนี้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกด ATM แล้วด้วย ธนาคารเหล่านี้เลยได้รับความนิยมสูงขึ้น

ทั้งสองอย่างมีข้อดีข้อเสีย ต้องเลือกให้เหมาะสมครับว่าเราใช้แบบไหนเยอะและมีจุดประสงค์อย่างไร

เป็นไงหละ แค่เปิดบัญชีธนาคารยังต้องคิดเยอะขนาดนี้ 555

“SSN และ การทำธุรกรรมในอเมริกา”

ทิ้งช่วงไปนาน ขอมาต่อกันกับซีรีส์ย้ายมาอยู่เมกาอีกสักเรื่อง หลังจากพูดเรื่องวีซ่าและค่าครองชีพกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาถึงอีกเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับการใช้ชีวิตที่นี่อย่างเรื่องของ การเงินการธนาคาร อย่างว่า เราคงไม่เดินถือเงินสดไปมากันหรอกเนอะ ยังไงก็ต้องฝากธนาคารไว้ จึงต้องตามมาด้วยเรื่องของการโอนเงิน บัตรเดบิต บัตรเครดิต อะไรพวกนี้ด้วย เราก็เลยขอรวมเรื่องพวกนี้ไว้ในบล็อกนี้คร้าบผม

ชีวิตของคนที่นี่ แทบไม่พกเงินสด (แต่ก็พกบ้าง)

ชีวิตที่นี่ถือว่า Cashless ซะ 95% เพราะแทบทุกร้านรับบัตรหมดแบบไม่มีขั้นต่ำ แต่ก็มีบ้างบางร้านที่ไม่รับบัตรเลย หรือบ้างก็อาจมีขั้นต่ำ หรืออาจจะชาร์จเพิ่มถ้าไม่ถึงขั้นต่ำ หรือสินค้าบางชนิดก็รับแต่เงินสดเท่านั้น (เช่นลอตเตอรี่) หรือบางอย่างจ่ายเงินสดจะถูกกว่า (เช่นน้ำมัน) ก็เลยต้องพกเงินสดอยู่บ้างเผื่อฉุกเฉิน แต่ส่วนตัวไม่เคยพกเงินเกิน $40 เลย และเงินสด $40 นี้ก็ใช้ไปสองเดือนเลยอะไรงี้

ดังนั้นการใช้ชีวิตที่นี่ “บัตร” จึงสำคัญมาก อย่างน้อยก็บัตรเดบิตหละ ส่วนบัตรเครดิตถ้าสมัครได้ก็ช่วยอะไรได้เยอะเหมือนกัน เช่น Cashback, ส่วนลด หรือสะสมแต้ม คนที่นี่เลยพกบัตรค่อนข้างเยอะ แต่ก็เพื่อประโยชน์ทางการเงิน ไม่ใช่เพื่อรูดใช้เงินพร่ำเพรื่อ

บล็อกนี้ก็จะพูดถึงเรื่องพวกนี้ทั้งหมด เปิดบัญชียังไง สมัครบัตรยังไง มีเงื่อนไขอะไรบ้าง อ่ะ เริ่ม !

รู้จักกับ Social Security Number (SSN)

ก่อนจะไปถึงเรื่องเปิดบัญชี ขอพามารู้จักกับสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่มักจะต้องใช้ในการเปิดบัญชีที่นี่ สิ่งนั้นคือ

Social Security Number (SSN)

ตัวเลข SSN เป็นเลขที่รัฐบาลสหรัฐ ฯ เอาไว้ติดตามกิจกรรมทางการเงินของแต่ละคน การจะรับเงินเดือนหรือทำสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินที่นี่ได้ เราจะต้องไปขอ SSN จากที่ทำการ Social Security Administration ก่อน ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ก็ได้มา

พอมี SSN แล้ว เวลาทำอะไรกับธนาคารก็จะสะดวกมาก ธนาคารส่วนใหญ่จะขอ SSN เพื่อทำการเปิดบัญชีทั้งนั้น แถมบางทีเปิดแบบออนไลน์ยังได้เลย จิ้ม ๆ บนเว็บ กรอก SSN แล้วรอบัตรที่บ้านได้เลย เรียกว่ามี SSN แล้วแทบจะทำอะไรก็ได้ละ

แต่ถามว่าไม่ต้องใช้ SSN แล้วเปิดบัญชีได้มั้ย ? ยกตัวอย่างเช่นนักท่องเที่ยวที่อยากมีบัญชีที่สหรัฐ ฯ คำตอบคือเปิดได้ครับ แต่จะได้แค่บางธนาคาร ที่ลองแล้วได้คือ Citibank

ส่วนบางธนาคารไม่ต้องใช้ SSN ก็ได้ แค่ต้องการหลักฐานยืนยันตัวตนในอเมริกา เช่น ไปสอบใบขับขี่ให้เรียบร้อยแล้วเอาไปเปิดบัญชีก็ได้ เช่น Bank of America

ยังไงสุดท้ายก็มีวิธีแหละ แต่ถ้ามี SSN คือชิวสุด (แต่จะขอได้ต้องทำงานที่นี่นะ นักท่องเที่ยวเข้าไปขอลอย ๆ ไม่ได้)

การเปิดบัญชีในอเมริกา

      หนึ่งในเรื่องสำคัญสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ ก็คือ การตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารในประเทศที่คุณไป โดยเฉพาะกับนักเรียนต่างชาติ  ที่แต่ละประเทศก็ย่อมมีวิธีการและกฎระเบียบในเรื่องการเปิดบัญชีที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงในอเมริกาด้วย  ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากในการเข้าใจถึงข้อกำหนดและวิธีการสำหรับการเปิดบัญชีสำหรับนักเรียนต่างชาติ  นอกจากนี้ คุณยังไม่สามารถเปิดบัญชีแบบออนไลน์ได้อีกด้วย  เพราะฉะนั้นแล้วในวันนี้ จะมาพูดถึงกระบวนการนี้ให้ทราบกันค่ะว่าเป็นอย่างไร

เริ่มต้นอย่างไร

      วิธีการเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกาที่ดีที่สุด คือ เปิดกับธนาคารท้องถิ่นและนัดวันเวลาเพื่อเข้าไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง  ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือด้านการเงินของทุกมหาวิทยาลัยจะมีแผ่นพับและข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารท้องถิ่นอยู่แล้ว ดังนั้น คุณควรอ่านรายละเอียดก่อนการตัดสินใจ  โดยประเภทของบัญชีสำหรับนักเรียนนั้นจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ แบบกระแสรายวันและแบบออมทรัพย์ โดยแบบกระแสรายวันนั้นคุณสามารถที่จะฝากและถอนได้ ในขณะที่แบบออมทรัพย์นั้นหมายถึงการ “ฝาก”เงินเพื่อสร้างดอกเบี้ย 

      ธนาคารใหญ่ที่สุดในอเมริกาสี่แห่ง คือ Bank of America, J.P. Morgan Chase (รู้จักกันในชื่อ Chase), Citigroup และ Wells Fargo & Company  โดยการเปิดบัญชีกับธนาคารใหญ่ๆนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะธนาคารเหล่านี้มักจะมีธนาคารลูกหรือธนาคารในเครืออยู่ในประเทศของคุณด้วย เช่น Bank of America เป็นเครือเดียวกับ Barclays  คุณจึงสามารถใช้บัตรของ Barclays ได้กับตู้ ATM ของ Bank of America ทุกตู้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการถอน, การแลกสกุลเงินหรือค่าธรรมเนียมระหว่างประเทศ เป็นต้น   

      แต่ถึงอย่างไร การเปิดบัญชีธนาคารไม่จำเป็นต้องมีกันทุกคน  แต่มันจำเรื่องดีกว่าถ้าคุณทำงานในระหว่างที่เรียน เพราะการที่คุณจะได้ค่าจ้างหรือค่าตอบแทน คุณจำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร เพื่อให้คุณสามารถโอนเงินได้ นอกจากนี้มันยังเป็นการสะดวกกว่าเมื่อคุณต้องการจับจ่ายซื้อของอะไรก็ตามระหว่างที่คุณอยู่ในต่างประเทศ

เอกสารที่ต้องใช้

      เมื่อคุณนัดวันเวลาในการทำธุรกรรมเปิดบัญชีกับธนาคารได้แล้ว เอกสารที่คุณต้องเตรียมในวันนั้นมีมากมาย แตกต่างกันไปในแต่มลรัฐ แต่โดยมากธนาคารจะบอกคุณเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งเอกสารทั่วไปก็คือที่มักต้องใช้ คือ พาสปอร์ต, ใบรับรองการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย, เงินสดขึ้นต่ำที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชี (ส่วนมากคือ ตั้งแต่ 10-100 เหรียญ) , ใบสำคัญที่ใช้แสดงตัวอื่นๆ (เช่นใบขับขี่,บัตรนักเรียน), วีซ่าประเภท I-20 or I-94 และเลขประกันสังคม โดยสาเหตุที่ต้องใช้เลขประกันสังคม เพราะอเมริกาต้องการที่จะนำไปใช้ในการหักภาษีเงินได้สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ทำงานในระหว่างเรียน  ซึ่งคุณสามารถขอเลขประกันสังคมแบบชั่วคราวได้เพื่อการนี้

ถ้าคุณเกิดข้อสงสัย

      เมื่อคุณไปถามใครก็ตาม คุณมักจะได้คำตอบว่า ถ้าคุณสงสัยอะไรก็ให้ไปถามศูนย์ช่วยเหลือด้านการเงินในมหาวิทยาลัยหรือศูนย์ช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ เพราะศูนย์เหล่านี้จะมีข้อมูลเหล่านี้ให้  แต่ความวุ่นวายของการจัดการการเงินนั้นเป็นสิ่งที่นักเรียนส่วนมากโดยเฉพาะนักเรียนต่างชาตินั้นไม่สามารถจัดการเองได้  ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณเปิดบัญชีธนาคาร  เพื่อลดความยุ่งยากเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตรา, การหักภาษีหรือแม้แต่การเก็บเงิน เพราะการเปิดบัญชีเป็นการรวมธุรกรรมทั้งหมดไว้ในที่เดียว คุณสามารถโอนเงิน, จ่ายเงินด้วยบัตรหรือแม้แต่ตรวจดูเงินของคุณผ่านเว็บไซต์

      อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่จะดูว่าธนาคารแห่งไหนเป็นอย่างไร  เพราะเป็นการยากมากที่จะหาธนาคารในอเมริกาที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนในการรักษาสถานภาพบัญชี ซึ่งปกติจะเก็บอยู่ที่ 5-10 เหรียญต่อเดือน  แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ถ้าคุณมีเงินอยู่ในบัญชีนั้นไม่ต่ำกว่าที่ธนาคารกำหนดไว้

ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) ที่ใช้ในปัจจุบัน และวิธีตรวจสอบ

ปัจจุบันแบงค์ปลอมกำลังระบาดขนาดหนัก ซึ่งทำให้หลายๆคนต้องตกเป็นเหยื่อ เสียเงินฟรีๆให้กับแก๊งค์มิจฉาชีพ วันนี้เราเลยอยากจะเอาบทความดีๆมาให้เพื่อนๆได้ศึกษากันเพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อกันค่ะ

ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ (USD) ที่ใช้ในปัจจุบัน และวิธีตรวจสอบดอลล่าร์สหรัฐ เป็นสกุลเงินสากลที่ทุกประเทศในโลกมี Rate อัตราแลกเปลี่ยนหมุนเวียนในตลาด จึงเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ทำให้มิจฉาชีพบางกลุ่มเกิดความโลภ พยายามที่จะปลอมแปลงธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐออกมาเป็นจำนวนมาก เพราะเหตุนี้ เราจึงได้จัดทำบทความชุดนี้ขึ้นเพื่อที่พวกเราชาว CheckRaKa.com จะได้พอรู้จุดสังเกตเบื้องต้นก่อนการรับเงินดอลล่าร์สหรัฐมาใช้หมุนเวียน โดยหลักเบื้องต้นเลยคือ เมื่อสัมผัสเนื้อกระดาษจะรู้สึกว่าไม่บางหรือหนาเกินไป เพราะกระดาษที่ใช้พิมพ์แบงค์ดอลล่าร์สหรัฐผลิตจากฝ้าย 75% ลินิน 25% หมึกพิมพ์ต้องคมชัดไม่เลอะเปรอะเปื้อน รายละเอียดจุดสังเกตต่างๆ เพิ่มเติมมีดังนี้ (กรณีนี้ใช้ธนบัตรดอลล่าร์สหรัฐฉบับละ 50 เป็นตัวอย่าง)



เมื่อพลิกเอียงธนบัตรส่วนที่เป็นสีทองของตัวเลข 50 จะเห็นสีสลับเปลี่ยนเป็นสีเขียว

เมื่อยกธนบัตรส่องดูกับแสงสว่างจะเห็นลายน้ำปรากฎภาพเหมือนกับรูปประธานาธิบดีที่อยู่ตรงกลางด้านหน้า และลายน้ำนี้สามารถดูได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ตราสัญลักษณ์ธนาคารกลางสหรัฐจะพิมพ์ด้วยหมึกพิเศษ ชัดเจน ไม่มัวหรือเปรอะเปื้อน

พื้นหลังของคำว่า “FIFTY” บนธนบัตรฉบับละ 50 ดอลล่าร์ จะมีสีฟ้า และสีแดง เป็นหมึกพิเศษที่มีความสลับซับซ้อนในการพิมพ์ ทำให้ยากแก่การปลอมแปลง

ตัวเลข 50 ที่อยู่ด้านหลังมุมขวาล่างของธนบัตร เป็นการพิมพ์นูนขึ้นมาเพื่อให้ผู้ที่มีปัญหาทางสายตาสัมผัสและทราบว่าเป็นธนบัตรชนิด 50 ดอลล่าร์

หมายเลขซีเรียลที่อยู่ด้านหน้าของธนบัตร ทั้งบนซ้าย และล่างขวา ตัวเลขและตัวอักษรจะต้องเหมือนกันทั้งหมด

จะไปอเมริกา..มารู้จักเงินตราสหรัฐกันก่อน

เพื่อนๆคนไหนมีแพลนจะไปเที่ยว เรียนต่อหรือทำงานที่สหรัฐอเมริกากันบ้างหรือเปล่าคะ? วันนี้เรามีบทความเรื่องหน่วยเงินของอเมริกามาให้เพื่อนได้อ่านกันค่ะ

หน่วยเงินสกุลดอลล่าห์นั้นเพื่อนๆคงรู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหน่วยเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งป็นเงินเหรียญสากล ที่มีเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย

การทำความเข้าใจเงินตราสหรัฐก่อนเดินทางมานั้น สามารถช่วยให้เพื่อนๆมีความเข้าใจมากขึ้นกับการจับจ่ายบริหารการใช้เงิน และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบางคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกามากอีกด้วยนะ

เงินสกุลดอลล่าห์ในรูปของธนบัตรแบ่งเป็น ธนบัตร 1, 2, 5, 10, 20, 50 และ 100 ดอลล่าห์ ธนบัตร 2 ดอลล่าห์นั้นจะมีใช้กันอยู่ประปรายคะ ซึ่งพบเห็นได้ไม่มาก มีลักษณะคล้ายธนบัตร 1 ดอลล่าห์มากคะ

504px-USDnotes

บนธนบัตรแต่ละใบก็จะมีรูปเป็นประธานาธิปดี  หรือบุคคลสำคัญของสหรัฐที่แตกต่างกันไปคะ เช่น

  • ธนบัตร $1 จะเป็นรูปจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิปดีคนแรกของสหรัฐ
  • ธนบัตร $5 เป็นรูปของประธานาธิปดีคนที่ 16 อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเลิกทาสของสหรัฐ
  • ธนบัตร $100 เบนจามิน แฟลงคลิน (Benjamin Franklin) ผู้คิดค้นสายล่อฟ้า เตาแฟรงคลิน ฯลฯ ทั้งยังเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญที่นำไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคมและร่วมก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ธนบัตรที่ใช้กันทั่วไปนั้นรวมกันทั้งธนบัตรใหม่และเก่า ดังนั้นจึงจำเป็นมากสำหรับการตรวจสอบธนบัตรปลอมที่จำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นไว้นะคะ

วิธีตรวจสอบธนบัตรปลอม เพื่อนๆสามารถเช็คได้ที่ตามลิงค์นี้คะ พี่เขาเขียนไว้ละเอียดมากๆ Https://Www.Checkraka.Com/Econ/Banking/1007/

ส่วนในรูปของเหรียญนั้น แบ่งเป็น เหรียญ 1¢, 5¢, 10¢, 25¢, 50¢ และ 1 ดอลล่าห์คะ ซึ่งที่อเมริกาบางเหรียญเขาจะมีชื่อเรียกมูลค่าของเหรียญที่ต่างออกไปจากบ้านเราคะ

ONE DOLLAR

เหรียญดอลล่าจะมีสองสีคะ สีเงินกับสีทอง คนก็ใช้กันปกติคะแต่ไม่ทั่วหลาย แต่ก็มีเจอประปรายบ้าง ด้านหน้าจะเป็นภาพของเทพีเสรีภาพ (Statue Of Liberty)

IMG_6769-bluroflife.com

HALF DOLLAR

เหรียญ 50 เซนต์ = Half Dollar  (ฮาฟ ดอลล่าห์) เหรียญนี้ถ้าเทียบกับ เหรียญดอลล่าห์นี่หายากว่าอีกคะ และเหรียญ Half Dollar จะมีขนาดใหญ่กว่าอย่างสังเกตได้ชัดคะ +++

2 Half Dollars = 1 Dollar

IMG_0902

A QUARTER

จะเป็นเหรียญที่ใช้ประโยชน์ได้เยอะมาก ทั้งหยอดตู้รถโดยสาร ตู้เครื่องซักผ้า ตู้ขนม สารพัดประโยชน์คะ  มีค่า 25 เซนต์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘Quarter’ คอร์เตอร์

4 Quarters = 1 Dollar

คือถ้ามีคนถามว่า Do You Have A Quarter? นั่นหมายความว่า เธอๆมีเหรียญ 25 เซนต์ป้ะ?

A DIME

หนึ่งเหรียญมีค่าเท่ากับ 10 เซนต์คะ เรียกว่า ไดม์ ซึ่งมีขนาดเล็กสุดในบรรดาเหรียญ แต่มูลค่าไม่ได้เล็กสุดนะคะ

10 Dimes = 1 Dollar

IMG_6778

A NICKLE

เหรียญ ‘นิ้กเกิ้ล’ มีค่าเท่ากับ 5 เซนต์ ที่นี่เวลาตั้งราคาของก็จะมีลงท้ายแบบ .35 .95 ถ้าไม่ลงตัวเหรียญคอร์เตอร์ก็หยิบนิ้กเกิ้ลเนี่ยแหละออกมาใช้กัน

2 Nickle = 1 Dime

A PENNY

มาถึงเหรียญสุดท้าย ‘เพนนี’ หรือเหรียญ 1 เซนต์นั่นเอง เวลาได้รับเงินทอนจะได้รับกลับมาบ่อยๆ แต่จะไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้กัน สุดท้ายก็จะเต็มกระปุกเลย อิอิ

10 Penny = 1 Dime

IMG_6774
Coinstar_kiosk

ในกรณีที่เพื่อนๆมีเหรียญเยอะมากจนใช้ไม่ทันเพื่อนๆสามารถใช้บริการแลกเหรียญได้ที่ Safeway หรือร้านสะดวกซื้อบางร้านก็จะมีตู้ตั้งไว้คะ ตู้จะคิดค่าบริการที่ประมาณ 10% ของยอดเงินที่แลก หน้าตาตู้ที่ฝ้ายเคยใช้ก็จะประมาณนี้คะเตรียมพร้อมกันแบบนี้แล้วมาถึงอเมริกาก็สบายบรือกันไปเลยยย

Bank of America ตะลุยโปรโมทผู้ช่วย AI ให้บริการทั่วอเมริกา

ขีดเส้นมิถุนายน 2018 สำหรับธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ Bank of America ที่เริ่มนำร่องโครงการผู้ช่วยส่วนตัวด้านการเงินพลัง AI หรือ AI-powered financial assistant มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ล่าสุด ผู้ช่วยทางการเงินสุดไฮเทคจะพร้อมให้บริการชาวอเมริกันทั่วประเทศเดือนมิถุนายนนี้

ย้อนไปเมื่อพฤษภาคมปี 2017 ธนาคาร Bank of America เปิดตัวระบบ AI-powered financial assistant เพื่อนำร่องให้บริการกับพนักงาน และเริ่มเปิดให้ลูกค้าบางส่วนได้ใช้งานช่วงมีนาคม 2018 ที่ผ่านมา ครั้งนั้น Bank of America ประกาศว่าระบบนี้จะเป็นผู้ช่วยดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อปรับปรุงการบริการลูกค้า ด้วยการเรียนรู้ว่าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 25 ล้านคนโต้ตอบกับแอปพลิเคชันอย่างไร

ในที่สุด ระบบผู้ช่วยชื่อ ”Erica” ก็พร้อมให้บริการทุกคนซึ่งอาจไม่ใช่ลูกค้า Bank of America โดย Erica สามารถตอบสนองต่อคำสั่งเสียง ข้อความ หรือท่าทาง เช่นการแตะหน้าจอหรือปาดหน้าจอ (swipe)

ตามประกาศของ Bank of America ผู้ช่วย Erica จะสามารถช่วยลูกค้าในการจัดการงานต่างๆของธนาคาร เช่น บริการจ่ายบิลค่าบริการ การค้นหารายการธุรกรรมที่ผ่านมา การล็อกหรือปลดล็อกบัตรเดบิต การโอนเงินระหว่างบัญชี หรือการส่งเงินไปให้เพื่อนและครอบครัว ผ่านเครือข่าย Zelle เครือข่ายการชำระเงินแบบดิจิตอลที่ขับเคลื่อนโดย Bank of America เอง

Bank of America กล่าวว่าจะมีการเพิ่มคุณสมบัติมากขึ้นให้ Erica ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เช่น การแจ้งเตือนการชำระเงิน และการให้เคล็ดลับเพื่อตั้งงบประมาณการใช้จ่ายส่วนบุคคล

หลังจากเริ่มเปิดตัวแบบจำกัดแก่ลูกค้าบางส่วนในเดือนมีนาคม Erica จะถูกเปิดตัวทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดเดือนมิถุนายน ซึ่ง Bank of America เชื่อว่าผู้บริโภคจะพอใจเช่นเดียวกับที่ธนาคารจะดันยอดขายได้มากขึ้น เพราะ Bank of America ชี้ว่ามีวิธีถึง 200,000 ทางที่ผู้ใช้จะสามารถถามคำถามด้านบริการการเงินกับ Erica ได้

ขุมทรัพย์ 10 มหาธนาคารที่รวยที่สุดในโลก

10 ขุมทรัพย์ มหาธนาคารที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ซึ่งมีธนาคารอะไรบ้าง ทุกคนคงเริ่มสงสัยกันแล้วใช่ไหม เราไปดูกันเลย

1) Industrial and Commercial Bank of China (ICBC)

มีสินทรัพย์: $3.18 ล้านล้านหรือ 100 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: จีน

ธนาคารสัญชาติจีนกลายเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นของรัฐบาลจีนและมีพนักงานรวมกันเกือบ 500,000 คน

2) HSBC

มีสินทรัพย์: $2.75 ล้านล้านหรือ 86.8 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: สหราชอาณาจักร

ก่อตั้งขึ้นโดย Hong Kong and Shanghai Banking Corporation

ภายในไม่กี่ปี HSBC กลายเป็นธนาคารอังกฤษที่ใหญ่ที่สุดในโลก เติบโตด้วยการไปซื้อธนาคารขนาดเล็กกว่าทั่วโลก

3) China Construction Bank Corp.

มีสินทรัพย์: $2.6 ล้านล้านหรือ 82.1 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: จีน

Forbes ได้จัดอันดับให้เป็นบริษัทอันดับ 2 ที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก

4) BNP Paribas

มีสินทรัพย์: $2.6 ล้านล้านหรือ 82.1 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: ฝรั่งเศส

เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศสและทั้งยุโรป

5) Mitsubishi UFJ Financial Group

มีสินทรัพย์: $2.51 ล้านล้านหรือ 79.3 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: ญี่ปุ่น

เกิดจากการควบรวมธุรกิจกันของ 2 ธนาคารในปี 2005 และเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในปัจจุบัน

6) JPMorgan Chase & Co

มีสินทรัพย์: $2.47 ล้านล้านหรือ 78 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: สหรัฐอเมริกา

เกิดจากการควบรวมธุรกิจกันของ 4 Banking Conglomerates ในปี ค.ศ. 2000

7) Agricultural Bank of China

มีสินทรัพย์: $2.43 ล้านล้านหรือ 76.7 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: จีน

เน้นสินเชื่อเพื่อการเกษตร และเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหม่ที่สุดในจีน มีอายุเพียง 38 ปี

8) Bank of China

มีสินทรัพย์: $2.37 ล้านล้านหรือ 74.8 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: จีน

เป็นธนาคารที่เก่าแก่ที่สุดในจีน โดยก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลจีน

9) Credit Agricole Group

มีสินทรัพย์: $2.35 ล้านล้านหรือ 74.2 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: ฝรั่งเศส

เน้นในพื้นที่ชนบทโดยมีกิจการใน 60 ประเทศทั่วโลก

10) Barclays Plc

มีสินทรัพย์: $2.26 ล้านล้านหรือ 71.4 ล้านล้านบาท

จากประเทศ: สหราชอาณาจักร

หนึ่งในผู้นำธนาคารในสหราชอาณาจักร มีกิจการใน 50 ประเทศทั่วโลก