Post title marquee scroll

หลังแบงค์ 1 ดอลล่าร์ซ่อนอะไรเอาไว้?

เชื่อว่าหลายๆท่านคงมีสัญลักษณ์, เครื่องหมายหรือเครื่องราง ไว้ในครอบครอง เพื่อคุ้มครองปกป้องตัวเองจากสิ่งไม่ดีและนำความสุขโชคดีมาสู่ตนเองและคนใกล้ชิด แต่ละคนก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปตามสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้ถ่ายทอดไว้และตามสภาพสังคมสิ่งแวดล้อม นั้นย่อมแสดงว่าโดยพื้นฐานแล้ว ภายในจิตใต้สำนึกของเรายังเชื่อว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติเกินขอบเขตที่มนุษย์จะหยั่งรู้ได้ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่หลายๆคนไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้ให้ความสนใจ หากใครเคยเห็นแบงค์ 1 ดอลล่าร์ ด้านหลังจะมีอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมสหรัฐอเมริกา ถึงเป็นมหาอำนาจ โดยเฉพาะเงินสกุลดอลล่าร์ที่ใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก ทั้งๆที่ประเทศเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเพียง 200 กว่าปี กุญแจดอกสำคัญดอกนั้นคือนำสัญลักษณ์ ANNUIT COEPTIS มาใส่ไว้หลังแบงค์ 1 ดอลล่าร์ เราลองมาดูความหมายของสัญลักษณ์กันนะครับ

ปี 1782 อเมริกาออกแบบตราแผ่นดินใหม่โดยด้านหลังของตราแผ่นดินเป็น  ภาพพีระมิดสร้างไม่เสร็จ มีดวงตาอยู่บนยอดล้อมรอบด้วยภาษาละติน “Novus Ordo Seclorum” (New Order Of The Ages)   ซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมอิลลูมิเนติ ดวงตานั้นหมายถึงสมาชิกอิลลูมิเนติกำลังจับตามอง (โลก) และ  “Novus Ordo Seclorum”    คือ New World Order หรือการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการ(ปก)ครองโลก และต่อมาในปี1935 ภาพตราแผ่นดินนี้ถูกนำมาตีพิมพ์ลงบนด้านหลังของธนบัตร 1 ดอลลาร์
ภาพธนบัตร 1 ดอลล่าร์ของอเมริกา จะเห็นว่ามีการเขียนภาษาลาติน ที่หมายถึง ระเบียบโลกใหม่
– มีรหัส 666 ที่ หมายถึง เครื่องมือหรือสัญลักษณ์ของสัตว์ร้าย
– ดวงตาของซาตานและอื่นๆมากมายไม่ต่างกับยันต์ทางไสยศาสตร์ดำเลย
ปัจจุบัน สโลแกนของการปฏิวัติสำหรับ กลุ่มอิลลูมิเนติ ในภาษาลาติน คือ”NOVUS ORDO SECLORIUM” อันซึ่งหมายถึง “A NEW ORDER FOR THE AGES” การจัดระเบียบสำหรับยุคใหม่ ซึ่งมาจาก ความรู้ทางโหราศาสตร์ เครื่องหมายบนหลังธนบัตร 1 ดอลลาร์ กับ ดวงตาที่มองเห็นทุกสิ่ง (ALL-SEEING-EYE) เป็นสัญลักษณ์ของ เวทมนตร์ พบได้ในกลุ่มเมสัน (The Masons-เป็นกลุ่มที่มีแนวทางเดียวกัน)

เครื่องหมายอิลูมินาติ
อย่างแรก คือ“Numerology” เป็นศาสตร์ทางตัวเลขซึ่งเป็นองค์ความรู้เก่าแก่จากคัมภีร์ของ พวกฮิบรู หรือ ยิว เป็นการ Code ตัวหนังสือให้เป็นตัวเลข คือการเอาตัวหนังสือซ่อนไว้ในตัวเลขนั่นเอง ชาวฮีบรูยังนำตัวเลขไปเชื่อมโยงกับ พลังจักรวาล พวกเขามิได้แยกระบบตัวอักษรกับตัวเลขออกจากกัน แต่ตัวอักษรนั้นมีพื้นฐานมาจากตัวเลข ระบบตัวอักษรถูกวางเรียงไว้อย่างเป็นระบบ และถูกกำหนดรูปแบบที่บอกถึงระดับที่ต่อเนื่องกันไปตามกระบวนการการพัฒนาของ จักรวาล ชื่อภาษากรีกและฮีบรูในพระคัมภีร์มีนัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดระหว่างความหมายตามตัวอักษรและตัวเลข ในภาษากรีกดั้งเดิม คำว่า “Jesus” หมายถึง“Iesous”(ไม่มีตัวอักษร “J” ในตัวอักษรกรีก) ชื่อดังกล่าวมีค่าเท่ากับตัวเลข 888 ซึ่งหมายถึง “ จิตใจที่สูงกว่า ” หรือ “ จิตใจศักดิ์สิทธิ์ ”ตามความเชื่อลึกลับของกรีก “จิตใจที่เกี่ยวข้องกับความตาย”  ในภาษากรีกคือหมายเลข 666 ( ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์เล่มสุดท้ายในพันธสัญญาใหม่ ว่าหมายถึง “สัตว์ร้าย” )

สัญลักษณ์ลึกลับกับคำขวัญ  “NOVUS ORDO SECLORUM” ที่เป็นอนุสรณ์ในการก่อตั้งของกลุ่มอิลลูมิเนติ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1776 ไม่ใช่ 4 กรกฎาคม และมันมิใช่โดยความบังเอิญ นั่นคือ นกอินทรี อันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสำหรับ ลูซิเฟอร์ (Lucifer) ในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ฟินิกซ์ (Phoenix) และ ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของ ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ทำเนียบขาว)

ความหมายที่ซ่อนไว้ในตราดวงนี้

  1.  ดาว 13 ดวง คือ การก่อกบฏ หรือการปฏิวัติ (ต่อพระเจ้า)
  2.  อยู่ในวงกลมที่มี 28 ขีด หรือ Guide Line คือ ความเป็นนิรันดร์
  3.  ป้ายผ้า 13 ขยัก คือ การก่อกบฏ หรือการปฏิวัติ (ต่อพระเจ้า)
  4.  ตัวหนังสือ E PLURIBUS UNUM หรือ “One of Many” หรือ “หนึ่งจากหลายๆสิ่ง”
  5.  ปีกข้างซ้าย มี 32ขนนก เป็นระดับชั้นปกครองของลัทธิใต้ดิน กลุ่มที่เรียกว่า เมสัน (Mason) หรือ
ฟรีเมสัน (Free Mason)ในยุโรป มี 32 ระดับ
  6.  ปีกข้างขวา มี 33ขนนก  เป็นระดับชั้นปกครองของลัทธิใต้ดิน กลุ่มที่เรียกว่า เมสัน (Mason) หรือ
ฟรีเมสัน (Free Mason)ในอเมริกา มี 33 ระดับ
  7.  เส้นแนวนอน 12 เส้น บนอาร์มโล่ห์ที่หน้าอกนกอินทรีย์ หมายถึง ความเป็นรัฐบาล
  8.  เส้นแนวตั้ง 18 เส้น บนอาร์มโล่ห์ที่หน้าอกนกอินทรีย์ หมายถึง การเป็นนายทาส
  9.  ซึ่งแบ่งได้ 6 แถบใหญ่ หมายถึง มนุษย์
10.  แถบสีแดงและขาวรวมกันได้ 13 แถบ แยกเป็น
        แถบขาว 7 แถบ หมายถึง พระเจ้า
        แถบแดง 6 แถบ หมายถึง มนุษย์ แถบแดงวางทับแถบขาว หมายถึง มนุษย์อยู่เหนือพระเจ้า
11.  กรงเล็บ 2 ข้างๆ ละ 4 รวมเป็น 8 เล็บ คือการเริ่มต้น
12.  ลูกธนู 13 ดอก หมายถึง การต่อต้านหรือปกป้องตัวเองของประชาชน
13.  ช่อมะกอกที่มี 13 ใบ หมายถึง เสรีภาพ
14.  ผลเบอรี่ 13 ผล หมายถึง ผลของเสรีภาพ
15.  ขนที่หาง 9 ขน หมายถึง ความสำเร็จ หรือบรรลุผลแล้วนั่นเอ

“Numerology”ตัวเลขจำนวนที่ปรากฏในสัญลักษณ์บน ตราแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ปรากฏในแบงค์ 1ดอลล่าร์ US มีความหมายดังนี้
จำนวนเลข   6  หมายถึง Man คือ มนุษย์
จำนวนเลข7 หมายถึง God  คือ พระเจ้า
จำนวนเลข    หมายถึง New Beginning คือ การเริ่มต้นใหม่
จำนวนเลข    9  หมายถึง Complete or Finish คือ การเสร็จสิ้น หรือ ความสำเร็จ
จำนวนเลข 12  หมายถึง Government and Perfection คือ รัฐบาลและความสมบูรณ์แบบ
จำนวนเลข 13  หมายถึง Rebellion คือ การปฏิวัติ หรือ การก่อกบฏ
จำนวนเลข 18 หมายถึง Bondage หรือ ความเป็นทาส
จำนวนเลข 28  หมายถึง Eternity คือ ความเป็นนิรันดร์

อยู่ซานฟรานค่าเดินทางไม่เปลืองอย่างที่คิด

กรณีนี้ฝ้ายจะมาพูดสำหรับกรณีคนที่ไม่มีรถนะจ่ะ

ซึ่งการเดินทางในซานฟรานเนี่ยขึ้นรถสาธารณะจะสะดวกกว่าการขับรถกว่ามาก เพราะว่าหาที่จอดรถได้ยาก หรือไม่ก็ค่าใช้จ่ายสำหรับที่จอดรถที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะสูงถึง ($15-$20 ต่อชั่วโมง คือแพงกว่ารายได้ขั่นต่ำซะอีก) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถราง รถเมล์ รถบัส รถใต้ดิน จึงเป็นการสะดวกกว่ามากก เหมือนฝ้ายเนี่ย ถึงซานฟรานปุ้บก็ซื้อ Clipper monthly pass ปั้บ

ตอนนั้นช่วง กุมภาพันธ์ 2017 ราคาจะอยู่ที่ $73 แต่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2017 Clipper card ได้ปรับราคาขึ้นเป็น $75 (สำหรับ MUNI เท่านั้น) เนื่องจากค่าแรงขั้นต่ำในซานฟรานนั้นปรับขึ้น $1 ต่อชั่วโมงนั่นเอง จึงทำให้ค่าครองชีพพื้นฐานปรับตามขึ้นไปด้วยโดยปริยายย และกลางปีหน้าค่าแรงขั้นต่ำก็จะปรับขึ้นอีก $1 ต่อชั่วโมงเช่นกัน ส่วนราคา Clipper card ก็ต้องมาดูกันว่าจะปรับขึ้นเป็นเท่าไหร่เน้อะ

บัตร Clipper แบบ MUNI only นั้นจะสามารถขึ้นได้กับรถที่มีสัญลักษณ์ MUNI ทั้งหมดโดยไม่มีการชาร์ตเงินเพิ่มคะ มิวนิบัสเนี่ย จะรวมไปถึง Historic Streetcar, Muni Metro(subway), และก็ Cable car ซึ่งทั้งหมดที่พูดถึงเนี่ยจะสามารถเดินทางได้เฉพาะในเขตซานฟราน

ในกรณีสำหรับคนที่ต้องการใช้ BART ในเขตซานฟรานด้วยนั้น ราคาของบัตร Clipper จะไม่ใช่แค่ $75 แต่จะเป็น $94 นะ แพงขึ้นมาอีกนิดนึง

เดี๋ยวฝ้ายจะแนบตารางรายเดือนฉบับอัพเดตล่าสุด July 1, 2017 ไว้ให้ด้านล่างเลยจ้า

อ้าว! แล้วถ้าลืมบัตรไว้ที่บ้านหรือไม่ได้พกบัตรติดตัวละ เดินขึ้นได้เลยรึเปล่า?

ขอบอกเลยนะจ่ะว่าไม่แนะนำอย่างแรง เพราะอะไรหน่ะรึ ก็เพราะว่าถ้ามีเจ้าหน้าที่ขึ้นมาสุ่มตรวจก็จะเจอดีไงละจ่ะ ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยมากๆ ช่วงระหว่างวัน วิ่งหนีกันไม่ทันเลยละจ่ะ ซึ่งฝ้ายเคยเห็นคนที่โดนซุ่มตรวจตั๋วขึ้นมาแล้วไม่มีโชว์นั้นจะโดนจดชื่อแล้วได้ Ticket ตักเตือนด้วย ไม่แน่ใจว่าต้องจ่ายค่าปรับรึเปล่านะ

แนะนำให้หยอดเงินขึ้นรถเพื่อรับตั๋วฉีกดีกว่านะจ่ะ หยอดต่อครั้งก็ $2.75 (ที่สำคัญคือต้องเตรียมเงินให้พอดีเพราะเขาไม่ถอนเงินนะจ่ะ) ปกติตั๋วจะมีอายุสองชั่วโมงครึ่ง แต่ไม่แน่ถ้าเจอคุณลุงใจดีอาจจะได้สี่ ห้า ชั่วโมง หรืออาจจะได้ทีเดียวถึงเที่ยงคืนของวันนั้นกันเลยที่เดียว

แต่ๆถ้าเพื่อนๆใช้โมบายแอปละก็จะประหยัดลงมาคอร์เตอร์นึง หรือ $0.25 นั้นเอง แต่ข้อเสียคือ ตั๋วมีอายุแค่ สองชั่วโมงครึ่งแน่ๆ

สรุปแล้วต่อเดือน ถ้าไม่ออกไปนอกตัวซานฟรานค่าเดินทางก็จะตกอยู่ที่ไม่เกิน $100 ต่อเดือนเน้อะ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการเดินทางของแต่ละคน ฝ้ายขอเตือนเลยว่า ไปไหนก็พยายามพกบัตรไว้และที่สำคัญอย่าลืมเติมบัตรก่อนบัตรจะหมดอายุของทุกๆเดือนด้วยละ ซึ่งสามารถเลทได้ไม่เกิน สามวันนับจากวันที่บัตรหมดนะจ่ะ

จะไปอเมริกา..มารู้จักเงินตราสหรัฐกันก่อน

หน่วยเงินสกุลดอลล่าห์นั้นเพื่อนๆคงรู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหน่วยเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งป็นเงินเหรียญสากล ที่มีเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย

การทำความเข้าใจเงินตราสหรัฐก่อนเดินทางมานั้น สามารถช่วยให้เพื่อนๆมีความเข้าใจมากขึ้นกับการจับจ่ายบริหารการใช้เงิน และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบางคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกามากอีกด้วยนะ

เงินสกุลดอลล่าห์ในรูปของธนบัตรแบ่งเป็น ธนบัตร 1, 2, 5, 10, 20, 50 และ 100 ดอลล่าห์ ธนบัตร 2 ดอลล่าห์นั้นจะมีใช้กันอยู่ประปรายคะ ซึ่งพบเห็นได้ไม่มาก มีลักษณะคล้ายธนบัตร 1 ดอลล่าห์มากคะ

504px-USDnotes

บนธนบัตรแต่ละใบก็จะมีรูปเป็นประธานาธิปดี  หรือบุคคลสำคัญของสหรัฐที่แตกต่างกันไปคะ เช่น

  • ธนบัตร $1 จะเป็นรูปจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิปดีคนแรกของสหรัฐ
  • ธนบัตร $5 เป็นรูปของประธานาธิปดีคนที่ 16 อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเลิกทาสของสหรัฐ
  • ธนบัตร $100 เบนจามิน แฟลงคลิน (Benjamin Franklin) ผู้คิดค้นสายล่อฟ้า เตาแฟรงคลิน ฯลฯ ทั้งยังเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญที่นำไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคมและร่วมก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ธนบัตรที่ใช้กันทั่วไปนั้นรวมกันทั้งธนบัตรใหม่และเก่า ดังนั้นจึงจำเป็นมากสำหรับการตรวจสอบธนบัตรปลอมที่จำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นไว้นะคะ

ส่วนในรูปของเหรียญนั้น แบ่งเป็น เหรียญ 1¢, 5¢, 10¢, 25¢, 50¢ และ 1 ดอลล่าห์คะ ซึ่งที่อเมริกาบางเหรียญเขาจะมีชื่อเรียกมูลค่าของเหรียญที่ต่างออกไปจากบ้านเราคะ

ONE DOLLAR

เหรียญดอลล่าจะมีสองสีคะ สีเงินกับสีทอง คนก็ใช้กันปกติคะแต่ไม่ทั่วหลาย แต่ก็มีเจอประปรายบ้าง ด้านหน้าจะเป็นภาพของเทพีเสรีภาพ (Statue of Liberty)

IMG_6769-bluroflife.com

HALF DOLLAR

เหรียญ 50 เซนต์ = Half Dollar  (ฮาฟ ดอลล่าห์) เหรียญนี้ถ้าเทียบกับ เหรียญดอลล่าห์นี่หายากว่าอีกคะ และเหรียญ Half Dollar จะมีขนาดใหญ่กว่าอย่างสังเกตได้ชัดคะ +++

2 half dollars = 1 dollar

IMG_0902

A QUARTER

จะเป็นเหรียญที่ใช้ประโยชน์ได้เยอะมาก ทั้งหยอดตู้รถโดยสาร ตู้เครื่องซักผ้า ตู้ขนม สารพัดประโยชน์คะ  มีค่า 25 เซนต์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ‘quarter’ คอร์เตอร์

4 quarters = 1 dollar

คือถ้ามีคนถามว่า Do you have a quarter? นั่นหมายความว่า เธอๆมีเหรียญ 25 เซนต์ป้ะ?

A DIME

หนึ่งเหรียญมีค่าเท่ากับ 10 เซนต์คะ เรียกว่า ไดม์ ซึ่งมีขนาดเล็กสุดในบรรดาเหรียญ แต่มูลค่าไม่ได้เล็กสุดนะคะ

10 Dimes = 1 dollar

IMG_6778

A NICKLE

เหรียญ ‘นิ้กเกิ้ล’ มีค่าเท่ากับ 5 เซนต์ ที่นี่เวลาตั้งราคาของก็จะมีลงท้ายแบบ .35 .95 ถ้าไม่ลงตัวเหรียญคอร์เตอร์ก็หยิบนิ้กเกิ้ลเนี่ยแหละออกมาใช้กัน

2 Nickle = 1 Dime

A PENNY
มาถึงเหรียญสุดท้าย ‘เพนนี’ หรือเหรียญ 1 เซนต์นั่นเอง เวลาได้รับเงินทอนจะได้รับกลับมาบ่อยๆ แต่จะไม่ค่อยมีโอกาสได้ใช้กัน สุดท้ายก็จะเต็มกระปุกเลย อิอิ

10 Penny = 1 Dime

IMG_6774
Coinstar_kiosk

ในกรณีที่เพื่อนๆมีเหรียญเยอะมากจนใช้ไม่ทันเพื่อนๆสามารถใช้บริการแลกเหรียญได้ที่ Safeway หรือร้านสะดวกซื้อบางร้านก็จะมีตู้ตั้งไว้คะ ตู้จะคิดค่าบริการที่ประมาณ 10% ของยอดเงินที่แลก หน้าตาตู้ที่ฝ้ายเคยใช้ก็จะประมาณนี้คะเตรียมพร้อมกันแบบนี้แล้วมาถึงอเมริกาก็สบายบรือกันไปเลยยย

แบงค์ในอเมริกา

แบงค์ออฟอเมริกา เลิกให้สินเชื่อ – หยุดให้บริการผู้ผลิตปืนในอเมริกา

FILE - A customer uses an ATM at a Bank of America branch in Boston, Massachusetts, U.S.

ธนาคาร Bank of America ประกาศนโยบายใหม่ ในการงดให้สินเชื่อ รวมทั้งงดให้บริการทางการเงินกับผู้ผลิตปืนในสหรัฐฯ หลังจากพบว่ามีพนักงานนับร้อยคน ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัว หรือเผชิญกับความกระทบกระเทือนทางร่างกายและจิตใจ อันเป็นผลจากเหตุยิงกราดมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดยนายไบรอัน มอยนิฮาน ซีอีโอของ Bank of America บอกถึงการปรับนโยบายใหม่นี้ว่า เขาได้รับเรื่องร้องเรียนจากศูนย์ช่วยเหลือพนักงานของธนาคาร ว่าพบพนักงานมากถึง 151 คน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมจากเหตุยิงกราดในออร์แลนโด นครลาสเวกัส รวมทั้งเหตุยิงกราดในพื้นที่อื่นๆ ทั่วอเมริกา

เมื่อต้นเดือนเมษายน Bank of America เคยประกาศว่าจะหยุดให้สินเชื่อกับบริษัทผู้ผลิตปืน หลังจากเหตุยิงกราดที่โรงเรียนมัธยมรัฐฟลอริดา เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับบริษัทหลายแห่งทั่วอเมริกา ที่ออกมาบอยคอตต์บริษัทที่ทำธุรกิจกับบริษัทผลิตปืนในประเทศ

แบงค์ออฟอเมริกา เลิกให้สินเชื่อ – หยุดให้บริการผู้ผลิตปืนในอเมริกา

ทำไมอเมริกาถึงพิมพ์ดอลล่าได้เอง

เรื่องในตอนนี้ผมจับเนื้อหามาจาก กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นะครับ

อย่างที่อ่านกันไปในตอนที่ 1-3 นายมูกาเบ้ เคยทำยังไงเอาไว้ บุช, โอบาม่าก็กำลังดำเนินรอยตามแบบนั้นเช่นกันครับ หากยังไม่หักดิบเปลี่ยนนโยบาย เส้นทางที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินไปจุดหมายคือ Hyperinflation อย่างแน่นอน

ไม่สำคัญว่า จะเป็น ซิมบับเวียน ดอลลล่าร์ห์ หรือ US ดอลลล่าร์ห์
เมื่อกระทำ“เหตุ” อย่างเดียวกัน ก็ย่อม ให้ “ผล” ที่ไม่ต่างกัน.

ในตอนที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หลายๆ คนหลายๆ สำนักวิเคราะห์กันว่าปัญหาของซับไพรมหรือหนี้ด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ แต่อันที่จริงสาเหตุเศรษฐกิจขาลงทางด้านเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐยังไม่ใช่สาเหตุหลักของหายนะของค่าเงินดอลลาร์ และจุดเริ่มความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจอเมริกันในทศวรรษหน้า

สาเหตุที่แท้จริงคือ การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้เงินตราสกุลอื่น เช่น ยูโรหรือเยน ที่เกิดจากการผลักดันของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา และล่าสุดในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ครั้งที่ 146 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่เมืองอาบูดาบี ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ผ่านมานี้ อิหร่านได้กระโดดเข้ามาผลักดันแนวคิดนี้อย่างจริงจัง โดยเสนอให้ตั้งธนาคารโอเปกขึ้นมา และให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์

ทำไมการเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นการคุกคามเศรษฐกิจอเมริกา

ปีที่แล้วอเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (current account deficit) $811 พันล้านเหรียญ – 8.11 ล้านล้านเหรียญ หรือ 6% ของจีดีพี ตัวเลขนี้ คือ รายจ่ายที่มากกว่ารายรับ

การที่อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถ ขาดดุลชำระเงินและขาดดุลการค้าได้มากขนาดนี้ หรือ เรียกว่า “การขึ้นรถฟรี (free rider)” ก็เพราะได้ใช้อิทธิพลทำข้อตกลงกับกลุ่มประเทศโอเปกเมื่อปี 1971ให้การซื้อขายน้ำมันโลกใช้เงินดอลลาร์เพียงสกุลเดียว

ข้อตกลงนี้ทำให้ทุกประเทศที่บริโภคน้ำมัน ต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อใช้ในการซื้อน้ำมันเข้าประเทศ และการซื้อขายน้ำมันโลกร้อยละ 85 ซื้อขายกันนอกประเทศสหรัฐอเมริกา และหมุนเวียนกันอยู่ภายนอกอเมริกา

ยกตัวอย่างสมมติว่าไทยอยากได้ดอลลล่าร์มาเก็บไว้ ก็เอาข้าวไปให้อเมริกา อเมริกาก็เอาเงินดอลลล่าร์มาให้ไทย เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน บังคลาเทศอยากได้ดอลลล่าร์ ก็เอาเครื่องนุ่งห่มไปให้อเมริกาเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน

ดังนั้นเงินที่ดอลลล่าร์ที่พิมพ์ออกมานี้ก็คือเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือจ่ายหนี้ให้ประเทศที่อเมริกานำเข้าสินค้านั่นเอง มาตรฐานชีวิตคนอเมริกัน จึงสูงที่สุดในโลก เพราะพิมพ์เงินออกมาซื้อฟรี กินฟรีสินค้าจาก ทั่วโลก หรือลงทุนในประเทศอื่นๆเพื่อหากำไร ส่งกลับเข้าประเทศ ประเทศที่ขายสินค้าให้ อเมริกาก็นำเงินดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือนำมาไว้ใช้ซื้อน้ำมันมาบริโภค และเพื่อนำเข้ามาผลิตสินค้าไว้ขายอเมริกาต่อไปเป็นวงจรไป

หรือไม่ก็นำมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน (U.S. Treasury Bonds) ซึ่งก็คือ นำเงินที่ขายสินค้าได้ดุลมาให้อเมริกาที่เป็นผู้บริโภคกู้เพื่อนำมาซื้อสินค้ากลับไปกินไปใช้ใหม่ (recycle)

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด (ตามข้อตกลงของไอเอ็มเอฟ โดยที่ไม่ต้องมีทองคำมาสำรองตามจำนวนที่พิมพ์ออกมา) และไม่ต้องหวั่นว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศ

ตัวเลขในปี 2007 จีน ถือพันธบัตรอเมริกันไว้ทั้งสิ้น 396.7 พันล้านเหรียญ หรือเกือบๆ 4 แสนล้านเหรียญ ส่วนญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ที่สุดของอเมริกา คือ 582.2 พันล้านเหรียญ หรือเกือบ 6 แสนล้านเหรียญ

ประเทศผู้ขายน้ำมันก็นำเงินดอลลาร์มาขาย ในตลาดเงิน – Foreign Exchange Markets (Forex) เช่น ที่ลอนดอน หรือนิวยอร์ก สิงคโปร์ ให้ประเทศที่ต้องการบริโภคน้ำมันซื้อไปเพื่อใช้ซื้อน้ำมันต่อไป

เงินดอลลาร์จึงหมุนเวียนอยู่ภายนอกอเมริกาเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีติดต่อกันมา

แต่วงจรนี้กำลังจะถูกทำให้สะดุด และอเมริกาจะยอมไม่ได้ เพราะว่าถ้าปล่อยให้มันเกิดขึ้น หนี้สินจำนวน 8.11 ล้านล้านเหรียญที่อเมริกาเป็นหนี้ชาวโลก ก็ต้องหามาจ่าย และอเมริกาก็ไม่มีเงินนี้จ่าย นอกจากจะต้องขายทรัพย์สิน หรือบริษัทไปสักครึ่งประเทศ

ประธานาธิบดีซัดดัมแห่งอิรักบังอาจท้าทาย ความเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของอเมริกา โดยขายน้ำมันของตน ด้วยเงินยูโรแทนดอลลาร์ ในปี 2000 และเปลี่ยนเงินสำรองประเทศของตนเป็นยูโรด้วย ทำให้หลายๆ ประเทศ ที่ซื้อน้ำมัน จากอิรักต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

ความต้องการ (demand) ดอลลาร์ในตลาดโลกจึงทยอยลดลง ในปี 2002 เงินดอลลาร์ มีค่าลดลงร้อยละ 18 พอถึงปี 2003 อเมริกา จึงบุกอิรัก โดยอ้างว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ (อิหร่าน อาจจะโดนเช่นเดียวกัน) จากนั้นก็เปลี่ยนการ ซื้อขายน้ำมันของอิรักจากเงินยูโรกลับมาเป็น เงินดอลลาร์ใหม่

อิหร่านเริ่มยุติการซื้อขายน้ำมันของตนจากเงินดอลลาร์มาเป็นเงินยูโรแทนเมื่อปี 2003 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ค่าเงินดอลลาร์ก็ลดลงแล้วถึงร้อยละ 30 ในวันนี้ ตามหลักความต้องการซื้อ (demand) และความต้องการขาย (supply) เมื่อความต้องการซื้อลดลง ราคาของสิ่งนั้นก็ลดตามด้วย

การแก้เกมของอเมริกาคือ การปั่นราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้นเพื่อสร้างความต้องการซื้อดอลลาร์ให้อยู่ในระดับเดิม ทุกวันนี้ราคาน้ำมันจึงพุ่งทะยานขึ้นเกือบแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว

ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล อเมริกาอาจจะตัดสินใจ โจมตีอิหร่านเหมือนเช่นที่ทำกับอิรักด้วยเหตุผลเดียวกันคือ กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยใช้ยุทธวิธี “โจมตีก่อนแล้วพิสูจน์ทีหลัง” (pre-emptive strike )

อย่างไรก็ตามอิหร่านเป็นประเทศใหญ่กว่าอิรักมาก มีประชากรมากกว่า ถ้าอเมริกาโจมตี และเข้ายึดครอง ก็อาจจะเป็นสงครามยืดเยื้อกว่าสงครามอิรัก และอาจจะต้องลงทุนด้วยชีวิต ทหารอเมริกันมากกว่าอิรักอีกหลายเท่า

คนอเมริกันจำนวนมากจึงไม่เห็นด้วย รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ รัฐบาล และสื่อมวลชน ดังนั้นจึงมีรายงานวิจัย เผยแพร่ออกมาว่าอิหร่านได้ยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาแล้วตั้งแต่ปี 2003 เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประธานาธิบดีบุชโจมตีอิหร่านเสียก่อน แล้วพิสูจน์ทีหลัง

ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ก็ยุติการขาย น้ำมันของตนด้วยเงินดอลลาร์ไปแล้ว แต่ขายเป็นเงินยูโรแทน ดังนั้นโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่ากลับมามีอิทธิพลในตลาดเงินโลกเหมือนเดิมจึงมีโอกาสน้อย หรือเป็นไป ไม่ได้เลย

สถานการณ์ข้างต้นเป็นสัญญาณขาลงของอภิมหาอำนาจที่ครองความเป็นเจ้ามาเป็นเวลาเกือบ 60 ปี ซึ่งสั้นกว่ายุคล่าอาณานิคมที่ยาวนานเป็นร้อยปี

ผมย้อนกลับไปข้อความข้างต้นที่ผมจั่วหัวไว้ครับว่า “ไม่สำคัญว่า จะเป็น ซิมบับเวียนดอลลล่าร์ หรือ US ดอลลล่าร์ เมื่อกระทำ“เหตุ” อย่างเดียวกัน ก็ย่อม ให้ “ผล” ที่ไม่ต่างกัน” ครับ

จากเหตุการณ์ที่เล่ามา ย่อมส่งผลถึงประเทศที่ยึดเอาเงินดอลลาร์เป็นพ่อหรือพระเจ้าโดยไม่ยอมเปลี่ยนเงินสำรองของชาติ ไปเป็นเงินสกุลอื่น และทำให้เราพอมองออกว่าทำไมอเมริกาถึงต้องหาเรื่องซัดดัมแห่งอิรัก ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย และกำลังโจมตีอิหร่านในข้อหามีอาวุธนิวเคลียร์

ทำไมอเมริกาถึงพิมพ์ดอลล่าได้เอง

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ

เปิดบัญชีที่อเมริกาต้องทำยังไง ?

สิ่งหนึ่งที่น้องๆ ที่ไปเรียนต่อที่อเมริกา ?? ควรจะทำเป็นลำดับต้นๆ เลยเมื่อไปถึงก็คือการเปิดบัญชีธนาคารค่ะ ? จะเก็บเงินเยอะๆ ไว้กับตัวคงไม่ดีแน่ๆ แล้วจะเปิดบัญชีอะไรยังไง วันนี้พี่ Level Up มีคำแนะนำและข้อมูลเบื้องต้นมาฝากน้องๆ ค่ะ

1. เลือกธนาคาร
อันนี้แล้วแต่น้องๆ เลยค่ะว่าถูกใจธนาคารยี่ห้ออะไร แต่ถ้าจะให้แนะนำคือควรจะเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารที่มีสาขาและตู้ ATM เยอะหน่อย โดยเฉพาะในเมืองที่น้องๆ อยู่ค่ะ ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาที่เราจะเห็นได้บ่อยๆ ก็จะมี Chase, Bank of America, Wells Fargo, Citi ค่ะ

2. ทำความรู้จักกับประเภทบัญชี
ตามปกติแล้ว เราจะเปิดบัญชีพร้อมกัน 2 ประเภทค่ะ คือ Checking กับ Savings บัญชี Checking จะมาพร้อมกับสมุดเช็กและบัตรเดบิต เอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนบัญชี Savings มีไว้เพื่อออมเงินรับดอกเบี้ยค่ะ เราสามารถโอนเงินระหว่าง 2 บัญชีนี้ผ่าน Application บนมือถือของเราได้ค่ะ

3. เตรียมเอกสารสำหรับเปิดบัญชี
เอกสารที่ใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารสำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเราๆ ก็จะมี Passport, I-20, ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์, เงินขั้นต่ำสำหรับการเปิดบัญชีค่ะ (ประมาณ $25-100 แล้วแต่ธนาคาร)

7 ธนาคารที่ดีที่สุดในอเมริกาสำหรับปีพ. ศ. 2561

7 ธนาคารที่ดีที่สุดในอเมริกาสำหรับปีพ. ศ. 2561

ทุกคนต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อสะสมเงินแทนการฝังไว้ในสนามหลังบ้าน (หรือแย่กว่านั้นภายใต้ที่นอนของคุณ)

หากคุณกำลังมองหาธนาคารใหม่คุณมีตัวเลือกมากมายให้เลือก แต่ทุกปีดูเหมือนว่าธนาคารอื่น ๆ ที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น

และเรารู้ทุกธนาคารแตกต่างกัน พวกเขาทั้งหมดจะมีตัวเลือกบัญชีผลิตภัณฑ์ทางการเงินและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน

คุณเลือกใคร? ขอแบ่งมันทิ้ง

รายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดแห่งชาติในปี 2561

  1. การไล่ล่า
  2. ธนาคารซิตี้แบงก์
  3. BBVA
  4. PNC
  5. ธนาคารแห่งอเมริกา
  6. ธนาคาร TD
  7. Wells Fargo

มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้าสู่การสร้างรายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดเช่นจำนวนสาขาค่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินการบริการลูกค้าอัตราดอกเบี้ยและอื่น ๆ อีกมากมาย

ข้อควรระวังสำคัญประการหนึ่งในการทำความเข้าใจในขณะที่คุณกำลังดูรายการของฉันอยู่ธนาคารเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณและเงินของคุณ

การไล่ล่า

เหตุผลในการเลือก Chase เป็นที่ชัดเจน: โบนัส!

Chase เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโดยขึ้นอยู่กับขนาดของสินทรัพย์ วิธีหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากคือการเสนอโบนัสสมัครสมาชิก

หากคุณตัดสินใจที่จะเปิดบัญชีเช็คอินใหม่ที่ Chase คุณจะได้รับเงินสูงสุด 200 เหรียญ ด้วยบัญชีออมทรัพย์คุณจะได้รับเงิน 150 เหรียญ

การมีคุณสมบัติสำหรับโบนัสเป็นเรื่องง่าย สิ่งที่คุณต้องทำคือการตั้งค่า a Chase Checking ทั้งหมด บัญชีและตั้งค่าเงินฝากโดยตรง สำหรับ Chase Savings บัญชีฝากเงิน $ 10,000 – ภายใน 20 วันทำการ – และรักษาความสมดุลเป็นเวลา 90 วันแล้วคุณจะได้รับเช็คโบนัส $ 150

ธนาคารซิตี้แบงก์

แตกต่างจากธนาคารอื่น ๆ ในรายการของเรา Citi มีเฉพาะเจาะจงที่พวกเขาเชี่ยวชาญ Citibank เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคนที่มี บัญชีเงินลงทุนขนาดใหญ่, เงินออมจำนวนมากหรือมีเงินกู้หรือบัตรเครดิตผ่าน Citi แล้ว

เช่นเดียวกับ Chase Citi ให้โบนัสสำหรับการเปิดบัญชี แต่มีข้อกำหนดที่สูงส่งบางอย่างที่คุณต้องเจอก่อน

หากคุณต้องการได้รับโบนัส $ 300 คุณต้องวางเงินมัดจำอย่างน้อย 15,000 เหรียญในแพคเกจ Citibank Account หรือคุณจะได้รับเงิน 500 เหรียญโดยการใส่อย่างน้อย 50,000 เหรียญใน แพคเกจ Citi Priority Account.

ยิ่งคุณใช้บัตรเครดิตและบริการ Citi มากเท่าไหร่คุณก็จะได้รับ ThankYou Points. นี่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรางวัลของพวกเขาและคุณสามารถใช้คะแนนเหล่านี้แลกรับบัตรของขวัญซื้อแลกรับเที่ยวบินและอื่น ๆ อีกมากมาย

หากคุณมี Citi ThankYou Premier Card หรือ Citi Prestige Card คะแนนของคุณจะคุ้มค่ามากขึ้น

BBVA

BBVA Compass Bank ไม่ใช่ธนาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในบัญชีของเรา แต่คุณไม่ควรนับไว้ในการค้นหา เหตุผลหนึ่งที่ฉันใส่ไว้ในรายการนี้เป็นเพราะบัญชีเช็คฟรีและซีดีของพวกเขา

BBVA Compass มีซีดี 12 เดือนซึ่งมี APY 1.25% ในขณะนี้ซึ่งเป็นหนึ่งใน APY ที่สูงที่สุดที่คุณจะพบ บัญชีตรวจสอบฟรีของพวกเขามีค่าธรรมเนียม $ 25 เพื่อเปิด แต่พวกเขาได้เขียนเช็คไม่ จำกัด การเข้าถึง ATM และเงินฝากเช็คออนไลน์และมือถือ

หนึ่งประโยชน์เพิ่มเติมของ BBVA คือคุณสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ธนาคาร PNC

เครื่องมือทางการเงินของ PNC ได้ทำให้เป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศ

PNC มีเครื่องมือที่ดีที่พวกเขาเรียก กระเป๋าสตางค์เสมือนจริงและเป็นหนึ่งในเครื่องมือการธนาคารที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ด้วยกระเป๋าสตางค์เสมือนคุณจะได้รับประโยชน์มากมายเช่นมีบัญชีแยกออกเป็นสามประเภท:

  • ใช้จ่าย
  • สำรอง
  • การเจริญเติบโต

เครื่องมือนี้สามารถให้มุมมองที่ไม่ซ้ำกันของเงินของคุณและช่วยให้คุณเข้าใจการเงินของคุณ

เงินในส่วนสำรองสามารถนำมาใช้เพื่อการออมระยะสั้นและมีการคุ้มครองเงินเบิกเกินบัญชีฟรี ประเภทการเติบโตจะใช้สำหรับการออมที่มีขนาดใหญ่ กับ กระเป๋าสตางค์เสมือนจริงนอกจากนี้คุณยังจะสามารถสร้างงบประมาณใช้ประโยชน์จากปฏิทินการเรียกเก็บเงินและอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งหนึ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ PNC คือพวกเขามีค่าบริการรายเดือน 7 เหรียญที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หากคุณมีการใช้จ่ายและการสำรองรวม 500 เหรียญหรือคุณมีเงินฝากโดยตรงกับหมวดการใช้จ่ายของคุณทุกเดือนอย่างน้อย $ 500

ธนาคารแห่งอเมริกา

ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในรายการของเรา Bank of America มีสาขาประมาณ 4,500 สาขาทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งหมายความว่าโดยไม่คำนึงว่าคุณอาศัยอยู่ที่ไหนมีสถานที่ใกล้เคียงกับ Bank of America

เหตุผลที่พวกเขาทำมันในรายชื่อของฉันเป็นเพราะการบริการลูกค้าของพวกเขา พวกเขามีศูนย์บริการที่เปิดทุกวันทำงานตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 11.00 น. และในวันหยุดสุดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 8 ไม่เพียง แต่คุณสามารถโทรหาได้หากมีคำถามใด ๆ แต่คุณสามารถติดต่อกับพวกเขาผ่านทาง Twitter หรือผ่านการแชททางออนไลน์

ถ้าคุณต้องการให้ธนาคารที่มีอยู่เสมอ (และมีตู้เอทีเอ็มจำนวนมาก) ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นทางเลือกที่ดี

ธนาคาร TD

หากคุณต้องการตรวจสอบบัญชีที่เรียบง่ายและการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมแล้ว TD ธนาคารเป็นสถานที่ที่จะไป

พวกเขามีบัญชีการตรวจสอบหลักสามประเภทที่คุณสามารถเลือกได้ TD Simple ของพวกเขาคือสิ่งที่มันเสียงเหมือนบัญชีตรวจสอบง่ายที่มียอดเงินขั้นต่ำไม่ TD Premier ของพวกเขาคือบัญชีที่ได้รับดอกเบี้ยถ้าคุณมียอดคงเหลือมากกว่า 2,500 เหรียญ

หนึ่งในประโยชน์ที่ไม่ซ้ำกันของธนาคาร TD สำหรับผู้ที่ การท่องเที่ยว.

TD Bank ไม่มีค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตต่างประเทศ นอกจากนี้หากคุณเดินทางไปยังแคนาดาบ่อยๆคุณสามารถใช้ TD Canada Trust ตู้เอทีเอ็มไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

หากคุณกำลังเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อความเพลิดเพลิน TD Bank จะเป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Wells Fargo

มีหลายสิ่งพิมพ์หรือองค์กรถือว่า Wells Fargo เป็น “Best Bank” ในความเป็นจริงพวกเขาได้รับรางวัลการสำรวจธนาคารที่ดีที่สุดของ GOBankinRates เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน พวกเขาได้รับรอบกว่า 150 ปีซึ่งหมายความว่าพวกเขามีเวลาที่จะสมบูรณ์แบบธุรกิจของพวกเขา

หนึ่งในพื้นที่ Wells Fargo ส่องเป็นของพวกเขา ค่าธรรมเนียมและยอดคงเหลือ.

ในการเปิดบัญชีคุณจะต้องฝากเงินครั้งแรกเพียง $ 25 หรือ $ 50 ค่าธรรมเนียมรายเดือนของพวกเขามีเพียง $ 5 (แต่บางบัญชีมีอัตราที่สูงกว่าที่ $ 30 แต่เป็นบัญชีที่สูงกว่า)

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแล้วเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คนจำนวนมากรักเวลส์ฟาร์โกเป็นเพราะมีตู้เอทีเอ็มและสถานที่ตั้งที่พวกเขามีอยู่

มีตู้เอทีเอ็ม 12,000 ตู้ทั่วสหรัฐอเมริกาและกว่า 6,500 สาขาที่คุณสามารถเดินเข้าไปได้ นี่เป็นอะไรที่มากกว่าทุกธนาคารแห่งชาติอื่น ๆ

หากคุณต้องการสถานที่และจุดเชื่อมต่อมากที่สุดให้ไปที่ Wells Fargo

เกียรติยศ

ธนาคารไม่กี่แห่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อธนาคารแห่งชาติที่ดีที่สุดของเราสำหรับปีนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่ควรได้รับการพิจารณา

ต่อไปนี้เป็นหมวดหมู่ทั่วไปบางส่วนของลูกค้าที่กำลังมองหาธนาคารใหม่และธนาคารที่อาจตอบสนองความต้องการ ธนาคารบางแห่งมีช่องทางที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าช่องอื่น ๆ และฉันต้องการเน้นประเภทดังกล่าวโดยเฉพาะ

ธนาคารออนไลน์ที่ดีที่สุด

AllyBank

เนื่องจากการโฆษณาล่าสุดของพวกเขาผลักดันคุณอาจเคยได้ยินจากธนาคาร Ally แต่คุณอาจไม่ทราบว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในธนาคารทางอินเทอร์เน็ตที่ดีที่สุดในตลาด

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นกว่าการแข่งขัน แต่สำคัญที่สุดคืออัตราของพวกเขา

คุณจะไม่ถูกปล้นโดยใช้ตัวเลือกบัญชี ในความเป็นจริงพวกเขามีเพียงสามตัวเลือกบัญชีให้เลือก:

  1. การตรวจสอบดอกเบี้ยที่น่าสนใจ
  2. เงินฝากออมทรัพย์ออนไลน์ของ Ally
  3. ตลาดเงิน Ally

ชื่อสวยด้วยตัวเอง

กับพวกเขา การตรวจสอบดอกเบี้ย บัญชีคุณจะได้รับ APY จากที่ใดก็ได้จาก 0.10% – 0.2% ซึ่งสูงกว่าธนาคารแบบดั้งเดิมมาก (เพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดคุณต้องมียอดเงินไม่น้อยกว่า 15,000 เหรียญ)

หนึ่งในผลประโยชน์อื่น ๆ ของบัญชีตรวจสอบของพวกเขาคือคุณสามารถได้รับการชำระเงินคืนสำหรับค่าธรรมเนียม ATM ที่ไม่ใช่เครือข่ายได้ถึง $ 10 ทุกเดือน

บัญชีออมทรัพย์ออนไลน์ของพวกเขามี APY 1.25% (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศ ไม่เพียง แต่คุณสามารถหารายได้เพิ่มเติมด้วยเงินออมของคุณเท่านั้น แต่คุณจะไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือนใด ๆ และไม่มีการเปิดบัญชีขั้นต่ำ

ตราบเท่าที่คุณไม่รังเกียจที่จะไม่มีสาขาทางกายภาพใด ๆ เข้าร่วมประชุมหรือต้องพบปะสังสรรค์กัน Ally เป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการช็อปปิ้งรอบ ๆ ธนาคารใหม่

ธนาคารเพื่อการลงทุนที่ดีที่สุด

EverBank

บางคนต้องการมากขึ้นจากธนาคารของพวกเขามากกว่าเพียงแค่สถานที่เพื่อซ่อนเงิน ถ้าคุณต้องการ ลงทุน บางส่วนของเงินในธนาคารของคุณ EverBank ได้รับคุณครอบคลุม พวกเขามีอัตราซีดีที่ดีที่สุดในตลาด

พวกเขามีซีดีอื่นสามแผ่นซีดี Basic ซีดี Bump Rate และแผ่นดิสก์ของ Yield Pledge

แต่ละคนมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในลักษณะที่ใช้งานและผลประโยชน์ของพวกเขา ซีดีขั้นพื้นฐานของพวกเขาสามารถเปิดได้ด้วยเงิน 1,000 เหรียญในขณะที่ CD พรีเมียร์มัดจำนำต้องมีเงินมัดจำเริ่มต้น 5,000 เหรียญ

ธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน

SunTrust

มีหลายธนาคารออกมีการเสนอบัญชีนักเรียน แต่พวกเขาจะไม่สร้างขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน

SunTrust มีบัญชีที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน ตราบเท่าที่คุณเป็นนักเรียนมัธยมปลาย (หรือบุตรหลานของคุณ) แล้วคุณจะไม่เสียค่าบริการรายเดือนใด ๆ

บัญชีเหล่านี้นำเสนอบริการธนาคารทางออนไลน์ที่มีการเรียกเก็บเงินการเรียกเก็บเงินธนาคารผ่านมือถือการแจ้งเตือนยอดคงเหลือในบัญชีและอื่น ๆ อีกมากมาย

นักเรียนมักจะวิ่งและบัญชีนี้เข้าใจ SunTrust ช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการธนาคาร

ธนาคารไหนดีที่สุดสำหรับคุณ?

ทุกคนต่างกันและทุกคนต่างมีความต้องการด้านการธนาคาร

ฉันไม่สามารถพูดได้ว่า 7 ธนาคารเหล่านี้ (รวมทั้งบางส่วน) จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ แต่ก็เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้น มีธนาคารนับพันแห่งออกไปที่นั่นและหวังว่าการวิจัยของฉันจะทำให้คุณมีสถานที่เริ่มต้นของคุณ

7 ธนาคารที่ดีที่สุดในอเมริกาสำหรับปีพ. ศ. 2561

โอนเงินกลับไทยจากอเมริกาเข้า ธนาคารกรุงเทพ ผ่าน Online Banking

ibanking

สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าธรรมเนียม ประหยัดเวลา  ทุกเดือนผมใช้บริการอยู่ ก็ถือว่าถูกสุดแล้วนะครับ เรทค่าเงินก็จะได้ตามแบงค์กรุงเทพ ณ วันที่โอนเข้าไทยเรียบร้อย

** มี Bank Account ของธนาคารอะไรก็ได้ในอเมริกา U.S. มี Online Banking หรือมีบัญชี Paypal **
** มี บัญชีธนาคารกรุงเทพ เป็นชื่อบัญชีตัวเอง หรือ บัญชีบุคคลอื่น ที่ไทย **

หลักการของระบบคือ เราโอนเงินออกจากธนาคารอเมริกา เข้าธนาคารกรุงเทพ สาขา นิวยอร์ก หลังจากนั้น ธนาคารกรุงเทพ สาขา นิวยอร์ก จะโอนเข้าไปเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพ ในประเทศไทย

** ไม่ต้อง ไปเปิดบัญชีที่สาขานิวยอร์ก**

จาก ประสบการณ์ผม ใช้ Bank of America ระบบค่อนข้างดี โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นได้

แค่ยืนยันรหัส SMS ในระบบ ก็โอนให้บุคคลอื่นของธนาคารกรุงเทพในไทยได้ ไม่ต้องมีการยืนยันเจ้าของบัญชีปลายทาง ส่วนธนาคารอื่นในอเมริกาผมไม่มี จึงไม่ยืนยันว่าสามารถทำได้ทุกธนาคารหรือไม่ แต่ถ้ามีเมนูโอนให้บุคคลอื่นภายในอเมริกา ก็โอนให้บุคคลอื่นได้ครับ

ประสบการณ์การใช้งาน Bank Of America และ ถอนเงินจาก Paypal

ผม ขอยกตัวอย่าง Bank Of America ที่ผมใช้งานอยู่ จะใช้วิธีตรวจสอบเจ้าของบัญชี โดยกรอกยืนยันรหัสที่รับทางมือถือ ด้วยการลงทะเบียนเบอร์มือถือไว้ ยืนยันด้วยรหัส SMS ทุกครั้งเวลาทำการโอนเงิน หรือ เพิ่มบัญชีธนาคารปลายทางที่จะโอนเงินไป

เอารูปตัวอย่างหน้าจอมาให้ดู จะได้เข้าใจง่าย ๆ ซึ่งแบงค์อื่นใน U.S. ก็จะคล้าย ๆ กัน ประมาณนี้ครับ

โอนเงินกลับไทยจากอเมริกาเข้า ธนาคารกรุงเทพ ผ่าน Online Banking

แบงค์ในอเมริกา

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา  หลายคนอาจเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ถ้ายังไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้” ใช่ไหมล่ะคะ? แต่สำหรับตัวของน้ำตาลเองนั้นกลับเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ฉันหาแทบตายกลับไม่เคยพอใช้!!” เสียมากกว่า ซึ่งที่มันไม่เคยพอใช้นั่นอาจเป็นเพราะน้ำตาลยังไม่รู้จักการจัดการและการอดออมที่ถูกต้อง เลยโดนสิ่งยั่วยุเข้ามาปอกลอกเงินทองอันน้อยนิดที่กว่าจะหามาได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อต้องมาอาศัยชายคาประเทศสหรัฐอเมริกา

ในบทความนี้เลยอยากจะเล่าถึงประสบการณ์การเปิดบัญชีธนาคารที่อเมริกาให้เพื่อนๆได้ทราบกันค่ะ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารให้มากเท่าที่จะมากได้ย่อมเป็นอีกทางเลือกในการออมที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้กับตัวที่แน่นอนว่ากิเลสมาเมื่อไหร่เงินจ๋าก็จะบ๊ายบายออกจากกระเป๋าของเราไปอย่างง่ายดายทันที

เมื่อมีโอกาสได้มาใช้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาน้ำตาลก็ได้เปิดบัญชีธนาคารกับสองสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ซึ่งทั้งสองแห่งนั้นก็คือ The Capitol One Bank กับ Bank of America ค่ะ แต่น้ำตาลไม่ได้เปิดบัญชีกับทั้งสองธนาคารพร้อมกันหรอกนะคะเพราะไม่ได้มีเงินเหลือเก็บขนาดนั้น โดยน้ำตาลได้เปิดบัญชีกับทาง The Capitol One Bank ก่อนค่ะ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2012

ในขณะนั้นน้ำตาลเดินทางมาประเทศหสหรัฐอเมริกาด้วย J-1 Visa ในฐานะ Aupair ค่ะ ดังนั้นตอนที่ไปเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกโฮสแฟมิลี่หรือครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วยจึงเป็นคนพาเราไป ความจริงก็ไปทำเองคนเดียวได้เลยนะคะแต่เป็นเพราะว่าภาษาของน้ำตาลยังไม่ดีพอเลยกลัวว่าจะคุยกับเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารไม่รู้เรื่องน่ะ แหะๆ -..-

เมื่อไปถึงธนาคาร The Capitol One เราก็ต้องไปลงชื่อต่อคิวที่สมุดคิวลูกค้าของธนาคารกันก่อน สิ่งที่ต้องเขียนก็แค่ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เท่านั้นค่ะ จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารมาเรียกตัวเราเข้าไปคุยด้วย จำได้เลยว่าในครั้งนั้นถ้าในธนาคารไม่เหลือแค่น้ำตาลกับโฮสที่เป็นลูกค้าคนสุดท้ายก่อนธนาคารจะปิด น้ำตาลก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะว่าเจ้าหน้าที่เขาเรียกชื่อใคร

เจ้าหน้าที่เขาจะเข้ามาทักทายและแนะนำตัวกับเราก่อนค่ะ จากนั้นก็จะถามเราว่าเราต้องการมาทำอะไร จับไม้จับมือคุยเล่นคุยหัวกันพอประมาณ ก่อนที่เขาจะเชิญเราเข้าไปนั่งที่เคาท์เตอร์ทำงานของเขา ในวันนั้นเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงชาวอินเดียค่ะ เขาได้ถามน้ำตาลว่าจะเปิดบัญชีอะไร Saving Account หรือ Checking Account ซึ่งน้ำตาลเลือกเปิดบัญชีแบบ Checking Account ค่ะ

Checking Account เป็นบัญชีสำหรับกรณีฝากหรือถอนบ่อย ในระหว่างเปิดบัญชี Checking Account เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะถามเราด้วยว่าเราต้องการ Bank Card (Debit Card หรือ Check Card) หรือไม่

โดย Bank Card นี้จะทำหน้าที่เหมือนกับบัตร ATM บวกกับ Debit Card ของบ้านเราคือใช้เบิกเงินสดจากตู้ ATM และใช้แทนเช็คเงินสด โดยทุกครั้งที่รูดบัตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีโดยตรงเป็นจำนวนเงินเท่านั้นและจะมีสมุด check ให้ด้วยซึ่งเช็คนี้จะนำไว้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องส่งทางไปรณีย์ (ส่วนมากพวกสาธารณูบริโภค น้ำ ไฟฟ้า อินเตอร์เนท หรือ เคเบิลทีวี) และบัญชี Checking นี้จะไม่มีดอกเบี้ยแต่มีไว้เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายต่างๆ

 ส่วน Saving Account เป็นบัญชีซึ่งมีไว้สำหรับเก็บเงินจำนวนมากและมีดอกเบี้ยให้ แต่ห้ามถอนก่อนถึงครบกำหนดมิฉะนั้นอาจไม่รับดอกเบี้ย ถ้ามีบัญชีนี้ต้องหมุนเงินให้เป็นนะคะถึงจะมีประโยชน์

เอกสารที่ใช้สำหรับการเปิด Checking Account ของ The Capitol One Bank ที่น้ำตาลเตรียมไปด้วยก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number ใบ I-94 ของ J-1 Visa และจดหมายจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่น่าเชื่อถือซึ่งส่งมาถึงเราตามที่อยู่ที่เราอ้างว่าเราพักอาศัยอยู่เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราอาศัยอยู่ที่นั่นจริง (โดยเอกสารอันนี้ตอนนั้นน้ำตาลใช้จดหมายของ Aupair in America ที่ส่งมายินดีต้อนรับเราค่ะ แต่คนอื่นจะใช้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์หรือจดหมายอื่นๆก็ได้ไม่ว่ากัน) เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้วเขาก็มีลาย Debit Card ให้เลือกด้วยนะคะว่าเราอยากได้ลายแบบไหนเราก็แค่เลือกลายที่ชอบไปแล้วเดี๋ยวพอดำเนินเรื่องต่างๆเสร็จเจ้าหน้าที่จึงจะส่งบัตรของเรามาให้ที่บ้านภายหลังค่ะ

หลังจากจบโครงการออแพร์ไปแล้วน้ำตาลก็ได้มีโอกาสกลับมาประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งด้วยวีซ่านักเรียนคราวนี้เลยได้มีโอกาสเปิดบัญชีใหม่กับธนาคาร Bank of America ค่ะ โดยเอกสารต่างๆที่ใช้เปิดบัญชีก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number และใบI-20 แต่เอกสารยืนยันที่อยู่นั้นไม่ได้ใช้ค่ะ แค่บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าบ้านเราอยู่ไหนเขาก็จะคีย์ข้อมูลลงคอมให้เลย สำหรับการเปปิดบัญชีที่ Bank of America นี้ น้ำตาลก็เปิดแบบ Checking Account อีกค่ะ เพราะสะดวกสบายต่อการฝากและถอนเงินมากกว่าแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การทำบัตร Credit Card ค่ะ

คือนอกจากน้ำตาลจะมีบัตร Debit Card ไว้รูดใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของเราแล้ว ในปีนี้น้ำตาลอยากฝึกสะสมเครดิตสกอร์เผื่อไว้ใช้ในอนาคตด้วย เพราะน้ำตาลไม่เคยมีบัตรเครดิตส่วนตัวมาก่อนที่เคยใช้ก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่ คราวนี้เลยอยากฝึกรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะคนอเมริกันเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับคนที่มีเครดิตสกอร์ดี ซึ่งเมื่อเวลาจะทำธุรกรรมอะไรคนมีเครดิตสกอร์ดีก็มักจะได้รับการอนุมัติอะไรต่างๆได้ง่ายกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการเงินตราและการใช้ชีวิตของเราเอง ก็คงต้องลองก่อนล่ะค่ะถ้าน้ำตาลคิดว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากพอที่จะใช้มันเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะปิดหรือยกเลิกมันไป การทำบัตรเครดิตของ Bank of America ก็มีให้เลือกหลายแบบค่ะ ซึ่งที่น้ำตาลเลือกทำไปก็เป็นแบบ Cash Rewards Credit Card for Students โดยต้องวางเงินประกันขั้นต่ำที่ $300 ใน 1 ปีแรกโดยเราจะถอนออกมาใช้จ่ายไม่ได้ พอครบปีเขาถึงจะคืนให้หรือตัดสินใจให้วงเงินในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งก็แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละบุคคล

อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวน้ำตาลเองที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆธรรมดาทั่วไปแต่พอได้มองย้อนกลับไปมันก็ทำให้เราเห็นตัวเองจากในอดีตที่ยังอ่อนเดียงสาจนเติบโตขึ้นมาและสามารถจัดการกับอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองได้ ท้ายสุดนี้อยากฝากเพื่อนๆไว้ว่าอย่ากลัวที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไร แม้จะผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ในภายภาคหน้าคุณก็จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและหรืออะไรที่ไม่ควรทำ