Post title marquee scroll

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่า หลังเฟดยันตรึงดอกเบี้ยระดับต่ำต่อไป

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 31.05/07 บาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันพุธ (10/6) ที่ระดับ 31.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง หลังจากที่เมื่อคืนนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) โดยระบุว่าเฟดมีความมุ่งมั่นที่จะใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มีอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วเวลาที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในขณะนี้ โดยเฟดเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานให้ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพ และบรรลุเป้าหมายการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ขณะที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อมนุษย์ และฉุดเศรษฐกิจในสหรัฐ และทั่วโลกทรุดตัวลงอย่างรุนแรง

ขณะเดียวกันการแพร่ระบาดของไวรัส และมาตรการต่าง ๆ ที่นำมาใช้เพื่อการป้องกันด้านสาธารณสุขนั้น กำลังทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างหนัก และทำให้ตัวเลขว่างงานพุ่งขึ้นด้วย นอกจากนี้ อุปสงค์ที่อ่อนแรงลง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กำลังทำให้อัตราเงินเฟ้อที่คำนวณจากราคาผู้บริโภคปรับตัวลงด้วย ด้วยสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ คณะกรรมการ FOMC จึงได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 0.00-0.25% โดยคณะกรรมการคาดว่าจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไปจนกว่าจะมั่นใจว่าเศรษฐกิจสามารถต้านทานปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ได้ และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจ้างงานอย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งเป้าหมายในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังกล่าวถึงกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมาอีกครั้งว่า เรื่องนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเป็นคนดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีการหารือกับ ธปท.ซึ่งปกติก็หารือกันอยู่แล้ว ส่วนแนวโน้มระยะต่อไปคงบอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร หน่วยงานที่รับผิดชอบต้องดูแลเพื่อให้สถานการณ์ค่าเงินบาทไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ธปท.รู้อยู่แล้วว่าจะต้องดูแลอย่างไร เพื่อให้ทิศทางค่าเงินบาทสอดคล้องกับการฟื้นฟูของประเทศ สำหรับค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 30.85-31.03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 30.93/95 บาท/ดอลลาร์

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้านี้ (11/6) ที่ระดับ 1.1378/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/6) ที่ระดับ 1.1360/62 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรยังคงมีปัจจัยกดดันหลังจากที่ นายมิเชล บาร์นิเยร์ หัหน้าผู้แทนการเจรจาฝ่ายสหภาพยุโรป (EU) ว่าด้วยการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU (Brexit) กล่าวว่า อังกฤษเรียกร้องมากเกินไปในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับ EU นายบาร์นิเยร์ กล่าวว่า อังกฤษกำลังต้องการทำข้อตกลงการค้ากับ EU โดยหวังได้รับสิทธิประโยชน์ใกล้เคียงกับการเป็นสมาชิก EU แต่ไม่ต้องการมีภาระผูกพัน ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไข Brexit ทั้งอังกฤษและ EU จะต้องบรรลุข้อตกลงการค้าภายในสิ้นเดือนตุลาคม และให้เวลาอีก 4 เดือนสำหรับรัฐสภาของแต่ละฝ่ายในการลงมติรับรองข้อตกลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1335-1.1395 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1378/80/1.1201

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (11/6) ที่ระดับ 107.04/06 ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (10/6) ที่ระดับ 107.33/36 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นหลังการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ แต่อย่าไรก็ตามระหว่างวันได้มีการเปิดเผยผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นระบุว่าความเชื่อมั่นทางธุรกิจของบริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น ทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปีในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 1 พันล้านเยน หรือมากกว่าดิ่งลงสู่ระดับ -47.6 ในไตรมาส 2/2563 จากระดับ -10.1 ในไตรมาส 1/2563 ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกัน 3 ไตรมาสแล้ว

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นในไตรมาส 2/2563 ถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2552 ซึ่งในเวลานั้นดัชนีอยู่ที่ระดับ -51.3 ท่ามกลางวิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก หลังจากการล้มละลายของวาณิชธนกิจเลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้งส์ ในปี 2551 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 106.82-107.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 106.83/85

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของประเทศสหรัฐ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนพฤษภาคมของประเทศ ประเทศสหรัฐ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนพฤษภาคมของประเทศจีน ยอดรวมรถเดือนพฤษภาคมของประเทศจีน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนมิถุนายนจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.20/+0.30 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -4.5/-2.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

‘เฟด’ ประกาศซื้อหุ้นกู้ตลาดรอง 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานอ้างประกาศจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 มิ.ย. 2020) ประกาศขยายขอบเขตมาตรการอักฉีดเงินเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนผ่านช่องทาง Secondary Market Corporate Credit Facility ที่ประกาศเมื่อปลายเดือน มี.ค. โดยการเริ่มเข้าซื้อหุ้นกู้เอกชนในตลาดรองในวงเงิน 750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ เมื่อก่อนหน้าเฟดได้เข้าซื้อกองทุนอีทีเอฟและหุ้นกู้ในตลาดแรกผ่านช่องทางที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งเปิดเผยมุมมองว่าเศรษฐกิจของสหรัฐคงไม่อาจฟื้นตัวในลักษณะ “วี-เชป” ในกรณีดังกล่าวอาจส่งผลให้ทางธนาคารกลางตัดสินใจอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเพิ่มเติมผ่านการเข้าซื้อหุ้นกู้ในตลาดรอง

ในส่วนของหลักเกณฑ์ของหุ้นกู้ รายงานระบุว่าหุ้นกู้ที่เข้าเกณฑ์การซื้อของเฟดจะต้องมีอายุก่อนครบกำหนดไถ่ถอนไม่เกิน 5 ปี รวมถึงต้องเป้นหุ้นกู้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ระดับอย่างน้อย BBB- / Baa3 ก่อน 22 มี.ค. ซึ่งอาจถูกลดอันดับเครดิตลงมาหลังจากนั้นสืบเนื่องจากผลกระทบของโควิด-19

นอกจากนี้แถลงการณ์ยังระบุอีกว่าวัตถุประสงค์ของการเข้าซื้อหุ้นกู้ครั้งนี้เพื่อสร้างพอร์ตการลงทุนในของหุ้นกู้ของบริษัทสหรัฐที่เข้าข่ายมาตรฐานของทางเฟด ซึ่งจะสามารถนำมาเป็นดัชนีหุ้นกู้ที่สามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาการเข้าซื้อกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนหุ้นกู้ของทางเฟด

ธนาคารกลางสหรัฐ เพิ่มเม็ดเงินทำ QE ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยยาวจนถึงปี 2022

ธนาคารกลางสหรัฐได้ประกาศออกมาว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.00-0.25% ยาวไปจนถึงปี 2022 ขณะเดียวกันได้ประกาศเม็ดเงินในการทำมาตรการผ่อนคลายทางเงินออกมาด้วย

Federal Reserve ธนาคารกลางสหรัฐ
ภาพจาก Shutterstock

ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ประกาศว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 0.00-0.25% ยาวไปจนถึงปี 2022 โดยการใช้นโยบายดังกล่าวเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐกลับมาฟื้นตัว เกิดการจ้างงาน หลังจาก COVID-19 ส่งผลทำให้เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย และภาคธุรกิจต้องปลดคนงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐ ยังได้คาดการณ์ GDP ในปีนี้ว่าจะถดถอยที่ -6.5% และกลับมาฟื้นตัว 5% ในปี 2021

ขณะเดียวกัน Fed เองได้ประกาศเม็ดเงินในมาตรการผ่อนคลายทางเงิน โดยจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเดือนละ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงตราสารที่มีอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน (MBS) เดือนละ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสินเชื่อให้กับภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจทั่วนั้น Fed คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ จะสามารถปล่อยเม็ดเงินดังกล่าวนี้ได้ โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาธนาคารกลางสหรัฐเองได้ปรับเกณฑ์ให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี เจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐขึ้นอยู่กับการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ตัวเขาเองยืนยันว่า Fed จะสร้างเสถียรภาพให้กับระบบการเงิน สนับสนุนเม็ดเงินให้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจ

“เฟด” ออก 2 มาตรการคุมธนาคารในอเมริกา ชี้ ศก.ยังมีความเสี่ยงสูง คาดส่งผลดีต่อราคาทองคำ

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ:เฟด ได้ออกมาตรการที่ถือว่าเป็นทั้งผลบวกและผลลบต่อราคาทองคำในคราวเดียว โดยฝั่งที่เป็นบวกก็คือการเข้าควบคุมการจ่ายเงินปันผลของธนาคารพาณิชย์ และห้ามมิให้มีการซื้อหุ้นคืนอย่างน้อยถึง Q3 ถือเป็นการแสดงความกังวลว่า ศก.ยังคงมีความเสี่ยงสูง (การอัดฉีดเงินยังคงจำเป็น) แต่ก็ผ่อนคลายมาตรการ Volker Rule ซึ่งถือเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงแรกและเป็นลบต่อทองคำ หากเอาผลระยะสั้นของ Volker Rule มาก่อนก็ยังคงแนะนำ Rebound Short เช่นเดิม

กลยุทธ์วันนี้ (26 มิ.ย.) นักลงทุนระยะสั้น : ให้รีบาวน์ Open Short ที่ระดับ 1,767 และ1,778 ดอลลาร์ ส่วนนักลงทุนระยะกลาง ท่านที่ Open Short จุดแรกที่ระดับ 1,771 ดอลลาร์ สามารถ Holding Short เพื่อ Run Profit ได้ต่อ ส่วนที่ซื้อจุดที่ 2 บริเวณ 1,784-86 ดอลลาร์ จะถึงก็ต่อเมื่อมีปัจจัยบวกที่มากกว่าปัจจุบัน

ส่วนกรอบราคาวันนี้ แนวต้าน 1,767 ดอลลาร์ 1,778 ดอลลาร์ และ1,784-86 ดอลลาร์ และ
แนวรับ 1,757 ดอลลาร์ 1,751 ดอลลาร์ และ1,742 ดอลลาร์ ส่วนราคาทองคำไทย 96.5%
แนวต้านบาทละ 25,795 บาทละ และ 25,965 บาทละ แนวรับบาทละ 25,675 บาท 25,590 บาทและ 25,515 บาท

ขอขอบคุณ : บริษัท ชายน์นิ่งโกลด์ บูลเลี่ยน จำกัด

มิจฉาชีพแอบอ้าง Bank of America

อีเมล์มิจฉาชีพ มาจาก  Bank of America เป็นการยิงสุ่มเผื่อเจอเป้าหมาย

มิจฉาชีพพวกนี้ จะส่งอีเมล์แบบเดาสุ่ม เผื่อหวังจากเป้าหมายที่อาจตกเป็นเหยื่อ

เขาเอาอีเมล์คุณมาจากไหน? การที่คุณสมัครตามเว็บต่างๆ หรือติดอีเมล์บนหน้าเพจ หรือ เว็บไซต์ พวกเหล่านี้จะมีโปรแกรมดูดอีเมล์ รวบรวมไว้เป็นจำนวนมาก โดยใช้โปรแกรมสำหรับส่งแบบสุ่ม อาจเป็นล้านอีเมล์ เพียงเพื่อหวัลผลไม่กี่เปอเซนต์

อีเมล์ที่ส่งลักษณะนี้มักจะเข้าอีเมล์ขยะ ซึ่งก็ได้เตือนให้คุณเพิ่มความระวังในการเปิดอ่านอยู่แล้ว แต่การเปิดอ่านเมล์ลักษณะนี้ก็ได้ส่งผลอะไรกับคอมพิวเตอร์

email from bank of america
email body bank of America

เมื่อเปิดอีเมล์แล้ว จะมีการแจ้งลักษณะให้อับเดทข้อมูล

หน้าตาอีเมล์ และข้อมูลจะเลียนแบบ เหมือนมาจาก Bank Of America จริง

email body bank of America

ลองคลิกที่ Sign in จะไปที่หน้า security เหมือนกับธนาคารจริง

security page

เมื่อใส่รหัสความปลอดภัยแล้ว ระบบจะเข้าไปหน้าเพจเลียบแบบของ  Bank of America แต่คลิกปุ่มต่างๆ ไม่ได้

email body bank of America

สิ่งสำคัญที่สุดตรงนี้คือวัตถุประสงค์ของมิจฉาชีพ คือ username และ พาสเวิร์ต ของธนาคาร Bank of America โชคดี ที่เราไม่มีบัญชีธนาคารนี้ 55555

หน้าล็อกอิน

บทเรียนจากร้านเหล้า สู่ Bank of America

เรื่องแรกเป็นเรื่องราวของลูกชายผู้อพยพชาวอิตาลี ที่มาทำงานอยู่ในเมืองซานฟรานซิสโก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1904 โดยมีความใฝ่ฝันว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง นั่นก็คือ อมาเดโอ จิอันนีนี่ (Amadeo Giannini) เขาทำงานหนักเหมือนกับผู้แสวงโชคจากแดนไกลทั่วไป แต่เขาได้สังเกตเห็นพฤติกรรมของผู้อพยพชาวซิซิเลี่ยนซึ่งมาตั้งรกราก ประกอบอาชีพประมงในซานฟรานซิสโก ว่าทุกคนอยากจะเก็บเงินฝากไว้กับธนาคาร ทุกคนอยากทำธุรกรรมกับธนาคาร แต่ในเวลานั้นมีแต่ธนาคารซึ่งพร้อมให้บริการกับชาวอเมริกันเท่านั้น 

ทว่าไม่มีธนาคารที่พร้อมจะให้บริการกับชาวอิตาลีอพยพเลย เลยแม้แต่แห่งเดียว

เมื่อเห็นช่องว่างทางธุรกิจ ด้วยสัญชาตญาณ เขาไม่รีรอที่จะเริ่มพัฒนาธุรกิจธนาคาร ด้วยการดัดแปลงร้านขายเหล้าให้กลายเป็นสำนักงาน และเป็นจุดกำเนิดสาขาแรกของ BANK OF ITALY ในซานฟรานซิสโก

และแน่นอนว่าชาวอิตาลีในซานฟรานฯ ต่างก็ให้ความนิยม มอบความไว้วางใจให้กับธนาคารแห่งนี้ บนความเชื่อว่า นี่คือธนาคารแห่งเดียว ที่บริหารงานโดยชาวอิตาเลี่ยน ชาติที่สามารถเชื่อใจได้มากกว่าธนาคารอเมริกันทั่วไป

แล้วบททดสอบความไว้วางใจที่พี่น้องเพื่อนๆ ของเขาก็มาถึง เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ซานฟรานซิสโกเสียหายย่อยยับทั้งเมือง แต่สินทรัพย์ของ Bank of Italy กลับรอดพ้นจากการถูกปล้นสะดม เพราะมุขง่ายๆ แต่ได้ผล … จิอันนีนี่แอบซุกเงินสดไว้ในรถขายส้ม แล้วขับหนีออกมาจากธนาคาร 

ด้วยไหวพริบและความสามารถเฉพาะตัวในครั้งนั้นเอง ทำให้เขามีเงินทุนเหลือ และสามารถปล่อยกู้ให้กับผู้ที่กำลังประสบภัย ด้วยการเปิดสาขาเร่งด่วน เปิดโต๊ะทำสัญญากู้เงินบนไม้กระดานธรรมดาๆ ที่เอามาปูบนถังน้ำมันสองใบ ณ ท่าเรือประมงแห่งนั้น

ความกล้าในการปล่อยสินเชื่อคราวนั้น กลับสร้างชื่อเสียงให้กับ Bank of Italy

แถมยังได้รับผลกำไรจากการปล่อยกู้

การปล่อยกู้ในครานั้น มันแสดงถึงความมั่นคง

และแน่นอนว่าสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าแบบสุดๆ

ภาพของความเชี่ยวชาญ ความเป็นตัวจริงเรื่องการเงินของชาวอิตาลีในย่านซานฟรานฯ ทำให้จิอันนีนี่ มองเห็นลู่ทางของการทำธุรกรรมเชื่อมต่อระหว่างชาวอิตาลีในสองประเทศ

ช่วงปี คศ. 1922 เขาจึงกลับไปริเริ่มเปิดธนาคารในอิตาลี โดยใช้ชื่อว่า Bank of America and Italy และอีกเพียงหกปีต่อมา ธุรกิจก็ก้าวหน้ามีสาขาเพิ่มขึ้นมากมายในแคลิฟอร์เนีย 

แม้จะเริ่มต้นมาจากการเห็นช่องทาง การเป็นธนาคารของชาวอิตาลี

แต่จิอันนีนี่ กลับมองไกลกว่านั้น เขาตกลงใจเข้าร่วมทุนกับธนาคารท้องถิ่น และเปลี่ยนชื่อธนาคารอิตาลี เป็น Bank of America National Trust and Savings Association ซึ่งต่อมาได้รีแบรนด์ เปลี่ยนชื่อกลายเป็น Bank of America

ด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่มุ่งตรงลงมาจับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าเก่า นั่นคือ การเป็นธนาคารของชาวอเมริกัน และเขาก็สามารถคว้าเป้าหมายนั้นมาได้สำเร็จจริงๆ ในช่วงปี ค.ศ.1958

ณ เวลานั้นธุรกรรมบัตรเครดิตกำลังเป็นกระแสฮิต ธนาคารแห่งอเมริกาก็ได้ริเริ่มออกบัตรเครดิตของตัวเอง ด้วยการใช้ชื่อบัตรว่า BankAmericard ซึ่งต่อมา เมื่อเขามองเห็นว่ากลุ่มเป้าหมายของบัตรเครดิตนั้น มันกว้างไกลมหาศาลมากๆ ด้วยสัญชาตญาณ เขามองเห็นเป้าหมายใหม่ที่ใหญ่กว่าชาวอเมริกัน ด้วยการมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าให้กลายเป็นผู้ใช้บัตรเครดิตทั้งโลก BankAmericard จึงต้องใช้ท่าไม้ตาย เปลี่ยนชื่อใหม่อีกครั้ง

และกลายเป็นบัตรเครดิต VISA ที่เรารู้จักกันดี และใช้กันทั่วโลกในเวลาต่อมา

เฟด สั่งแบงค์งดจ่ายปันผลไตรมาส 3 และซื้อหุ้นคืน

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด สั่งให้ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐ ระงับการซื้อหุ้นคืน และจำกัดการจ่ายเงินปันผลในไตรมาส 3/2563 เพื่อกันเงินทุนสำรองไว้ที่ระดับปัจจุบัน โดยคำสั่งดังกล่าวมีขึ้น หลังจากการเปิดเผยผลการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) ของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ 34 แห่งในสหรัฐเมื่อวานนี้

เฟดระบุว่า เกณฑ์ในการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์สามารถจ่ายเงินปันผลนั้น จะพิจารณาจากกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่ง อาจทำให้ธนาคารบางแห่งต้องปรับลดการจ่ายเงินปันผล และอาจทำให้ธนาคารบางแห่งไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ โดยเฟดจะพิจารณากฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นรายไตรมาส และคาดว่ากำไรสุทธิของธนาคารบางแห่งอาจจะลดลง เพราะผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ เฟดยังกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งต้องประเมินความต้องการเงินทุน และจะต้องยื่นแผนการใช้จ่ายทุนในช่วงต่อไปของปีนี้

นับเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ของการทดสอบ Stress Test ที่ธนาคารพาณิชย์ของสหรัฐจะต้องยื่นแผนการใช้จ่ายอีกครั้งในปีนี้ และอาจจะยังคงมีการกำหนดข้อจำกัดในการใช้จ่ายของธนาคารต่างๆ ต่อไป นอกจากนี้ เฟดระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ธนาคารพาณิชย์อาจจะต้องยื่นแผนดังกล่าวทุกๆ ไตรมาส

ทั้งนี้เฟดได้เปิดเผยผลการศึกษา 2 กรณีซึ่งได้แก่ การทดสอบ Stress Test แบบเดิมซึ่งกำหนดขึ้นในเดือนก.พ.ที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการวิเคราะห์เงินทุนของธนาคารภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ 3 แบบที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้าท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 โดยรูปแบบดังกล่าวได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจแบบ V-shaped, U-shaped และ W-shaped อย่างไรก็ดีผลการทดสอบแบบเดิมแสดงให้เห็นว่า ธนาคารรายใหญ่ทุกแห่งยังคงมีสถานะเงินทุนที่ดี

การทดสอบ Stress Test ของเฟดนั้นครอบคลุมถึงการประเมินว่า มีความปลอดภัยหรือไม่ที่ธนาคารต่างๆ จะดำเนินการตามแผนการใช้จ่ายเงินทุน ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินปันผล และการใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากการตั้งสำรองหนี้เสีย โดยการทดสอบดังกล่าวได้รับการออกแบบขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เงินภาษีของประชาชนมาช่วยเหลือธนาคารต่างๆ เหมือนในช่วงที่เกิดวิกฤตการเงินปี 2550-2552

สหรัฐฯพิมพ์ภาพ “ผู้หญิง” ลงบนธนบัตร ฉลอง 100 ปีสิทธิสตรีกับการเลือกตั้ง

ที่ผ่านมาเราเห็นบุคคลสำคัญมากมายปรากฏภาพอยู่บนธนบัตร ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพของ “บุรุษเพศ” แต่ล่าสุด เมื่อสหรัฐฯ ประกาศว่า จะเริ่มออกแบบธนบัตรลายใหม่ โดยเป็นภาพของ “ผู้หญิง” อยู่บนธนบัตรบ้าง

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า กำลังออกแบบธนบัตรใบละ 10 ดอลล่าร์ใหม่ โดยจะให้มีภาพของผู้หญิงปรากฏบนธนบัตร ซึ่งจะมาแทนที่ภาพของ Alexander Hamilton”รัฐมนตรีว่าคลังคนแรกของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ทั้งนี้ เลขากระทรวงคลัง “Jacob Lew” จะเปิดเผยสตรีคนแรกที่จะได้มีภาพบนธนบัตรใบละ 10 ดอลล่าร์ของสหรัฐฯ ภายในปีนี้ แต่คาดว่าธนบัตรใบดังกล่าวจะตีพิมพ์ในปี 2020 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา มาตรา 19 (The Nineteenth Amendment) เพื่อให้สิทธิแก่สตรีทุกคนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

ทั้งนี มีการคาดเดาไปต่างๆ ว่า สตรีท่านใดจะได้รับเกียรติให้มาปรากฏบนธนบัตรกันบ้าง ดังนี้

Eleanor Roosevelt  ภรรยาของประธานาธิบดี Franklin DelanoRoosevelt  ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 ผู้มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดในศตวรรษที่ 20 และนิตยสารไทมส์ระบุว่าเธอเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาที่มีอิทธิพลมากที่สุด

Harriet Tubmanสตรีผิวดำผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือทาสให้หลบหนีจากรัฐทางใต้ไปแคนาดา

Rosa Parksเป็นช่างเย็บผ้าหญิงผิวดำอายุ  42 ปี ขึ้นรถเมล์ Montgomery City Bus ในรัฐอัลบามา จากที่ทำงานกลับบ้านเป็นประจำ ซึ่งรถเมล์จะมีการแบ่งแยกที่นั่งระหว่างคนผิวขาวกับผิวดำ คือคนผิวดำจะขึ้นประตูหลัง ส่วนคนผิวขาวขึ้นประตูข้างหน้า ก่อนเกิดเหตุ “Rosa” นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนดำตามปกติ แต่ที่นั่งคนขาวเกิดเต็ม เมื่อคนผิวขาวขึ้นมาคนขับเอ่ยปากขอให้เธอสละที่นั่งให้คนขาว แต่เธอปฎิเสธที่จะทำตาม ผลคือ Rosa ถูกจับข้อหาทำผิดกฎหมาย ว่าด้วยไม่ปฏิบัติตามการแบ่งแยกสีผิว ซึ่งเป็นกฎหมายท้องถิ่นนั้น

Susan B. Anthony  เป็นผู้นำนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง เป็นผู้แสดงบทบาทอย่างเด่นชัดในศตวรรษที่ 19 ในการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิการเลือกตั้งของสตรีในสหรัฐอเมริกา เธอเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Women’s TemperanceMovement ร่วมกับ Elizabeth Cady Stanton ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นประธาน

Wilma Mankiller ผู้นำหญิงคนแรกของประเทศเชโรกี

แล้วคุณล่ะค่ะมีใครในใจบ้าง?

bank of america จับมือกับ Electrify America ลุยติดตั้งสถานีชาร์จไฟทั่วประเทศ

บริษัทให้บริการสถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้า (Electrify America) จะติดตั้งสถานีชาร์จไฟเร็ว(DC fast-charging stations) ให้กับธนาคาร Bank Of America มากถึง 40 สาขา ซึ่งจะมีหัวชาร์จทั้งหมด 140 หัวชาร์จ ภายในสิ้นปี 2020(พ.ศ. 2563) ซึ่งจะเริ่มติดตั้งในสาขาใหญ่(Financial Center) ของแต่ล่ะเมืองก่อน โดยเริ่มจาก รัฐ แคลิฟอร์เนีย, จอร์เจีย, ฟอร์ริด้า, อิลินอยย์, แมสซาชูเซตส์, โอเรกอน, เวอร์จีเนีย, และวอชิงตัน

อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชุดใหม่เหล่านี้จะจ่ายพลังงานได้มากถึง 150 kW ถึง 350 kW โดยผ่านหัวชาร์จ CCS ซึ่งเป็นหัวชาร์จสำหรับพวกรถยนต์ไฟฟ้ายุโรปต่างๆ เช่น Audi E-tron, Porsche Taycan เป็นต้นครับ

อ้างอิงจากเว็บ Green Car Report, ทุกๆ สถานีชาร์จไฟจะมีหัวชาร์จ CHAdeMO อยู่อย่างน้อย 1 หัวสำหรับพวกรถยนต์ไฟฟ้าญี่ปุ่นอย่าง Nissan Leaf

“พวกเราจะโฟกัสที่จะทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายที่สุดสำหรับลูกค้าของเรา เราพยายามเพื่อที่จะให้ทุกๆ ครั้งที่ทุกคนคิดถึงเรื่องธุรกรรมการเงินต้องคิดถึงเรา และเราก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือสร้างสถานีชาร์จไฟร่วมกับบริษัท Electrify America
ไลฟ์สไตล์ low-carbon(สิ่งแวดล้อมสะอาด) นั้นเป็นส่วนสำคัญกับธนาคารในเครือของพวกเราและชุมชนที่พวกเราเข้าไปให้บริการอีกด้วย บริษัทเราจะขอพัฒนาและสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทุกชนิดและจะขอนำเทคโลโนยีแห่งอนาคตเหล่านี้มาเสนอให้แก่ชาวอเมริกาอีกด้วย”

นาย David Tyrie , หัวหน้าฝ่าย digital banking และ advance solution ของธนาคาร Bank of America
David Tyrie

นอกจากเรื่อง low-carbon ที่จะติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้แก่ศูนย์กลางสถาบันการเงินของ Bank of America แล้ว พวกเค้ายังเป็นสมาชิก EV100 และติดตั้งสถานีชาร์จไฟให้แก่พนักงานของ Bank of America อีกด้วยครับ

ณ ปัจจุบัน บริษัทได้ทำการติดตั้งหัวชาร์จไฟมากกว่า 100 อันกระจายทั่วทุกสำนักงานของ Bank of America เรียบร้อยแล้ว และทางบริษัทจะพยายามติดตั้งหัวชาร์จไฟเพื่อขึ้นในปีหน้า(2020)อีกด้วย

ทั้งนี้ Bank of America ยังจัดสรรให้ reimbursement(คืนเงิน) สำหรับพนักงานคนไหนก็ตามเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและได้รับการอนุมัติ lease อีกด้วย

สำหรับใครก็ตามที่ต้องการทราบว่า สถานีชาร์จไฟรถยนต์ไฟฟ้าของ Electrify America มีที่ไหนบ้างในอเมริกาก็สามารถเข้าไปยังเว็บ https://www.electrifyamerica.com/locate-charger และสามารถ download app ผ่านมือถือของตนได้อีกด้วยนะครับ

ที่มา : Green Car Report

BLINK DRIVE TAKE

Electrify America นั้นเป็นม้ามืดเรื่องสถานีชาร์จไฟมาซักพักแล้วครับ เท่าที่ผมทราบมาคือเค้าจับมือกับ walmart เรียบร้อยแล้ว ที่จะเปลี่ยนที่จอดรถยนต์ของ walmart ให้กลายเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

electrify America ติดตั้งสถานีชาร์จไฟแล้ว 120 แห่ง ที่มา : walmart

ผมว่าสถานีชาร์จไฟบริษัท Electrify America ก็เหมือน EA Anywhere ของไทยแหละครับ

ยังไงก็จับตากันดูดีๆ นะครับว่า ความเปลี่ยนแปลงนี้จะผลักให้ธุรกิจไหนเกิดตามขึ้นมา และธุรกิจไหนจะดับลงไปนะครับ

‘แบงก์ ออฟ อเมริกา’ คาด ‘จีดีพีสหรัฐ’ ปี63 ติดลบ 0.8% ผลพวง ‘โควิด-19’

“แบงก์ ออฟ อเมริกา” ชี้ “โควิด-19” ทำเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย คาดจีดีพีในประเทศติดลบ 0.8% และคนตกงาน 3.5 ล้านตำแหน่ง

มิเชลล์ เมเยอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟอเมริกา (บีโอเอ) ได้ระบุเตือนบรรดานักลงทุนว่า สหรัฐไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้อีกต่อไป

เมเยอร์กล่าวว่า บีโอเอได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า เศรษฐกิจสหรัฐได้เข้าสู่ภาวะถดถอยแล้วเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเศรษฐกิจจะทรุดตัวลงอย่างหนัก ประชาชนจะตกงาน ความมั่งคั่งจะถูกทำลาย และความเชื่อมั่นจะถูกบั่นทอนทางเศรษฐกิจในหลายด้าน 

บีโอเอ คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 12% ในไตรมาส 2/2563 ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของทั้งปีจะติดลบ 0.8%

นอกจากนี้ ยังคาดว่า อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า โดยจะมีคนตกงานราว 1 ล้านตำแหน่งในแต่ละเดือนของไตรมาส 2 ซึ่งจะส่งผลให้มีคนตกงานรวมทั้งสิ้น 3.5 ล้านตำแหน่ง

“ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนอย่างมากนั้น ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจจะมาจากการดำเนินมาตรการในเชิงรุก โดยในมุมมองของ BOA นั้น เมื่อมีการออกนโยบายเพื่อรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 ก็ไม่ควรจำกัดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” เมเยอร์ระบุ

เมเยอร์กล่าวว่า สถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายลง โดยบีโอเอ คาดว่า  เศรษฐกิจจะชะลอลงในเดือนเม.ย. และจะทรุดตัวลงอย่างหนักหลังจากนั้น แต่จะเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นในเดือน ก.ค.

อย่างไรก็ตาม เมเยอร์กล่าวเสริมว่า แม้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างรุนแรง แต่ เชื่อว่า จะเป็นเพียงระยะสั้นเท่านั้น