Post title marquee scroll

การเปิดบัญชีในอเมริกา

 หนึ่งในเรื่องสำคัญสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ ก็คือ การตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารในประเทศที่คุณไป โดยเฉพาะกับนักเรียนต่างชาติ  ที่แต่ละประเทศก็ย่อมมีวิธีการและกฎระเบียบในเรื่องการเปิดบัญชีที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงในอเมริกาด้วย  ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากในการเข้าใจถึงข้อกำหนดและวิธีการสำหรับการเปิดบัญชีสำหรับนักเรียนต่างชาติ  นอกจากนี้ คุณยังไม่สามารถเปิดบัญชีแบบออนไลน์ได้อีกด้วย  เพราะฉะนั้นแล้วในวันนี้ฮอทคอร์สจะมาพูดถึงกระบวนการนี้ให้ทราบกันค่ะว่าเป็นอย่างไร

เริ่มต้นอย่างไร

  วิธีการเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกาที่ดีที่สุด คือ เปิดกับธนาคารท้องถิ่นและนัดวันเวลาเพื่อเข้าไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง  ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือด้านการเงินของทุกมหาวิทยาลัยจะมีแผ่นพับและข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารท้องถิ่นอยู่แล้ว ดังนั้น คุณควรอ่านรายละเอียดก่อนการตัดสินใจ  โดยประเภทของบัญชีสำหรับนักเรียนนั้นจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ แบบกระแสรายวันและแบบออมทรัพย์ โดยแบบกระแสรายวันนั้นคุณสามารถที่จะฝากและถอนได้ ในขณะที่แบบออมทรัพย์นั้นหมายถึงการ “ฝาก”เงินเพื่อสร้างดอกเบี้ย 

  ธนาคารใหญ่ที่สุดในอเมริกาสี่แห่ง คือ Bank of America, J.P. Morgan Chase (รู้จักกันในชื่อ Chase), Citigroup และ Wells Fargo & Company  โดยการเปิดบัญชีกับธนาคารใหญ่ๆนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะธนาคารเหล่านี้มักจะมีธนาคารลูกหรือธนาคารในเครืออยู่ในประเทศของคุณด้วย เช่น Bank of America เป็นเครือเดียวกับ Barclays  คุณจึงสามารถใช้บัตรของ Barclays ได้กับตู้ ATM ของ Bank of America ทุกตู้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการถอน, การแลกสกุลเงินหรือค่าธรรมเนียมระหว่างประเทศ เป็นต้น   

  แต่ถึงอย่างไร การเปิดบัญชีธนาคารไม่จำเป็นต้องมีกันทุกคน  แต่มันจำเรื่องดีกว่าถ้าคุณทำงานในระหว่างที่เรียน เพราะการที่คุณจะได้ค่าจ้างหรือค่าตอบแทน คุณจำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร เพื่อให้คุณสามารถโอนเงินได้ นอกจากนี้มันยังเป็นการสะดวกกว่าเมื่อคุณต้องการจับจ่ายซื้อของอะไรก็ตามระหว่างที่คุณอยู่ในต่างประเทศ

เอกสารที่ต้องใช้

  เมื่อคุณนัดวันเวลาในการทำธุรกรรมเปิดบัญชีกับธนาคารได้แล้ว เอกสารที่คุณต้องเตรียมในวันนั้นมีมากมาย แตกต่างกันไปในแต่มลรัฐ แต่โดยมากธนาคารจะบอกคุณเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งเอกสารทั่วไปก็คือที่มักต้องใช้ คือ พาสปอร์ต, ใบรับรองการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย, เงินสดขึ้นต่ำที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชี (ส่วนมากคือ ตั้งแต่ 10-100 เหรียญ) , ใบสำคัญที่ใช้แสดงตัวอื่นๆ (เช่นใบขับขี่,บัตรนักเรียน), วีซ่าประเภท I-20 or I-94 และเลขประกันสังคม โดยสาเหตุที่ต้องใช้เลขประกันสังคม เพราะอเมริกาต้องการที่จะนำไปใช้ในการหักภาษีเงินได้สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ทำงานในระหว่างเรียน  ซึ่งคุณสามารถขอเลขประกันสังคมแบบชั่วคราวได้เพื่อการนี้

ถ้าคุณเกิดข้อสงสัย

  เมื่อคุณไปถามใครก็ตาม คุณมักจะได้คำตอบว่า ถ้าคุณสงสัยอะไรก็ให้ไปถามศูนย์ช่วยเหลือด้านการเงินในมหาวิทยาลัยหรือศูนย์ช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ เพราะศูนย์เหล่านี้จะมีข้อมูลเหล่านี้ให้  แต่ความวุ่นวายของการจัดการการเงินนั้นเป็นสิ่งที่นักเรียนส่วนมากโดยเฉพาะนักเรียนต่างชาตินั้นไม่สามารถจัดการเองได้  ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณเปิดบัญชีธนาคาร  เพื่อลดความยุ่งยากเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตรา, การหักภาษีหรือแม้แต่การเก็บเงิน เพราะการเปิดบัญชีเป็นการรวมธุรกรรมทั้งหมดไว้ในที่เดียว คุณสามารถโอนเงิน, จ่ายเงินด้วยบัตรหรือแม้แต่ตรวจดูเงินของคุณผ่านเว็บไซต์

  อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่จะดูว่าธนาคารแห่งไหนเป็นอย่างไร  เพราะเป็นการยากมากที่จะหาธนาคารในอเมริกาที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนในการรักษาสถานภาพบัญชี ซึ่งปกติจะเก็บอยู่ที่ 5-10 เหรียญต่อเดือน  แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ถ้าคุณมีเงินอยู่ในบัญชีนั้นไม่ต่ำกว่าที่ธนาคารกำหนดไว้

ธนาคารในสหรัฐอเมริกา

ธนาคารในสหรัฐอเมริกามีหลายธนาคาร เช่น Bank of America, US Bank, Well Fargos และอื่นๆ ฯลฯ ในแต่ละรัฐจะมีทั้งธนาคารใหญ่ๆ และธนาคารท้องถิ่นที่ชื่อของธนาคารอาจไม่คุ้นหูนักศึกษา ในวันปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ International Student Officer ประจำมหาวิทยาลัยนั้นๆ จะแจกเอกสารหรือคู่มือที่นักศึกษาควรทราบ ซึ่งภายในเนื้อเรื่อง จะมีการกล่าวถึงธนาคารที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานศึกษานั้นๆด้วย อนึ่งในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนภายใต้หัวข้อ International Student Office นักศึกษาก็สามารถเข้าไปค้นหา ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเงินการธนาคารได้ ก่อนเดินทางไปฟังปฐมนิเทศก์ที่มหาวิทยาลัย
อนึ่ง นักเรียนนักศึกษาไม่สามารถเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์ของคนไทยที่ไปตั้งสาขาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หากมีข้อสงสัย โปรดสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่นักศึกษาสนใจ และทราบว่ามีสาขาของธนาคารแห่งนั้นตั้งอยู่ในต่างประเทศ โดยอาจสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้านต่างประเทศของธนาคารแห่งนั้นๆ

หลักเกณฑ์การเลือกเปิดบัญชีธนาคารเวลาไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา

  1. เลือกธนาคารที่ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ที่เรากำลังศึกษาอยู่ หรือ ใกล้กับหอพัก เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แม้บางเมืองที่ไปศึกษาต่อจะไม่มีชื่่อธนาคารใหญ่ๆที่เราคุ้นหู นักศึกษาก็จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคารท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆนั้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน หรือถอนเงิน

ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นแล้วว่า เว็บไซต์ของสถานศึกษาที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนในหน้าที่เกี่ยวข้องกับ International Student Office จะแจ้งรายชื่อธนาคารที่อยู่ในละแวกเดียวกับที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่ บางสถานศึกษาจะมีธนาคารตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักศึกษาไม่ต้องกังวลในเรื่อง 1. จะเปิดบัญชีกับธนาคารชื่ออะไรดี 2. การเปิดบัญชีธนาคารจะยุ่งยากไหม ให้สังเกตว่า ในรายการปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ ( Orientation) หัวข้อประกอบการบรรยายทุกครั้ง คือ การแนะนำการเปิดบัชีกับธนาคาร ในวันปฐมนิเทศก์ยังจะมีตัวแทนจากธนาคารต่างๆที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับมหาวิทยาลัยเข้ามาทำการประชาสัมพันธ์และอธิบายวิธีการเปิดบัญชีธนาคาร พร้อมทั้งมีของชำร่วย และทางเลือกของการใช้เครื่องมือทางการเงินอีกมากมายไว้ให้ผู้เปิดบัญชีใหม่ด้วย

  1. นักศึกษาควรสอบถามเพิ่มเติม ถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อใช้เปรียบเทียบในการเลือกธนาคาร
  2. ธนาคารบางแห่งมีข้อเสนอพิเศษ ที่เพิ่มแรงจูงใจให้นักศึกษาอยากฝากเงินที่ธนาคารนั้นๆ เช่น มีสมุดเขียนเช็คแจกฟรี ในการเปิดบัญชี Checking account ครั้งแรก
  3. นักศึกษาบางท่านมีความละเอียดรอบคอบ ที่จะถามเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนล่วงหน้า ในเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้าบัตรเดบิตของธนาคารในสหรัฐฯ, ค่าธรรมเนียมการซื้อสมุดเช็ค, ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน, ระยะเวลาที่ใช้ในการรับเงินโอนจากประเทศไทย, บริการเสริมพิเศษที่ธนาคารแห่งนั้นมี แต่ธนาคารอื่นอาจไม่มี เป็นต้น ข้อมูลที่นักศึกษาได้รับจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในการเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารว่า ควรเลือกธนาคารแห่งใดดี

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษตอนปลายให้รู้จักการใช้ธนาคารและบริการทางการเงิน มีวิดีโอที่นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเองก่อนเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ยกตัวอย่างวิดีโอเกี่ยวกับการเงินและการธนาคารที่น่าสนใจชุดหนึ่ง เป็นชุดวิดีโอที่ผลิตโดย Ram Institute for High School Education นักศึกษาที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐฯควรซ้อมฟังวิดีโอชุดดังกล่าวเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษและวิธีการไปติดต่อทำธุรกรรมกับธนาคาร วิดีโอชุดดังกล่าวสามารถหาดูได้ใน YouTube

ท้ายเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างรายชื่อเว็บไซต์ของธนาคารใหญ่ๆ ในสหรัฐซึ่งนักศึกษา สามารถเข้าไปศึกษาก่อนล่วงหน้าเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา เช่น วิธีการฝากและถอนเงิน ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า ก่อนที่นักศึกษาจะได้รับเงินที่ส่งไปจากประเทศไทย นักศึกษาจะต้องถูกหักค่าโอนเงินจากธนาคารในสหรัฐอเมริกาด้วย

ธนาคารในสหรัฐอเมริกา

ธนาคารในสหรัฐอเมริกามีหลายธนาคาร เช่น Bank of America, US Bank, Well Fargos และอื่นๆ ฯลฯ ในแต่ละรัฐจะมีทั้งธนาคารใหญ่ๆ และธนาคารท้องถิ่นที่ชื่อของธนาคารอาจไม่คุ้นหูนักศึกษา ในวันปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ International Student Officer ประจำมหาวิทยาลัยนั้นๆ จะแจกเอกสารหรือคู่มือที่นักศึกษาควรทราบ ซึ่งภายในเนื้อเรื่อง จะมีการกล่าวถึงธนาคารที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานศึกษานั้นๆด้วย อนึ่งในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนภายใต้หัวข้อ International Student Office นักศึกษาก็สามารถเข้าไปค้นหา ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเงินการธนาคารได้ ก่อนเดินทางไปฟังปฐมนิเทศก์ที่มหาวิทยาลัย
อนึ่ง นักเรียนนักศึกษาไม่สามารถเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์ของคนไทยที่ไปตั้งสาขาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หากมีข้อสงสัย โปรดสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่นักศึกษาสนใจ และทราบว่ามีสาขาของธนาคารแห่งนั้นตั้งอยู่ในต่างประเทศ โดยอาจสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้านต่างประเทศของธนาคารแห่งนั้นๆ
หลักเกณฑ์การเลือกเปิดบัญชีธนาคารเวลาไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา

  1. เลือกธนาคารที่ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ที่เรากำลังศึกษาอยู่ หรือ ใกล้กับหอพัก เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แม้บางเมืองที่ไปศึกษาต่อจะไม่มีชื่่อธนาคารใหญ่ๆที่เราคุ้นหู นักศึกษาก็จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคารท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆนั้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน หรือถอนเงิน

ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นแล้วว่า เว็บไซต์ของสถานศึกษาที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนในหน้าที่เกี่ยวข้องกับ International Student Office จะแจ้งรายชื่อธนาคารที่อยู่ในละแวกเดียวกับที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่ บางสถานศึกษาจะมีธนาคารตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักศึกษาไม่ต้องกังวลในเรื่อง 1. จะเปิดบัญชีกับธนาคารชื่ออะไรดี 2. การเปิดบัญชีธนาคารจะยุ่งยากไหม ให้สังเกตว่า ในรายการปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ ( Orientation) หัวข้อประกอบการบรรยายทุกครั้ง คือ การแนะนำการเปิดบัชีกับธนาคาร ในวันปฐมนิเทศก์ยังจะมีตัวแทนจากธนาคารต่างๆที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับมหาวิทยาลัยเข้ามาทำการประชาสัมพันธ์และอธิบายวิธีการเปิดบัญชีธนาคาร พร้อมทั้งมีของชำร่วย และทางเลือกของการใช้เครื่องมือทางการเงินอีกมากมายไว้ให้ผู้เปิดบัญชีใหม่ด้วย

  1. นักศึกษาควรสอบถามเพิ่มเติม ถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อใช้เปรียบเทียบในการเลือกธนาคาร
  2. ธนาคารบางแห่งมีข้อเสนอพิเศษ ที่เพิ่มแรงจูงใจให้นักศึกษาอยากฝากเงินที่ธนาคารนั้นๆ เช่น มีสมุดเขียนเช็คแจกฟรี ในการเปิดบัญชี Checking account ครั้งแรก
  3. นักศึกษาบางท่านมีความละเอียดรอบคอบ ที่จะถามเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนล่วงหน้า ในเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้าบัตรเดบิตของธนาคารในสหรัฐฯ, ค่าธรรมเนียมการซื้อสมุดเช็ค, ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน, ระยะเวลาที่ใช้ในการรับเงินโอนจากประเทศไทย, บริการเสริมพิเศษที่ธนาคารแห่งนั้นมี แต่ธนาคารอื่นอาจไม่มี เป็นต้น ข้อมูลที่นักศึกษาได้รับจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในการเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารว่า ควรเลือกธนาคารแห่งใดดี

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษตอนปลายให้รู้จักการใช้ธนาคารและบริการทางการเงิน มีวิดีโอที่นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเองก่อนเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ยกตัวอย่างวิดีโอเกี่ยวกับการเงินและการธนาคารที่น่าสนใจชุดหนึ่ง เป็นชุดวิดีโอที่ผลิตโดย Ram Institute for High School Education นักศึกษาที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐฯควรซ้อมฟังวิดีโอชุดดังกล่าวเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษและวิธีการไปติดต่อทำธุรกรรมกับธนาคาร วิดีโอชุดดังกล่าว
ท้ายเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างรายชื่อเว็บไซต์ของธนาคารใหญ่ๆ ในสหรัฐซึ่งนักศึกษา สามารถเข้าไปศึกษาก่อนล่วงหน้าเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา เช่น วิธีการฝากและถอนเงิน ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า ก่อนที่นักศึกษาจะได้รับเงินที่ส่งไปจากประเทศไทย นักศึกษาจะต้องถูกหักค่าโอนเงินจากธนาคารในสหรัฐอเมริกาด้วย

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ส่วนไทยคาดว่าปลายปีขึ้นดอกเบี้ย

หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐดูดีเพิ่มขึ้น เช่น อัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ฯลฯ จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และล่าสุดนี้ธนาคารกลางจีนก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย
เมื่อคืนที่ผ่านมาทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ Federal Reserve ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้ ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 1.75% โดยแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐจะยังรักษาอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ
โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวกับทาง VOA ว่าถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ปีนี้อาจได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง
นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 2 ครั้ง
นักวิเคราะห์จากหลักทรัพย์เอเชียพลัสมองว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ประมาณ 2.25% ส่วนปีหน้า 2562 คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง และในปี 2563 อีก 2 ครั้ง โดยดอกเบี้ยปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 3.5%

ไทยคาดว่าน่าจะขึ้นปลายปี-ต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์ของทางเอเชียพลัสยังได้มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวที่ 1.5% จนถึงปลายปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทางดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มุมมองไว้ที่ทาง Brand Inside ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ส่วนมุมมองของทาง SCB EIC มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวตลอดในปีนี้ เพราะว่าภาคการอุปโภคของประชาชนยังอ่อนแอ รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่ยังแข็งแกร่งและมีบัญชีดุลสะพัดที่ยังสูง ซึ่ง EIC มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้าน่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

รายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดแห่งชาติในปี 2561

1.การไล่ล่า
2.ธนาคารซิตี้แบงก์
3.BBVA
4.PNC
5.ธนาคารแห่งอเมริกา
6.ธนาคาร TD
7.Wells Fargo

มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้าสู่การสร้างรายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดเช่นจำนวนสาขาค่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินการบริการลูกค้าอัตราดอกเบี้ยและอื่น ๆ อีกมากมาย

ข้อควรระวังสำคัญประการหนึ่งในการทำความเข้าใจในขณะที่คุณกำลังดูรายการของฉันอยู่ธนาคารเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณและเงินของคุณ

การไล่ล่า
เหตุผลในการเลือก Chase เป็นที่ชัดเจน: โบนัส!

Chase เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโดยขึ้นอยู่กับขนาดของสินทรัพย์ วิธีหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากคือการเสนอโบนัสสมัครสมาชิก

หากคุณตัดสินใจที่จะเปิดบัญชีเช็คอินใหม่ที่ Chase คุณจะได้รับเงินสูงสุด 200 เหรียญ ด้วยบัญชีออมทรัพย์คุณจะได้รับเงิน 150 เหรียญ

การมีคุณสมบัติสำหรับโบนัสเป็นเรื่องง่าย สิ่งที่คุณต้องทำคือการตั้งค่า a Chase Checking ทั้งหมด บัญชีและตั้งค่าเงินฝากโดยตรง สำหรับ Chase Savings บัญชีฝากเงิน $ 10,000 – ภายใน 20 วันทำการ – และรักษาความสมดุลเป็นเวลา 90 วันแล้วคุณจะได้รับเช็คโบนัส $ 150

ธนาคารซิตี้แบงก์
แตกต่างจากธนาคารอื่น ๆ ในรายการของเรา Citi มีเฉพาะเจาะจงที่พวกเขาเชี่ยวชาญ Citibank เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคนที่มี บัญชีเงินลงทุนขนาดใหญ่, เงินออมจำนวนมากหรือมีเงินกู้หรือบัตรเครดิตผ่าน Citi แล้ว

เช่นเดียวกับ Chase Citi ให้โบนัสสำหรับการเปิดบัญชี แต่มีข้อกำหนดที่สูงส่งบางอย่างที่คุณต้องเจอก่อน

หากคุณต้องการได้รับโบนัส $ 300 คุณต้องวางเงินมัดจำอย่างน้อย 15,000 เหรียญในแพคเกจ Citibank Account หรือคุณจะได้รับเงิน 500 เหรียญโดยการใส่อย่างน้อย 50,000 เหรียญใน แพคเกจ Citi Priority Account.

ยิ่งคุณใช้บัตรเครดิตและบริการ Citi มากเท่าไหร่คุณก็จะได้รับ ThankYou Points. นี่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรางวัลของพวกเขาและคุณสามารถใช้คะแนนเหล่านี้แลกรับบัตรของขวัญซื้อแลกรับเที่ยวบินและอื่น ๆ อีกมากมาย

หากคุณมี Citi ThankYou Premier Card หรือ Citi Prestige Card คะแนนของคุณจะคุ้มค่ามากขึ้น

BBVA
BBVA Compass Bank ไม่ใช่ธนาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในบัญชีของเรา แต่คุณไม่ควรนับไว้ในการค้นหา เหตุผลหนึ่งที่ฉันใส่ไว้ในรายการนี้เป็นเพราะบัญชีเช็คฟรีและซีดีของพวกเขา

BBVA Compass มีซีดี 12 เดือนซึ่งมี APY 1.25% ในขณะนี้ซึ่งเป็นหนึ่งใน APY ที่สูงที่สุดที่คุณจะพบ บัญชีตรวจสอบฟรีของพวกเขามีค่าธรรมเนียม $ 25 เพื่อเปิด แต่พวกเขาได้เขียนเช็คไม่ จำกัด การเข้าถึง ATM และเงินฝากเช็คออนไลน์และมือถือ

หนึ่งประโยชน์เพิ่มเติมของ BBVA คือคุณสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ธนาคาร PNC
เครื่องมือทางการเงินของ PNC ได้ทำให้เป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศ

PNC มีเครื่องมือที่ดีที่พวกเขาเรียก กระเป๋าสตางค์เสมือนจริงและเป็นหนึ่งในเครื่องมือการธนาคารที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ด้วยกระเป๋าสตางค์เสมือนคุณจะได้รับประโยชน์มากมายเช่นมีบัญชีแยกออกเป็นสามประเภท:

ใช้จ่าย
สำรอง
การเจริญเติบโต
เครื่องมือนี้สามารถให้มุมมองที่ไม่ซ้ำกันของเงินของคุณและช่วยให้คุณเข้าใจการเงินของคุณ

เงินในส่วนสำรองสามารถนำมาใช้เพื่อการออมระยะสั้นและมีการคุ้มครองเงินเบิกเกินบัญชีฟรี ประเภทการเติบโตจะใช้สำหรับการออมที่มีขนาดใหญ่ กับ กระเป๋าสตางค์เสมือนจริงนอกจากนี้คุณยังจะสามารถสร้างงบประมาณใช้ประโยชน์จากปฏิทินการเรียกเก็บเงินและอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งหนึ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ PNC คือพวกเขามีค่าบริการรายเดือน 7 เหรียญที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หากคุณมีการใช้จ่ายและการสำรองรวม 500 เหรียญหรือคุณมีเงินฝากโดยตรงกับหมวดการใช้จ่ายของคุณทุกเดือนอย่างน้อย $ 500

ธนาคารแห่งอเมริกา
ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในรายการของเรา Bank of America มีสาขาประมาณ 4,500 สาขาทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งหมายความว่าโดยไม่คำนึงว่าคุณอาศัยอยู่ที่ไหนมีสถานที่ใกล้เคียงกับ Bank of America

เหตุผลที่พวกเขาทำมันในรายชื่อของฉันเป็นเพราะการบริการลูกค้าของพวกเขา พวกเขามีศูนย์บริการที่เปิดทุกวันทำงานตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 11.00 น. และในวันหยุดสุดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 8 ไม่เพียง แต่คุณสามารถโทรหาได้หากมีคำถามใด ๆ แต่คุณสามารถติดต่อกับพวกเขาผ่านทาง Twitter หรือผ่านการแชททางออนไลน์

ถ้าคุณต้องการให้ธนาคารที่มีอยู่เสมอ (และมีตู้เอทีเอ็มจำนวนมาก) ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นทางเลือกที่ดี

ธนาคาร TD
หากคุณต้องการตรวจสอบบัญชีที่เรียบง่ายและการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมแล้ว TD ธนาคารเป็นสถานที่ที่จะไป

พวกเขามีบัญชีการตรวจสอบหลักสามประเภทที่คุณสามารถเลือกได้ TD Simple ของพวกเขาคือสิ่งที่มันเสียงเหมือนบัญชีตรวจสอบง่ายที่มียอดเงินขั้นต่ำไม่ TD Premier ของพวกเขาคือบัญชีที่ได้รับดอกเบี้ยถ้าคุณมียอดคงเหลือมากกว่า 2,500 เหรียญ

หนึ่งในประโยชน์ที่ไม่ซ้ำกันของธนาคาร TD สำหรับผู้ที่ การท่องเที่ยว.

TD Bank ไม่มีค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตต่างประเทศ นอกจากนี้หากคุณเดินทางไปยังแคนาดาบ่อยๆคุณสามารถใช้ TD Canada Trust ตู้เอทีเอ็มไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

หากคุณกำลังเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อความเพลิดเพลิน TD Bank จะเป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Wells Fargo
มีหลายสิ่งพิมพ์หรือองค์กรถือว่า Wells Fargo เป็น “Best Bank” ในความเป็นจริงพวกเขาได้รับรางวัลการสำรวจธนาคารที่ดีที่สุดของ GOBankinRates เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน พวกเขาได้รับรอบกว่า 150 ปีซึ่งหมายความว่าพวกเขามีเวลาที่จะสมบูรณ์แบบธุรกิจของพวกเขา

หนึ่งในพื้นที่ Wells Fargo ส่องเป็นของพวกเขา ค่าธรรมเนียมและยอดคงเหลือ.

ในการเปิดบัญชีคุณจะต้องฝากเงินครั้งแรกเพียง $ 25 หรือ $ 50 ค่าธรรมเนียมรายเดือนของพวกเขามีเพียง $ 5 (แต่บางบัญชีมีอัตราที่สูงกว่าที่ $ 30 แต่เป็นบัญชีที่สูงกว่า)

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแล้วเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คนจำนวนมากรักเวลส์ฟาร์โกเป็นเพราะมีตู้เอทีเอ็มและสถานที่ตั้งที่พวกเขามีอยู่

มีตู้เอทีเอ็ม 12,000 ตู้ทั่วสหรัฐอเมริกาและกว่า 6,500 สาขาที่คุณสามารถเดินเข้าไปได้ นี่เป็นอะไรที่มากกว่าทุกธนาคารแห่งชาติอื่น ๆ

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America
ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank
of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency
เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย
เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM
หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ส่วนไทยคาดว่าปลายปีขึ้นดอกเบี้ย

หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐดูดีเพิ่มขึ้น เช่น อัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ฯลฯ จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และล่าสุดนี้ธนาคารกลางจีนก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมาทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ Federal Reserve ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้ ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 1.75% โดยแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐจะยังรักษาอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ

โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวกับทาง VOA ว่าถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ปีนี้อาจได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 2 ครั้ง
นักวิเคราะห์จากหลักทรัพย์เอเชียพลัสมองว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ประมาณ 2.25% ส่วนปีหน้า 2562 คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง และในปี 2563 อีก 2 ครั้ง โดยดอกเบี้ยปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 3.5%

ไทยคาดว่าน่าจะขึ้นปลายปี-ต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์ของทางเอเชียพลัสยังได้มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวที่ 1.5% จนถึงปลายปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทางดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มุมมองไว้ที่ทาง Brand Inside ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ส่วนมุมมองของทาง SCB EIC มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวตลอดในปีนี้ เพราะว่าภาคการอุปโภคของประชาชนยังอ่อนแอ รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่ยังแข็งแกร่งและมีบัญชีดุลสะพัดที่ยังสูง ซึ่ง EIC มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้าน่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

เฟดหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี ยืนยันไม่ได้ลดเอาใจทรัมป์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานครั้งแรกในรอบทศวรรษ ท่ามกลางข้อครหาว่าพวกเขาลดดอกเบี้ยเพราะถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 โดยปรับลดลง 0.25% เหลือ 2-2.25% เมื่อวันพุธที่ 31 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดลงอีกในอนาคต

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคสามารถกู้เงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยฝ่ายผู้สนับสนุนระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังส่งสัญญาว่าต้องการความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโจมตีว่า เฟดเพียงลดดอกเบี้ยตามใจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ยเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของเฟดในการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) 2 คนโหวตคัดค้าน ส่วนอีก 8 คนรวมทั้งนาย เจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด โหวตเห็นชอบ

นายโพเวลล์ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดที่ดี แต่เขาจะไม่ลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตในจังหวะที่แข็งแรงตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 แต่พัฒนาการทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามีทั้งในด้านบวกและลบ เช่นตัวเลขในภาคการผลิตที่ลดลงถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน

ประธานเฟดยอมรับด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการตัดสินใจของเฟด แต่พวกเขาไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์นโยบานการค้าของสหรัฐฯ ที่กำลังทำสงครามการค้ากับจีน นายโพเวลล์ยืนยันด้วยว่า เฟดไม่ได้ยอมลดดอกเบี้ยเพราะถูกประธานาธิบดีทรัมป์กดดัน

ขณะที่แถลงารณ์ของเฟดระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง แต่ในรอบ 12 เดือน อัตราเงินเฟ้อโดยรวมและเงินเฟ้อสำหรับสินค้าต่างๆ นอกเหนือจากอาหารและพลังงาน ต่ำกว่า 2% เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ย

ในอีก 10 ปีหลังจากนี้ พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาจะตกงานอีก 200,000 ตำแหน่ง

Wells Fargo & Co รายงานว่า พนักงานธนาคารในสหรัฐอเมริกาจะตกงานจำนวนกว่า 200,000 ตำแหน่งในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

อุตสาหกรรมสายการเงินในสหรัฐอเมริกาทุ่มเงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอัตราที่สูงมาก โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งการพัฒนาที่ก้าวล้ำของเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อแรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมการเงินโดยตรง

ในรายงานระบุว่า พนักงานธนาคารที่จะตกงานกว่าครึ่งหนึ่งจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ในรายงานใช้คำอธิบายว่าจะลดปริมาณจาก 1 ใน 5 เหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น) ได้แก่

พนักงานที่ทำงานเป็นกองหนุน (back office) ในธนาคาร เช่น ฝ่ายการตลาด-ส่งเสริมโปรโมชั่น, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายดูแลคุณภาพสินเชื่อ, ฝ่ายวิเคราะห์-วิจัย, ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฯลฯ อาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นพนักงานในองค์กรที่ทำงานแบบตายตัว หรือที่เรียกกันว่า “งานรูทีน”
พนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการนำเอา chatbot มาใช้ในการตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้า จนลูกค้าเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นหุ่นยนต์หรือมนุษย์
พนักงานประจำสาขา เนื่องจากอนาคตของธนาคารทั่วโลกคือการลดจำนวนสาขาลง ดังนั้นพนักงานประจำสาขาจะทยอยหายไป
รายงานชิ้นนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอดีตผู้บริหาร Citigroup ที่เคยบอกไว้ว่าในระหว่างปี 2015 – 2025 พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตกงานรวมกันถึงเกือบ 2 ล้านตำแหน่ง หรืออีกหนึ่งรายงานที่ระบุว่า พนักงานธนาคารรวมถึงสายเทรดหุ้นอาจตกงานถึง 1.3 ล้านคนภายใน 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ที่ทำงานใน Goldman Sachs Group ท่านหนึ่ง กล่าวว่า หนทางที่จะอยู่รอดได้ของอุตสาหกรรมการเงินโดยเฉพาะสายหุ้น คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม แต่แน่นอนมันจะกระทบต่อแรงงานมนุษย์ด้วย ดังนั้น นักเทรดหุ้นที่ต้องการจะประสบความสำเร็จใน Wall Street จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ด (coding) ให้จงได้

Wall Street เห็นความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจ

Wall Street เห็นความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจ

ความผันผวนของตลาดหุ้นกำลังเพิ่มขึ้นและความกลัวว่าการชะลอตัวจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากทรัมป์เพิ่มความพยายามในการเลือกตั้งใหม่

คำเตือนเกิดขึ้นเนื่องจากหุ้นประสบภาวะทรุดหนักอีกครั้งในวันจันทร์โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดเกือบ 400 จุดหรือ 1.5% วางดัชนีบลูชิพที่ 25,897 ซึ่งต่ำกว่า 700 จุดในเดือนมกราคมปี 2018 ก่อนการต่อสู้ทางการค้าของทรัมป์เริ่มขึ้น จริงจัง หุ้นเด้งกลับวันอังคารหลังจากการประกาศของผู้บริหารทรัมป์เกี่ยวกับการเลื่อนภาษีบางส่วนที่ได้รับการตั้งค่าให้มีผลบังคับใช้ในเดือนหน้า

ภูมิปัญญาโดยรวมที่แพร่กระจายไปทั่ว Wall Street ก็คือว่าจะไม่มีข้อตกลงทางการค้ากับจีนก่อนการเลือกตั้งในปี 2563 การลงทุนทางธุรกิจจะยังคงลดลง และการลดอัตราดอกเบี้ยหลายชุดจากธนาคารกลางสหรัฐไม่เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากขึ้นจากการขยายตัวในปีที่สิบซึ่งเป็นการยืดเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกัน

“ มันสมเหตุสมผลสำหรับทุกคนที่จะลดระดับเพราะทุกคนคิดว่าเรามีข้อตกลงทางการค้ากับจีนในตอนนี้และเราก็ไม่ได้ทำ” เมแกนกรีนนักเศรษฐศาสตร์และเพื่อนอาวุโสจากโรงเรียนรัฐบาลเคนเนดีของฮาร์วาร์ดกล่าว

“ และตอนนี้เรามีความเสี่ยงที่สงครามการค้าจะเปลี่ยนเป็นสงครามสกุลเงิน” เธอกล่าว “ ผู้บริโภคยังคงแข็งแกร่ง แต่การลงทุนทางธุรกิจดูไม่ดีจริง ๆ และถ้าหากจะรับอีกครั้งตอนนี้ก็จะมี”

ประธานได้เปลี่ยนจากโอ้อวดเกี่ยวกับกำไรตลาดหุ้นเพื่อตำหนิเฟดสำหรับการลดลงเมื่อเร็ว ๆ นี้และความนุ่มนวลในระบบเศรษฐกิจ การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมลดลงถึงร้อยละ 2.1 ในไตรมาสที่สองหลังจากเกือบบรรลุเป้าหมายของทรัมป์ที่ 3% ในปีที่แล้วหลังจากการลดภาษีและการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางที่สูงขึ้น และเขาสัญญาว่าจะชนะการต่อสู้กับจีน

“ ระดับอัตราดอกเบี้ยที่สูงของเฟดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ กำลังรักษาค่าเงินดอลลาร์ให้อยู่ในระดับสูงทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ของเราลำบากมากขึ้น” ทรัมป์ทวีตเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์ทราบว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสำหรับอัตราเงินเฟ้อยังคงต่ำมากตามมาตรฐานในอดีต และบางธุรกิจรายงานว่ามีปัญหาในการรับเครดิต เมื่อเดือนที่แล้วธนาคารกลางได้กลับรายการและลดอัตราดอกเบี้ยลงหนึ่งในสี่โดยอ้างถึงความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า นักวิเคราะห์ของวอลล์สตรีทคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้และอาจเป็นสองหรือสามอัตรา

แทนที่จะตำหนิเฟดนักเศรษฐศาสตร์ของวอลล์สตรีทกำลังอ้างถึงทรัมป์ว่าเป็นผู้ประกาศข่าวที่ใหญ่ที่สุดในตลาดและเศรษฐกิจ

“ ความกลัวว่าสงครามการค้าจะก่อให้เกิดภาวะถดถอยกำลังเติบโต” นักเศรษฐศาสตร์ Goldman Sachs นำโดย Jan Hatzius เขียนไว้ในบันทึกถึงลูกค้าในช่วงสุดสัปดาห์ “ เราคาดว่าอัตราภาษีที่กำหนดเป้าหมายการนำเข้าสหรัฐฯที่เหลืออีก 300 พันล้านเหรียญสหรัฐฯจากประเทศจีนจะมีผลและไม่คาดว่าจะมีข้อตกลงทางการค้าก่อนการเลือกตั้งในปี 2563

Goldman เพิ่มการประเมินของเศรษฐกิจที่มีศักยภาพจากสงครามการค้าเป็น 0.6 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งผ่านช่องทางโดยตรงของค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเนื่องจากภาษีและการลงทุนที่ลดลงโดยธุรกิจที่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ขณะนี้โกลด์แมนคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 1.8% ในไตรมาสที่สี่ของปี

นักวิเคราะห์ของ Bank of America นำโดย Michelle Meyer ในหมายเหตุเมื่อวันศุกร์ที่เพิ่มขึ้นเตือนของพวกเขาจากภาวะถดถอยในปี 2020

“ พวกเราเป็นห่วง” นักวิเคราะห์เขียน “ ตอนนี้เรามีตัวชี้วัดเริ่มต้นจำนวนหนึ่งที่เริ่มส่งสัญญาณว่ามีความเสี่ยงสูงต่อภาวะถดถอย แบบจำลองอย่างเป็นทางการของเรามีความน่าจะเป็นของภาวะถดถอยในช่วง 12 เดือนข้างหน้ามีเพียงประมาณร้อยละ 20 แต่การโทรอัตนัยของเราขึ้นอยู่กับข้อมูลและเหตุการณ์ที่ทำให้เราเชื่อว่าใกล้ถึงโอกาส 1 ใน 3 “

ตัวชี้วัดเหล่านั้นรวมถึงความจริงที่ว่านักลงทุนกำลังเรียกร้องให้มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นสำหรับหนี้ระยะสั้นมากกว่าที่พวกเขาเป็นหนี้ระยะยาวปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เส้นโค้งอัตราผลตอบแทนกลับหัว” ที่มีแนวโน้มที่จะนำหน้าถดถอย โดยทั่วไปแล้วกราฟฤcurveษีหมายถึงนักลงทุนคาดหวังว่าภาวะเศรษฐกิจจะเลวร้ายยิ่งกว่าในอนาคต

การลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดส่วนหนึ่งมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหานี้ในตลาดตราสารหนี้ จนถึงตอนนี้มันยังไม่ทำงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีทรุดลงสู่ระดับ 1.64% ในวันจันทร์ การลดลงอย่างต่อเนื่องนำไปสู่การเก็งกำไรที่สหรัฐฯจะได้สัมผัสกับผลตอบแทนติดลบซึ่งผู้คนจ่ายเงินเพื่อให้กู้ยืมแก่รัฐบาล – โดยเฉพาะในส่วนอื่น ๆ ของโลกรวมถึงยุโรปและญี่ปุ่น

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอารมณ์ร้ายของ Wall Street แย่ลงหลังจากจีนอนุญาตให้ค่าเงินอ่อนค่าลงมากกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามทางภาษีล่าสุดของทรัมป์ สิ่งนี้นำไปสู่สตีเว่นมินชินรัฐมนตรีกระทรวงการคลังตามคำแนะนำของทรัมป์ในการติดป้ายกำกับการเปลี่ยนแปลงสกุลเงินของจีนเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษ

ธนาคารกลางอื่น ๆ ทั่วโลกรวมทั้งในอินเดียนิวซีแลนด์และไทยก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงและอาจทำให้ค่าเงินของพวกเขาอ่อนแอลงทำให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดสงครามสกุลเงินโลกที่มีผลกระทบที่คาดเดาไม่ได้

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำในการลงมติทั่วโลกมาเป็นเวลานานว่าโดยทั่วไปค่าเงินควรสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจพื้นฐาน หากการบริหารย้ายไปลดค่าเงินดอลลาร์ก็อาจสูญเสียบทบาทนั้นและประเทศอื่น ๆ อาจตอบโต้ – อาจส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกชาวอเมริกันแม้ว่าผู้บริโภคสหรัฐฯจะมีกำลังซื้อน้อยลง

นักวิเคราะห์มอร์แกนสแตนลีย์นำโดย Ellen Zentner เขียนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา“ การค้าของเคี่ยวเริ่มเดือดความเชื่อมั่นทางธุรกิจและ [การใช้จ่ายด้านทุน] อ่อนตัวลงอีกการเติบโตทั่วโลกยังคงอ่อนแอ “ ความผันผวนของตลาดที่เพิ่มขึ้นและกระแสข่าวการค้าที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลง”

จนถึงขณะนี้การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่งและตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องได้ช่วยให้เศรษฐกิจอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตที่ชะลอตัวไม่ได้นำไปสู่ภาวะถดถอย การเติบโตนั้นเย็นลงต่ำกว่าสองเปอร์เซ็นต์หลายครั้งในช่วงการขยายตัวปัจจุบันเท่านั้น เฟดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงนโยบายจะทำให้แน่ใจว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

เจ้าหน้าที่ของทรัมป์ยังคงยืนยันว่าเศรษฐกิจพื้นฐานนั้นแข็งแกร่งและการต่อสู้ทางการค้านั้นคุ้มค่าที่จะยุตินโยบายที่ไม่เหมาะสมของจีนในเรื่องการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาการบังคับใช้เทคโนโลยีและพื้นที่อื่น ๆ และเจ้าหน้าที่บริหารบางคนคิดว่าวอลล์สตรีทกำลังทำผิด

ที่ปรึกษาการค้าชั้นนำ Peter Navarro เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรียกการขายทั้งหมดว่า “overreaction ขนาดใหญ่” และระเบิด Goldman Sachs ในฐานะ “ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของ Wall Street of off-shoring”

นักวิเคราะห์กล่าวว่าไม่ใช่เพียงผลกระทบโดยตรงจากสงครามการค้าที่ครอบงำเศรษฐกิจ นอกเหนือจากส่วนโค้งผลผลิตที่กลับด้านแล้วพวกเขายังเห็นคำเตือนที่น่ากลัวอื่น ๆ นักวิเคราะห์ของธนาคารแห่งอเมริกากล่าวว่า“ สามในห้าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจ (ยอดขายรถยนต์, การผลิตภาคอุตสาหกรรม, และชั่วโมงการทำงานโดยรวม) ซึ่งติดตามวัฏจักรธุรกิจอย่างใกล้ชิดอยู่ในระดับใกล้เคียงกันเมื่อเริ่มถดถอย อ่านข่าวใหม่เพิ่มเติม