รัฐบาลสหรัฐได้ออกประกาศให้ชาวอเมริกันรีบเดินทางออกจากอินเดียโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สหรัฐได้ยกระดับคำแนะนำพลเมืองชาวอเมริกันสำหรับการเดินทางไปอินเดียขึ้นสู่ระดับ 4 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด โดยห้ามพลเมืองอเมริกันเดินทางไปยังอินเดีย หรือให้เดินทางออกจากอินเดียโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ โดยในขณะนี้สหรัฐมีเที่ยวบินตรงไปยังอินเดียทั้งหมด 14 เที่ยวต่อวัน รวมถึงบริการอื่นๆ ที่สามารถเดินทางไปยังอินเดียได้ผ่านทางยุโรป

เว็บไซต์ของสถานทูตและสถานกงสุลของสหรัฐในอินเดียประกาศว่า “เราได้รับรายงานว่า พลเมืองชาวอเมริกันหลายคนได้ถูกปฏิเสธให้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลในหลายเมือง เนื่องจากไม่มีเตียงเพียงพอรองรับผู้ป่วย” และ “พลเมืองชาวอเมริกันที่ประสงค์จะเดินทางออกจากอินเดียควรเลือกใช้บริการขนส่งพาณิชย์ที่มีอยู่ตั้งแต่ตอนนี้” ขณะที่บริการต่างๆ สำหรับพลเมืองอเมริกันและบริการด้านวีซ่าที่สถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐประจำเมืองเจนไนนั้นได้ระงับการให้บริการแล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียเปิดเผยในวันนี้ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่เพิ่มอีก 379,257 ราย ซึ่งเป็นยอดผู้ติดเชื้อรายวันสูงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดในประเทศ ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อทั่วประเทศขณะนี้พุ่งขึ้นเป็น 18,376,524 ราย

ขณะเดียวกัน อินเดียพบผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3,645 ราย ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาด ส่งผลให้ยอดรวมผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นแตะ 204,832 ราย

นักวิเคราะห์คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่แข็งแกร่ง

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า บรรดานักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า เฟดจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปจนกว่าจะมีความชัดเจนว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐนั้นเป็นไปอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐกำลังขยายตัวในอัตราร้อนแรงที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีก็ตาม

“แนวโน้มเศรษฐกิจค่อนข้างดี ตราบใดที่เฟดยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป โดยตลาดได้ยอมรับในที่สุดแล้วว่า เฟดจะยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน” นายแรนดี เฟรเดอริก รองประธานฝ่ายการซื้อขายและตราสารอนุพันธ์ของชาร์ล ชแวบกล่าว

ทั้งนี้ เฟดตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นใกล้ระดับ 0% มาตั้งแต่โรคโควิด-19 เริ่มต้นแพร่ระบาด และเฟดยังคงซื้อสินทรัพย์รายเดือนขั้นต่ำ 1.20 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้งบดุลบัญชีของเฟดเพิ่มขึ้นสู่ระดับเกือบ 8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2 เท่าแล้วจากระดับนับตั้งแต่วิกฤตโรคโควิดระบาดได้เริ่มขึ้น

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,043.49 จุด เพิ่มขึ้น 227.59 จุด หรือ +0.67%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,180.17 จุด เพิ่มขึ้น 45.19 จุด หรือ +1.09% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,016.81 จุด เพิ่มขึ้น 198.40 จุด, +1.44%

แต่ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ ติดลบ 0.46%, ดัชนี S&P500 ลดลง 0.13% และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง 0.25%

ตลาดหุ้นสหรัฐดีดตัวขึ้นในวันศุกร์ หลังร่วงลงอย่างหนักในวันพฤหัสบดีโดยถูกกดดันจากข้อเสนอของประธานาธิบดีโจ ไบเดนที่จะปรับเพิ่มภาษีกำไรที่ได้จากการลงทุน (capital gains tax)

หุ้นทั้ง 11 กลุ่มของดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงิน

หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น หลังจากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นที่คาดว่าจะรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งในสัปดาห์หน้า อาทิ หุ้นไมโครซอฟท์ บวก 1.55%, หุ้นอัลฟาเบ็ท พุ่งขึ้น 2.10%, หุ้นแอปเปิล เพิ่มขึ้น 1.80% และหุ้นเฟซบุ๊ก บวก 1.55%

หุ้นสแนป พุ่งขึ้น 7.5% และหุ้นชลัมเบอร์เกอร์ บวก 1.8% หลังจากเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสแรกสูงเกินคาด

ตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการเปิดเผยตัวเลขภาคการผลิตและบริการที่แข็งแกร่งของสหรัฐ รวมทั้งยอดขายบ้านใหม่ที่พุ่งขึ้นเกินคาด โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดขายบ้านใหม่พุ่งขึ้น 20.7% สู่ระดับ 1.021 ล้านยูนิตในเดือนมี.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 886,000 ยูนิต หลังจากดิ่งลง 16.2% ในเดือนก.พ. และราคาเฉลี่ยของบ้านใหม่เพิ่มขึ้น 0.8% สู่ระดับ 330,800 ดอลลาร์ในเดือนมี.ค.

ส่วนไอเอชเอส มาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 62.2 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 59.7 ในเดือนมี.ค. โดยดัชนี PMI ยังคงอยู่เหนือระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐยังคงอยู่ในภาวะขยายตัวทั้งภาคการผลิตและบริการ

สำหรับดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ 60.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 59.1 ในเดือนมี.ค. และดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ 63.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 60.4 ในเดือนมี.ค.

รอน เทมเพิล หัวหน้าฝ่ายหุ้นของลาซาร์ด แอสเซท แมเนจเมนต์ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งที่สุดในรอบ 50 ปี โดยจะขยายตัวมากกว่า 6% ทั้งในปีนี้และปีหน้า

บรรดานักลงทุนจะจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 27-28 เม.ย.นี้ หลังจากที่เฟดเปิดเผยรายงานการประชุมเดือนมี.ค.ระบุว่า เฟดจะยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และความคืบหน้าในการเปิดเศรษฐกิจสหรัฐ ณ เวลา 23.56 น.ตามเวลาไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 1.589% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 2.287%

ราคาพันธบัตร และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดี โดยมีการคาดการณ์ว่า ECB อาจเปลี่ยนแปลงวงเงินในการซื้อพันธบัตร ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 27-28 เม.ย. หลังเฟดเปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 16-17 มี.ค. โดยระบุว่า เฟดจะยังคงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อไปจนกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

บิทคอยน์ร่วงหนัก หลังธนาคารกลางตุรกีออกคำสั่งห้ามการใช้สกุลเงินดิจิทัล

โดยธนาคารกลางตุรกีออกคำสั่งห้ามการใช้สกุลเงินดิจิทัล ซึ่งรวมถึงบิทคอยน์ ในการซื้อขายสินค้าและบริการในประเทศ โดยระบุถึงความเสียหายและความเสี่ยง “ที่ไม่สามารถเยียวยาได้” จากการทำธุรกรรมดังกล่าว

แถลงการณ์ของธนาคารกลางตุรกีระบุว่า “สกุลเงินคริปโตมีความเสี่ยง เนื่องจากไม่ได้ถูกควบคุมภายใต้กฎระเบียบใดๆ หรือกลไกตรวจสอบใดๆ รวมทั้งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารกลาง ดังนั้น ผู้ให้บริการชำระเงินจะไม่สามารถพัฒนารูปแบบธุรกิจที่จะทำให้มีการใช้สกุลเงินคริปโตทั้งทางตรงและทางอ้อมในการชำระค่าบริการ เนื่องจากการใช้สินทรัพย์ดังกล่าวในการชำระค่าบริการอาจสร้างความเสียหายที่ไม่สามารถเรียกคีนได้สำหรับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะบ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อวิธีการและเครื่องมือในการชำระเงินในปัจจุบัน”

ทั้งนี้ ตลาดซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในตุรกีมีการขยายตัวอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนพากันเข้าตลาดตามกระแสการพุ่งขึ้นของมูลค่าบิทคอยน์ในตลาดโลก โดยมูลค่าการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลในตุรกีพุ่งแตะระดับ 2.18 แสนล้านลีราในช่วงต้นเดือนก.พ.-24 มี.ค. เทียบกับระดับเพียง 7 พันล้านลีราในช่วงเดียวกันในปีที่แล้ว

ก่อนหน้านี้ บิทคอยน์ทะยานขึ้นเหนือระดับ 64,400 ดอลลาร์ ทะลุ 2,000,000 บาท แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพุธ ขานรับคอยน์เบส โกลบอล อิงค์ ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลใหญ่ที่สุดในสหรัฐ เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นแนสแด็กในวันดังกล่าว

ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทรงตัว นลท.เชื่อเศรษฐกิจฟื้นเร็ว-หุ้นรถยนต์พุ่งหนุนตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปเปิดปรับตัวในกรอบแคบๆ ในวันนี้ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐและจีนช่วยให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการที่หุ้นกลุ่มรถยนต์ปรับตัวขึ้นตามหุ้นเดมเลอร์ที่ทะยานขึ้น 2.1% หลังบริษัทเปิดเผยผลกำไรประจำไตรมาส 1/2564 ในระดับสูงกว่าที่คาด

ดัชนี Stoxx Europe 600 เปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 438.29 จุด ลดลง 0.26 จุด หรือ -0.06%

ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีเปิดตลาดวันนี้ที่ 15,277.85 จุด เพิ่มขึ้น 22.52 จุด หรือ +0.15% และดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสเปิดตลาดวันนี้ที่ 6,229.65 จุด ลดลง 4.49 จุด หรือ -0.07%

เศรษฐกิจสหรัฐอยู่ในจุดหักเห

นายเจอโรมยังกล่าวด้วยว่า การที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวเร็วขึ้น

นอกจากนี้ นายพาวเวลยังให้คำมั่นว่า เฟดจะยังคงดำเนินโยบายเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจต่อไป พร้อมกับส่งสัญญาณว่า เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

เมื่อผู้ดำเนินรายการ 60 Minutes ถามถึงกรณีที่กองทุนเฮดจ์ฟันด์ Archegos Capital Management ผิดนัดชำระหนี้ในการเพิ่มหลักประกันการกู้ยืมเงินเพื่อการลงทุน (Margin Call) จนเป็นเหตุให้ธนาคารเจ้าหนี้หลายแห่งสูญเสียเงินจำนวนมากนั้น นายพาวเวลกล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ากรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในระบบการเงิน แต่เฟดอาจจะต้องทำการตรวจสอบว่าธนาคารต่างๆ มีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงได้ดีเพียงใด

เฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้แม้เศรษฐกิจขยายตัวรวดเร็ว ชัดเจน

โดย นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ออกมาพูดแล้ว ยืนยันในระหว่างการให้สัมภาษณ์  เฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แม้เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วก็ตาม นายพาวเวลกล่าวกับนายสก็อตต์ เพลลีย์ ผู้ดำเนินรายการ 60 Minutes ว่า “มีแนวโน้มสูงมากที่เฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ผมในฐานะประธานเฟดและอยู่ในฐานะที่สามารถรับประกันได้ว่า เฟดจะทำทุกสิ่งเท่าที่จะทำได้ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจต่อไป จนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ นายพาวเวลกล่าวว่า มาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของเฟดนั้น ครอบคลุมถึงการตรึงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นเอาไว้ที่ระดับใกล้ 0% ต่อไป และการดินหน้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อย่างน้อย 1.2 แสนล้านดอลลาร์/เดือน โดยเฟดจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐวงเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์/เดือน และซื้อตราสารหนี้ที่มีสินเชื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกันการจำนอง (MBS) ในวงเงิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ 60 Minutes ครั้งนี้ นายพาวเวลได้แสดงมุมมองในด้านบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ โดยกล่าวว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจและการจ้างงานมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พร้อมกับกล่าวว่า การที่รัฐบาลสหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชนนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวเร็วขึ้น

ดอลล์แข็งค่าตามบอนด์ยีลด์สหรัฐ ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจแกร่ง

ข่าวสารล่าสุด ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ โดยปรับตัวขึ้นตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และขานรับการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.11% สู่ระดับ 92.1629 เมื่อคืนนี้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 109.65 เยน จากระดับ 109.25 เยน และแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9249 ฟรังก์ จากระดับ 0.9238 ฟรังก์ แต่เมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.2527 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.2567 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1903 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1915 ดอลลาร์, เงินปอนด์อ่อนค่าลงแตะที่ระดับ 1.3715 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3735 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียอ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.7625 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7650 ดอลลาร์สหรัฐดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.66% ในช่วงบ่ายวันศุกร์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.34%

นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์ว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต พุ่งขึ้น 1.0% ในเดือนมี.ค. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.พ. และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 9 ปีครึ่งนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2554 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนก.พ.

ส่วนกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานในวันศุกร์ว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 0.6% ในเดือนก.พ. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากพุ่งขึ้น 1.4% ในเดือนม.ค. และเมื่อเทียบรายปี สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเพิ่มขึ้น 2.0% ในเดือนก.พ.

ไบเดนกล่าวขาไม่มีความวิตกว่าข้อเสนอของเขาในการปรับขึ้นภาษีเงินได้

เมื่อ ปธน.ไบเดนกล่าวว่า ไม่มีหลักฐานที่แสดงว่า การปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และทำให้ภาคธุรกิจถอนตัวออกจากสหรัฐทางด้านนางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า ตนกำลังดำเนินการร่วมกับกลุ่มประเทศ G20 เพื่อบรรลุข้อตกลงในการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำสำหรับภาคธุรกิจในระดับโลก

คำกล่าวของนางเยลเลนมีขึ้น หลังจากที่ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกพยายามแข่งขันกันกำหนดอัตราภาษีสำหรับภาคธุรกิจในระดับต่ำที่สุดเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศนอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ภาคธุรกิจของสหรัฐอาจถอนการลงทุนไปยังต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนมีนโยบายปรับขึ้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสู่ระดับ 28% เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้ชดเชยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานวงเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์

นางเยลเลนกล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต่างๆจะต้องมีระบบภาษีที่มีเสถียรภาพเพื่อสร้างรายได้ที่เพียงพอให้แก่รัฐบาลในการใช้จ่ายในภาคสาธารณะ และการรับมือกับวิกฤตการณ์ ขณะที่ประชาชนก็ต้องแบกรับความรับผิดชอบในสัดส่วนที่เหมาะสมในการสนับสนุนด้านการเงินแก่ทางรัฐบาลนอกจากนี้ นางเยลเลนยังระบุว่า ในการเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกในสัปดาห์นี้ ตนจะผลักดันความคืบหน้าในการแก้ปัญหาโลกร้อน และการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ของประเทศต่างๆ รวมทั้งสนับสนุนการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจโลก

นางเยลเลนกล่าวว่า เป็นการเร็วเกินไปที่จะประกาศชัยชนะเหนือโควิด-19 แม้ว่าบางประเทศประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19นางเยลเลนระบุว่า ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนกลุ่มประเทศยากจนในการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19