“แบงค์ออฟอเมริกา” เลิกให้สินเชื่อ – หยุดให้บริการผู้ผลิตปืนในอเมริกา

FILE - A customer uses an ATM at a Bank of America branch in Boston, Massachusetts, U.S.

ธนาคาร Bank of America ประกาศนโยบายใหม่ ในการงดให้สินเชื่อ รวมทั้งงดให้บริการทางการเงินกับผู้ผลิตปืนในสหรัฐฯ หลังจากพบว่ามีพนักงานนับร้อยคน ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัว หรือเผชิญกับความกระทบกระเทือนทางร่างกายและจิตใจ อันเป็นผลจากเหตุยิงกราดมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดยนายไบรอัน มอยนิฮาน ซีอีโอของ Bank of America บอกถึงการปรับนโยบายใหม่นี้ว่า เขาได้รับเรื่องร้องเรียนจากศูนย์ช่วยเหลือพนักงานของธนาคาร ว่าพบพนักงานมากถึง 151 คน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมจากเหตุยิงกราดในออร์แลนโด นครลาสเวกัส รวมทั้งเหตุยิงกราดในพื้นที่อื่นๆ ทั่วอเมริกา

เมื่อต้นเดือนเมษายน Bank of America เคยประกาศว่าจะหยุดให้สินเชื่อกับบริษัทผู้ผลิตปืน หลังจากเหตุยิงกราดที่โรงเรียนมัธยมรัฐฟลอริดา เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับบริษัทหลายแห่งทั่วอเมริกา ที่ออกมาบอยคอตต์บริษัทที่ทำธุรกิจกับบริษัทผลิตปืนในประเทศ

เรื่อง เงินๆทองๆ และ ค่าครองชีพ ที่ต้องรู้ ก่อนคิดจะไปเรียนที่อเมริกา

กลับมาเจอกันอีกครั้ง กับ บทความดีดี และความรู้ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมตัวไปเรียน

และใช้ชีวิต ในสหรัฐ อเมริกาวันนี้จะมาว่ากันด้วยเรื่อง เงินๆทองๆ ก็คือเรื่อง ค่าเงิน รูปแบบของเงิน

และการใช้เงินในรูปแบบต่างๆรวมถึงเรื่อง ค่าครองชีพ ในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น

ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเรียน และอื่นๆ

เรื่องแรกที่อยากจะเล่าให้ฟัง และบอกให้รู้ก็คือเรื่องเงิน เรารู้กันอยู่แล้ว

$1 ดอลล่าห์สหรัฐต่อเงินไทย มีค่าประมาณ 35 บาท บวกลบ ต่อเงินบาทไทย

ซึ่งเรทค่าเงินนี้ ผันแปลไปตามความต้อการ หรือ Demand Supply ของเงินบาทไทย ต่อ

เงินดอลล่าห์สหรัฐซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามกลไกลตลาดแต่ควบคุมค่อนข้างยาก

ซึ่งเงินดอลล่าห์สหรัฐจะแบ่งเป็น ธนบัตรและเหรียญ โดยธนบัตรจะมี 6 แบบ คือ

$100 $50 $20 $10 $5 $1 

สำหรับเหรียญนั้นก็จะแบ่งเป็น 6 แบบคือ

$0.01 $0.05 $0.10 $0.25 $0.50 $1.00

ลักษณะการใช้เงินก็จะคล้ายๆ บ้านเราแต่ สำหรับ แบงค์ $100 นั้นจะค่อนข้าง

เป็นแบงค์ที่มีมูลค่าเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาใช้ อาจจะยากซักหน่อยถ้าเราซื้อของ มูลค่าน้อยๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินสด หรือ Cash ในอเมริกานั้น ไม่นิยมใช้กันเหมือนในบ้านเรา

เนื่องจาก แทบจะทุกที่ สามารถใช้จ่ายผ่าน เครดิต หรือ เดบิต การ์ดได้ ไม่ว่าจะเป็น

การจอดรถข้างถนน ร้านสะดวกซื้อ แท๊กซี่ ตู้กดน้ำ ร้านอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย 

เรียกได้ว่า เงินสดแทบจะไม่ได้จำเป็นในการดำรงค์ชีวิต  เลยก็ว่าได้

นอกจาก บางร้านซึ่งเป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่จะรับเฉพาะเงินสด ซึ่งแน่นอนว่า

เครดิตการ์ด นั้น สะดวก และ ปลอดภัย กว่าเงินสด และยังสามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเราได้อีกด้วย

สำหรับน้องๆนักเรียนไทยที่ไปถึง สหรัฐอเมริกา สามารถเดินเข้าไปในธนาคารแล้วขอเปิดบัญชี

เพื่อทำบัตรเดบิตได้ โดยใช้เอกสารที่สามารถระบุตัวตนเราได้ 2 อย่างขึ้นไป ซึ่งอาจจะเป็น

 Passport หรือ บัตรประชาชนไทย ใบขับขี่ไทย และ บัตรเครดิตไทย ที่มีชื่อเราอยู่บนบัตร 

โดยที่อเมริกานั้นจะไม่มีสมุดบัญชีเหมือนบ้านเรา แต่จะเป็นการใช้ ระบบ ออนไลน์ 

บนเว็บไซด์ หรือแอปพลิเคชั่น เป็นส่วนมาก ซึ่งค่อนข้างสะดวก และ ง่ายต่อการใช้งาน

 สำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย หรือ ค่าครองชีพในอเมริกา นั้น ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคนกังวล

เพราะว่า ด้วยค่าเงิน และค่าครองชีพที่สูงนั้น อาจเป็นปัญหาหลักๆของการมา ศึกษาต่อที่นี่

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ค่าครองชีพในแต่ละอย่างนั้น ประมาณเท่าไร่ 

และมีทางเลือกใดให้เราบ้าง

ค่าที่พัก

สำหรับ นักเรียนที่ไทย ที่สมัครเรียนผ่าน โรงเรียน หรือเอเจนต์ซี่ ส่วนใหญ่แล้ว 

มักจะแนะนำ หรือ มีทางเลือก ให้เราทางเดียว คือ ที่พัก ที่โรงเรียนจัดหาให้

ซึ่งที่พักเหล่านั้นจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่จะอยู่ใกล้กับโรงเรียนที่เราสมัครเรียนไป

อาจจะเป็นได้ทั้ง อาพาร์ทเม้นท์ โฮสแฟมมิลี่ หรือ โฮมเสตย์ ก็ได้ โดยราคาต่อเดือน

มักจะไม่ต่ำกว่า $1,000 ขึ้นไปโดย  ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง $1,200-$1,500 

แต่รู้หรือไม่ว่า ที่พักที่มีราคาถูกกว่านั้นเท่าตัว คือราคา $400-$600 นั้นก็มีอยู่ทั่วไป

เพียงแต่เราไม่รู้จักเท่านั้นหอพัก หรือ บ้านพัก ที่ไกล โรงเรียนออกมา จะมีราคาถูกกว่าพอสมควร

แต่อาจจะต้องเดินทางโดยรถไฟ หรือ รถเมล์ ประมาณ 30 – 45 นาที นอกจากนั้นยังสามารถหา

โฮมเสตย์ หรือบ้านฝรั่งที่มีห้องว่าง ในบ้านของเค้า ให้เราเช่าเป็นรายเดือน 

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นห้องส่วนตัวโดยสามารถหาได้จาก เว็บไซด์ต่างๆ 

ยกตัวอย่างเช่น www.Homestaybay.com

ค่าอาหาร

มีคนถามว่า $1 (35 บาท) ใน อเมริกาซื้ออะไรได้บ้าง เอาจริงๆแล้ว เขียนวันนี้ก็ไม่หมด

เพราะเยอะจริงๆนะ (ไม่รวม tax) ร้าน $1 ในอเมริกามีเยอะมาก เช่น Dollar Tree หรือ 99cents 

คล้ายๆ DAISO บ้านเราแต่มีทุกอย่างของกิน ของสด ของใช้ ขนม น้ำ ยา ประมาณว่าเดินเข้า 

บิ๊กซี ขนาดย่อมๆ แต่ทีเด็ดเลยคือ ทุกอย่าง $1 

นอกจากร้านนี้ ก็มีอีกอย่างนึงที่อยากนำเสนอคือ พิซซ่าในเซเว่น ชิ้นใหญ่มาก ใหญ่กว่า

ถาดใหญ่บ้านเราอีก ชิ้นละ $1 (35 บาท) หรือ ถาดละ $5 (175 บาท) แถมอร่อยด้วย

นอกจากนั้นยังมีไก่ทอด แซนวิส และอีกหลายๆอย่างราคา $1-$3 (35-105 บาท)

 ก็อิ่มๆออกมา

แต่เอาจริงๆแล้ว เราจะกินอาหารพวกนี้ทุกวันคงไม่ไหว งั้นมาดูในฝั่งของร้านอาหาร

และ Fasfood แบรน์ดังๆกัน ร้านอาหารเอเชีย ทั่วไป ถ้าเราไปทาน บะหมี่ ซักชาม 

หรือ ข้าวผัดซักจาน ราคาก็จะประมาณ $6-$8 (200-250 บาท) แต่ถ้าเข้าร้านอาหารไทย

 ราคาก็จะแพงมาหน่อยประมาณ $8-$10 (280-350) เอาเป็นว่าไปกินในห้างบ้านเรา 

ยังแพงกว่าอีก เราก็ยังกินกันประจำ บางคน กินจนมันเคยชินไปซะละ 

ส่วนทางด้าน Fastfood ยอดนิยมกันบ้าง ไม่ว่าจะเป็น Macdonal, KFC, Carls JR, Burger Kings, Subway

และอื่นๆอีกมากมาย ราคาไม่ได้ต่างจากเมืองไทยเท่าไร่นัก บางแบรนด์ถูกกว่านิดหน่อย

บางแบรนด์แพงกว่านิดหน่อยอย่าง Macdonal ก็มี $1 Menu ซึ่งมีตลอดทั้งปีและน่าจะมีไปอีกหลายปี

แต่ที่ชอบจิงๆคือ น้ำอัดลมเค้ากดฟรี เติมได้ตลอด

ของใช้ทั่วไป และ เสื้อผ้า

อันนี้ การันตรีเลยว่า ถูกกว่าจริงๆ อย่างที่รู้กันว่า คนไทย ไปหิ้วมาขาย ทำพรีออร์เดอร์กันเยอะแยะ

คงไม่ต้องบรรยาย สรรพคุณมาก ของแบร์นเนมถ้าเทียบกับบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า

บอกเลยว่า ถูกกว่าเยอะ โดยเฉพาะที่ OUTLET หรือ DISCOUNT STORE ต่างๆในแต่ละเมืองเช่น

ROSS, TJMAXX, MARSHALLS และอื่นๆ ขุมทรัพย์ ของถูกและดี อยู่ในนี้เพียบ

สำหรับคนที่ไม่เน้นแบร์นเนม หรือหาของใช้ในบ้าน ในครัว และอื่นๆ ก็สามารถไปหาใน DISCOUNT STORE

ที่กล่าวมาได้ เช่นกัน เพราะมีสินค้า หลากหลาย และครอบคลุมมาก หรือ อาจจะไปร้าน $1 ที่กล่าวไปแล้ว

ก็ยังได้ นอกจากนี้ก็จะเป็น ซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วๆไป แต่อยากแนะนำว่า COSTCO และ WALMART ของถูกที่สุด

ช่องทางสุดท้ายที่อยากจะบอกคือ ช่องทางที่กำลังนิยมในการ ซื้อของ และ ช็อปปิ้งที่สุด ในอเมริกา

นั้นคือ AMAZON ปัจจุบัน มีขายแทยทุกอย่าง และส่งภายในไม่กี่ชั่วโมง

สินค้าหลายอย่างราคาถูกว่าร้านค้า แถมมีรับประกัน คืนสินค้า คืนเงิน หากไม่พอใจ

ซึ่งบอกได้เลยว่า ถ้าได้ลองและจะติดใจ รู้ตัวอีกที กระเป๋าแห้งแน่ๆ

*** สินค้าที่อเมริกา แทบจะทุกอย่างสามารถ คืนได้ และสามารถได้รับเงินคืนเต็มจำนวนอีกด้วย

โดยมีระยะเวลา 30-60 วันหลังจากวันที่ซื้อ ขึ้นอยู่กับ ข้อกำหนดของแต่ละร้าน เช่น อยู่ในสภาพใหม่

ยังไม่ได้ใช่ ไม่ชำรุด มีใบเสร็จ หรือ ป้ายสินค้ายังอยู่ครบ เป็นต้น

ค่าเรียน

ค่าเรียนจะแบ่งออกเป็นหลักๆ คือ 1. เรีบนภาษา 2 เรียนระดับปริญญา 3. เรียนระดับ certificate

1. สำหรับการเรียนภาษานั้น ค่าเรียนเริ่มต้น อยู่ที่ $400-$1500 ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับ

ชั่วโมงการสอน สถาณที่ตังเมืองที่ตั้ง คุณภาพของอาจาร์ย ขนาดของห้องเรียน เนื้อหาที่เรียน

และนักเรียนของสถาบันนั้นๆซึ่งแน่นอนว่า ราคา มักจะไปควบคู่กับ คุณภาพ ซะส่วนใหญ่

บางโรงเรียนมีราคาที่ถูก แต่ไม่ได้แปลว่าสถาณะของ โรงเรียนจะดี หรือ อาจมีปัญหาในการยื่นขอวีซ่า

จำนวนนักเรียนในห้องอาจมีมากถึง 50 คนต่อ อาจาร์ยหนึ่งคน หรือ อาจจะ ไม่ได้มีการเรียน

การสอนที่ได้มาตารฐานก็เป็นได้ซึ่งแตกต่างจาก โรงเรียนที่ดี และมีราคาสูงกว่า

ซึ่งห้องเรียนนึงอาจมี ประมาณ 10-15 คน และมี อาจาร์ย หรือ หลักสูตรการเรียนการสอน

ที่ดีและมีคุณภาพมากกว่า

2. สำหรับการเรียนระดับ ปริญญานั้นค่าเรียนจะเริ่มต้นประมาณ $20,000 – $50,000 ต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับ

มหาวิทยาลัย และสาขาที่เราเลือกเรียน แต่ส่วนใหญ่และ จะสามารถยื่นขอทุนได้ ตั้งแต่ 1-4 ปี 

แล้วแต่บุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณา การสัมภาษณ์ และผลการเรียนของเรา

3. สำหรับ การเรียนระดับ certificate ราคาจะแตกต่างกันไปตาม สาขา วิชา ที่เราต้องการเรียน

ราคาอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ ระดับ $3,000 – $100,000 

หลังจากอ่าน บทความนี้ เราจะเห็นได้ว่า การไปเรียนและใช้ชีวิต อยู่ใน อเมริกา

ไม่ได้ยากหรือต้องใช้เงินมากมายเหมือนที่เราเคย ได้ยินได้ฟังมา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเรารู้ หรือไม่รู้

เราแสวงหา หรือเราอยู่เฉยๆที่พัก อาหาร ของใช้จำเป็น ค่าเรียน มีหลายระดับ ราคา และ

มาตราฐานให้เราเลือก ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรา เหมาะสม หรือมีความสามารถที่จะเลือกสิ่งไหน

ให้เหมาะสมกับตัวเองก็เท่านั้น 

ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมโดยประสบการณ์และการทำงานของพี่ๆ WE STUDY INTER เอามาฝากไว้ให้น้องๆได้อ่านเพื่อเตรียมความพร้อมในการมาเรียนที่อเมริกาค่ะ เรามีบริการครบวงจรตั้งแต่ขั้นตอนให้คำปรึกษา สมัคร เรียน ขอวีซ่า จนถึงการไปรับที่สนามบิน พร้อมดูแลน้องๆทุกคนในการเริ่มต้นใช้ชีวิตที่อเมริกา โดยพี่ๆทีมงานคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ น้องๆหรือผู้ปกครอง สามารถลดความกังวลได้ สำหรับคนที่กลัวว่าไปถึงแล้วจะทำเริ่มต้นยังไง ซึ่งบริการทั้งหมดนี้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะค่ะ

เรื่อง เงินๆทองๆ และ ค่าครองชีพ ที่ต้องรู้ ก่อนคิดจะไปเรียนที่อเมริกา

รู้ไหม? ธนบัตรของอเมริกามีอะไรซ่อนอยู่

ธนบัตรอเมริกา เรื่องน่ารู้ เรื่องรอบตัว

เรื่องรอบตัวที่น่าสนใจ อย่าง ธนบัตรดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ที่มีรายละเอียดและโค้ดลับบนนั้นมากมาย ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ เรียกได้ว่าถ้าใครปลอมธนบัตรนี้คงรู้ทันที ลองมาดูกันว่ามีจุดสังเกตอะไรที่น่าสนใจบ้างบนธนบัตรอเมริกา

รู้ไหม? ธนบัตรของอเมริกามีอะไรซ่อนอยู่

1. ธนบัตร 5 ดอลลาร์ บริเวณรอบๆ ขอบธนบัตรจะมีคำว่า ” FIVE DOLLARS” มากมาย

2. บนโล่สัญลักษณ์ของหน่วย Great Seal บนธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “E PLURIBUS UNUM” และ “USA

3. บนเลข 5 ด้านหลังธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “USA FIVE” พิมพ์ไว้ตรงหางของตัวเลข

4. ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ ภาพอนุสาวรีย์ลินคอล์น มีชื่อของแต่ละรัฐในประเทศอยู่

ต่อไปข้อมูลธนบัตร 10 ดอลลาร์

1. ป้าย HAMILTON มีตัวอักษรเล็กๆ เขียนว่า “The United States Of America” และ “Ten Dollars”

2. และบริเวณด้านข้างของธนบัตรด้วย

3. ด้านล่างรูปคบเพลิงมีคำว่า “USA 10” ซ่อนอยู่

ธนบัตร 20 ดอลลาร์

1. ตรงตัวอักษร Twenty USA มีคำว่า “USA20” ตัวเล็กๆ ล้อมอยู่โดยรอบ


2. คำว่า “The United States Of America 20 USA 20 USA” ปรากฎอยู่บนหรอบสีดำใกล้ๆ ตัวเลข 20

ธนบัตร 50 ดอลลาร์


1. ขอบด้านซ้ายของธนบัตรมีคำว่า “Fifty” และภายในเครื่องหมายรูปดาวมีคำว่า “Fifty” “USA” และ “50”

2. คำว่า “The United States Of America” ถูกสลักไว้บนคอเสื้อของประธานาธิบดี

ธนบัตร 100 ดอลลาร์

1. มีคำว่า “The United States Of America” พิมพ์อยู่บนปกเสื้อบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกา Benjamin Franklin
2. รอบๆ ลายน้ำมี “USA 100” พิมพ์อยู่
3. “One Hundered USA” เขียนไว้รอบๆ ขนนกสีทอง”
4. ตัวเลข “100”พิมพ์ไว้โดยรอบธนบัตร

5 ปัจจัยสำคัญในการลงทุนฝั่งอเมริกา-ยุโรปสำหรับวันนี้

© Reuters.

บทสรุป 5 ข้อเกี่ยวกับภาวะการลงทุนฝั่งสหรัฐ-ยุโรปในวันพุธที่ 8 กรกฎาคมมีดังต่อไปนี้

1. ประเด็นฮ่องกงกระทบ HSBC แต่ดอลลาร์ฮ่องกงยังคงตัว

สหรัฐกำลังเฟ้นหาหนทางอื่นที่จะตอบโต้จีนเนื่องจากการละเมิดความเป็นเอกเทศของฮ่องกงด้วยการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติของจีน

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังหาวิธีที่จะยกเลิกการซื้อขายคู่สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกงกับดอลลาร์สหรัฐ ทว่าการกระทำเช่นนั้นอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินอย่างมาก

หุ้นของ HSBC ร่วงลงมากที่สุดในรอบสองเดือนเนื่องจากการกระทำดังกล่าวของสหรัฐอาจเป็นอุปสรรคแก่ธนาคารฮ่องกงในการซื้อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในอนาคต ทว่าค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงยังคงตัวและดัชนี Hang Seng ขยับขึ้น 0.6%

2. ยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

สหรัฐมียอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ประจำวันสูงกว่า 60,000 รายเป็นครั้งแรก และรัฐเท็กซัสก็มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 10,000 ราย

ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหารขององค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า คงไม่เป็นเรื่องที่่นาแปลกใจหากยอดผู้เสียชีวิตทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากการระบาดได้เกิดขึ้นซ้ำสองไม่ใช่แค่เพียงในสหรัฐ แต่ยังพบการระบาดในแถบละตินอเมริกาและอินเดียอีกด้วย

ทั้งนี้ประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวไว้เมื่อวานนี้ว่า เขาจะกดดันให้โรงเรียนประถมและมัธยมต้องเปิดเทอมภายในฤดูใบไม้ผลิที่จะถึงให้ได้ เพราะจะทำให้ผู้ปกครองของเด็กสามารถกลับไปทำงานได้ แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลสหรัฐก็ยังไม่ได้เผยรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการว่าจะต้องทำอย่างไรโรงเรียนจึงจะสามารถเปิดเทอมได้อย่างปลอดภัย

3. ตลาดหุ้นเตรียมเปิดหลายทิศทาง และ Allstate จ่อซื้อกิจการ National General

ตลาดหุ้นสหรัฐอาจคงตัวหรือปรับตัวลงหลังจากปรับตัวขึ้นมาห้าวันติดต่อกัน หลังตลาดมีความกังวลว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาอาจกดดันการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

เมื่อเวลา 6:30 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (1030 GMT) สัญญาซื้อขายดัชนี Dow ล่วงหน้าขยับลง 33 จุดหรือ 0.1% สัญญาซื้อขายดัชนี S&P 500 ล่วงหน้าติดลบไม่ถึง 0.1% และสัญญาซื้อขายดัชนี Nasdaq 100 ล่วงหน้าปรับตัวขึ้น 0.2%

ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ก็ปรับตัวลงแต่ตลาดหุ้นจีนยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Bed Bath & Beyond จะรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกหลังเวลาตลาดปิด และหุ้นที่น่าจับตาในวันนี้คือบริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ Allstate ที่ได้ตกลงซื้อกิจการบริษัทคู่แข่ง National General เป็นมูลค่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ

4. ราคาทองคำแตะระดับสูงสุดในรอบเก้าปี

ราคาทองคำโลกปรับตัวขึ้นเหนือ $1,800 เป็นครั้งแรกในรอบเกือบเก้าปี ขณะที่ความหวาดหวั่นต่อการระบาดระลอกที่สองและความคาดหวังต่อการปรับนโยบายให้มีความผ่อนคลายมากขึ้นของเฟดล้วนดึงดูดให้ผู้ลงทุนหันมาถือครองสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น

อ้างอิงจากสภาทองคำโลก กองทุน ETF ของทองคำได้มีกระแสเงินสดไหลเข้าสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 โดยเพียงแค่เดือนมิถุนายนเดือนเดียวก็มีการสั่งซื้อทองคำเพิ่มถึง 104 ตัน ทำให้การถือครองทองคำทั่วโลกอยู่ที่ระดับสูงสุดในประวัติศาสตร์ถึง 3,621 ตัน

ทางด้านฝั่งยุโรป ประธานธนาคารกลางยุโรป คริสทีน ลาการ์ด ได้เน้นย้ำในบทสัมภาษณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะยังไม่ทำการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต่อไปอีกสักพักหลังจากเพิ่มวงเงินการซื้อพันธบัตรฉุกเฉินเป็นมูลค่าเกือบสองเท่า

5. สหราชอาณาจักรเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วย ‘งบประมาณย่อย’ จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอังกฤษ Rishi Sunak

คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะประกอบไปด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานไฟฟ้าในครัวเรือนและอาคารพาณิชย์เป็นมูลค่า 3 พันล้านปอนด์, การสนับสนุนศิลปะและการบันเทิงเป็นมูลค่า 1.5 พันล้านปอนด์ และเงินสนับสนุนรายได้สำหรับเยาวชนเป็นมูลค่า 2 พันล้านปอนด์ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าจะมีการยกเว้นภาษีค่าโอนที่อยู่อาศัยด้วยเพื่อฟื้นตลาดอสังหาริมทรัพย์สหราชอาณาจักร

ความคืบหน้าครั้งนี้ตามมาหนึ่งวันให้หลังจากที่นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายบอริส จอห์นสัน ได้แจ้งนายกรัฐมนตรีเยอรมนี อังเกลา แมร์เกิลว่า สหราชอาณาจักรพร้อมตั้งรับกรณีที่ไม่มีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรปเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านปัจจุบันของ Brexit ในสิ้นปีนี้ โดยเงินปอนด์อ่อนค่าลง 0.1% เท่ากับ 1.2525 ดอลลาร์สหรัฐและ 1.1113 ยูโร5 ปัจจัยสำคัญในการลงทุนฝั่งอเมริกา-ยุโรปสำหรับวันนี้ (8 ก.ค.)

สหรัฐอเมริกา ประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด

โดยปกติ การพิมพ์ธนบัตรของแต่ละประเทศในโลกใบนี้ สมัยก่อนจะต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำเป็นตัวประกัน แบบว่ามีทองคำเท่าไร ก็พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้เท่านั้น ปัจจุบันไทยเราใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เป็นสินทรัพย์ที่หนุนหลังธนบัตรออกใช้ จะต้องรักษาและกันไว้ต่างหากจากทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในค่าของธนบัตรและเป็นหลักประกันว่าการออกใช้ธนบัตร มีขอบเขตอยู่เท่ากับสินทรัพย์ที่จะมาเป็นทุนสำรองเงินตรา

สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐซึ่งเป็นมหาอำนาจในสมัยนั้นจากผู้นำในการชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้สหรัฐเป็นผู้นำของโลกนับแต่นั้นมา อำนาจในมือของสหรัฐล้นเหลืออย่างหาที่สุดไม่ได้ จนกระทั่งปี 1971 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯได้ออกมาประกาศยกเลิกการใช้ทองคำหนุนหลังธนบัตร

ทำให้สหรัฐฯเป็นเพียงชาติเดียวที่สามารถพิมพ์ ธนบัตรออกมาเป็นปริมาณเท่าใดก็ได้ และในปี 2008 เกิดวิกฤติอสังหา (Subprime) แตกในสหรัฐ และ FED ก็ได้พิมพ์เงินดอลลาร์ ออกมาใช้มากกว่าระดับปกติถึง 3 เท่าตัว เพื่อเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลเองประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังอุ้มได้แล้ว

ตั้งแต่มีการตั้ง FED ในปี 1913 และ ประธานาธิบดี นิกสัน ยกเลิกผูกเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971และจะเห็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาภาวะเงินเฝืดก็แทบไม่เคยปรากฏในระบบเศรษฐกิจสหรัฐอีกเลย และด้วยเงินดอลล่าคือสกุลเงินหลักของโลก ทำให้ภาวะข้าวของแพงระบาดหนักไปทั่วโลก และมันเป็นจุดเริ่มความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสหรัฐในทศวรรษหน้า

การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกแต่ก่อนต้องใช้เงิน ดอลลาร์เท่านั้น

การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้เงินตราสกุลอื่น เช่น ยูโร หรือเยนที่เกิดจากการผลักดันของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา และล่าสุด ในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ครั้งที่ 146 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่เมืองอาบู ดาบีประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ผ่านมานี้ อิหร่านได้กระโดดเข้ามาผลักดันแนวคิดนี้

อย่างจริงจังโดยเสนอให้ตั้งธนาคารโอเปกขึ้นมา และให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์ททำให้การเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นการคุกคามเศรษฐกิจสหรัฐ

การที่อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถขาดดุลชำระเงินและขาดดุลการค้าได้มากขนาดนี้หรือเรียกว่า “การขึ้นรถฟรี (free rider)” ก็เพราะได้ใช้อิทธิพลทำข้อตกลงกับกลุ่มประเทศโอเปกเมื่อปี 1971 ให้การซื้อขายน้ำมันโลกใช้เงินดอลลาร์เพียงสกุลเดียว ข้อตกลงนี้ทำให้ทุกประเทศที่บริโภคน้ำมัน ต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อใช้ในการซื้อน้ำมันเข้าประเทศ และการซื้อขายน้ำมันโลกร้อยละ 85 ซื้อขายกันนอกประเทศสหรัฐอเมริกาและหมุนเวียนกันอยู่ภายนอกอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด(ตามข้อตกลงของไอเอ็มเอฟ โดยที่ไม่ต้องมีทองคำมาสำรองตามจำนวนที่พิมพ์ออกมา) และไม่ต้องหวั่นว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศ เพราะ

1.เงินที่พิมพ์ออกมานี้ก็คือเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือจ่ายหนี้ให้ประเทศที่สหรัฐนำเข้าสินค้า

2.มาตรฐานชีวิตคนสหรัฐจึงสูงที่สุดในโลก เพราะพิมพ์เงินออกมาซื้อฟรี กินฟรีสินค้าจาก

3.ทั่วโลกหรือลงทุนในประเทศอื่น ๆ เพื่อหากำไรส่งกลับเข้าประเทศ ประเทศที่ขายสินค้าให้

4.สหรัฐก็นำเงินดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือนำมาไว้ใช้ซื้อน้ำมันมาบริโภค และเพื่อนำเข้ามาผลิตสินค้าไว้ขายสหรัฐต่อไปเป็นวงจรหรือไม่ก็นำมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasury Bonds) ซึ่งก็คือ นำเงินที่ขายสินค้าได้ดุลมาให้สหรัฐที่เป็นผู้บริโภคกู้เพื่อนำมาซื้อ สินค้ากลับไปกินไปใช้ใหม่ (recycle)

สหรัฐอเมริกา ประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด

แบงค์ในอเมริกา

เมื่อดอลลาร์สหรัฐกำลังจะกลายเป็นเศษกระดาษ

ไอเอ็มเอฟ ให้การยอมรับเป็นทางการ ถึงการยอมรับ เงินตราของจีน เงินหยวน เข้าสู่ตะกร้าแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ตามข่าว รอยเตอร์, อันถือได้เป็นลีลาของไอเอ็มเอฟในการวางค่าเงินหยวนให้ค่าระดับเดียวกับ ดอลลาร์สหรัฐ อันถือได้เป็นอนุกรมแห่งโลกวิวัฒนาการขจัดดอลลาร์สหรัฐพ้นจากฐานะเงินตราสำรองโลก

ผู้เชี่ยวชาญทำนายการประกาศครั้งนี้จะทำให้เกิดความมั่งคั่งอย่างลึกซึ้งในช่วงชีวิตของเรา ฉะนั้นหากท่านประสงค์ปกป้องเงินออมและเงินเลี้ยงชีพ ทางที่ดีท่านพึงโอนถ่ายการลงทุนในรูปดอลลาร์ สู่รูปแบบอื่นที่มั่นคงขณะที่เงินตราเหล่านั้นกำลังหันหน้าสู่การล่มสลาย

ไอเอ็มเอฟ ทรงอำนาจยิ่งใหญ่

กองทุนระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เป็นองค์กรโลกที่มีอำนาจเปี่ยมล้นในพิภพ ทำหน้าที่กำกับดูแลเศรษฐ์กิจความมั่นคงกว่า 185 ประเทศ บัญญัติกฏระเบียบการเงินสากลและช่วยเหลือกอบกู้ประเทศที่เผชิญเศรษฐกิจวิกฤติ บ้างกล่าวเตือนว่าการเคลื่อนไหวใดของ ไอเอ็มเอฟที่จะ

แทนที่ดอลลาร์สหรัฐอาจจะเป็นการสร้างความหายนะแก่การลงทุนของอเมริกา

และบัดนี้ ไอเอ็มเอฟได้เริ่มก้าวย่าง ดังรายงานโดย Wall Street Journal ว่า ไอเอ็มเอฟ ประกาศเป็นทางการยอมรับ เงินตราจีน – เงิน หยวน เข้าสู่ตะกร้าแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ อันเป็นการประกาศครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ไอเอ็มเอฟ ได้ขยายจำนวนเงินตราในตะกร้าแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ทั้งนี้ย่อมหมายความว่าบัดนี้เงินตราประเทศจีนดำรงฐานะเทียบเคียงดอลลาร์สหรัฐทางโลกการเงิน

นาย Juan Zarate, ผู้เคยช่วยสร้างรูปแบบสกัดกั้นโครงสร้างการเงินช่วงที่ช่วยงานการคลังสมัยรัฐบาล George W. Bush กล่าว “บัดดล [เงินตราอื่นใด] มีฐานะเทียบเคียง ดอลลาร์ กฏแห่งเกมเริ่มแปรผัน

Leong Sing Chiong ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกลางขนาดใหญ่ กล่าวว่า เงินที่ค่าเทียบเคียง ดอลลาร์ ก็ไม่ต่างการปฏิรูปภาพภูมิประเทศเชิงการเงินในระยะ 5-10 ปี

ผู้เชี่ยวชาญเงินตรา ดร. Steve Sjuggerud กล่าวเตือน “ข้าพเจ้าโลดแล่นในตลาดมามากกว่า 20 ปี แต่ไม่เคยประสบพบเห็นวิธีการใดที่สามารถเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหาศาลได้ปานนี้ การประกาศจะก่อเกิดผลกระทบแบบห่วงโซ่ นั่นคือคำเตือนพื้นฐานต่อผู้คนในอเมริกาที่ร่ำรวย ณ ปีย่างใกล้

พร้อมคือผู้ต้องดิ้นรน

ดร. Sjuggerud กล่าวหากคุณถือครองทรัพย์สินกระดาษสหรัฐ และนั่นรวมถึง ใบหุ้น. พันธบัตร หรือแม้เพียงเงินสดในบัญชีธนาคาร จงพึงสังวรว่าอะไรจะเกิด และเรียนรู้ที่จะเผชิญ มีผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการก้าวกระโดดของราคาทองคำและเงินเป็นผลก่อขึ้นโดยตรงแห่งปฏิบัติการของไอเอ็มเอฟเมื่อค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำ

ดอลลาร์ สหรัฐ สิ้นค่า เป็นหนึ่งในเส้นสัมพันธุ์ที่น่าสะพรึงกลัว

เมื่อ 600 ปีก่อน เงินตราสำรองโลกมีทั้งหมดหกสกุล ควบคุมโดยมหาอำนาจ ล่าสุด เงินดอลลาร์สหรัฐรับการรับรองเป็นเงินตราโลกเป็นระยะเวลามากกว่า 80 ปี ความจริงที่กึกก้องระทึกกลัวคือ

ทุกช่วงเวลา 80 – 90 ปีสำหรับ 6 ศตวรรษ จะเกิดเหตุล่มสลายของเงินตราสำรองโลก สำหรับอเมริกาและการครอบครองดอลลาร์สหรัฐจะมีความหมายอะไรอิงหลักฐานชั่วครู่และประวัติดำรงอยู่อย่างยาวนาน ผู้เชี่ยวชาญทำนายการล่มสลายอย่างกระทันหันของดอลล่าร์สหรัฐ อะไรจะก่อเกิดระทึกตกใจมากกว่าเล่า ชนอเมริกาจำนวนมากไม่แม้ขยับปฏิบัติใดที่จะปกป้องเงินออมและค่าเลี้ยงชีพรองรับดอลลาร์สหรัฐล่มสลาย

เพียงมองย้อนเส้นแสดงความสัมพันธ์ที่แสดงย้อนยุคอดีต 600 ปีของการล่มสลายแห่งเงินตรา จงยอมรับว่าดอลลาร์สหรัฐเป็นที่ยอมรับมายาวนานถึง 88 ปี อันเป็นเวลาเท่าเทียมกับเงินตราในอดีตกาล

ชัดเจนที่เหตุใดเหล่าผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าอายุขัยของดอลลาร์อเมริกาในฐานะเงินตราสำรองโลกกำลังเคลื่อนสู่จุดดับ

การล่มสลายของมวลเงินตรากระดาษ(ไร้ค่า)

เงินตรา “Fiat” ล่มสลายสิ้น

เงินตรา “Fiat” คือเงินตรากระดาษเปล่าที่ไม่มีอะไรค้ำจุน แตกต่างกับเงินต้องตามกฏหมาย (sound money) ที่หนุนค้ำด้วยทองคำ หรือ ของมีค่าอื่น (เป็นเงินตราของแต่ละประเทศ) สำหรับ fiat currency ไม่มีอะไรค้ำจุนมากไปกว่าลมปากการปกครองของรัฐบาล ดอลลาร์สหรัฐอเมริกากลายเป็นเงินตรากระดาษเปล่านับแต่ประธานาธิบดี Nixon ปิดกำปั่นทองคำ (gold window) ค้ำประกันค่าเงิน (ดอลล่าร์) ในปี 1971 ซึ่งถือได้เป็นการปล้นครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์อเมริกา ความจริงที่น่าตกใจคือแต่ละช่วงอายุโดยเฉลี่ยของแต่ละเงินตรากระดาษเปล่าอยู่ที่ 40 ปี และดอลลาร์สหรัฐ ฯ บัดนี้อยู่ในคราบเงินตรากระดาษเปล่าเกิน 40 ปี!

ก่อนปี 1933 และนับรวมเกิน 100 ปี ดอลลาร์ค้ำจุนด้วยทองคำและเงิน 20 ดอลลาร์สามารถซื้อทองคำได้ 1 ออนซ์ แต่หลังจากปี 1933 ประชาชนอเมริกาถูกรัฐบาลขโมยทองคำ บังคับแลกกับพันธบัตร 20 ดอลลาร์ ค่าทองคำได้ปรับค่าสูงขึ้นเป็น 35 ดอลลาร์ นั่นคือดอลลาร์ด้อยค่า 43% ชั่วข้ามคืน ผู้คนทุกหมู่เหล่าที่ถือครองดอลลาร์ตกสู่สภาพเหมือนหนึ่งถูกปล้น

ในปี 1971 หลังจาก Nixon ล้มล้างระบบ ทองคำหนุนค่าเงินตรา (Gold Window) ราคาทองคำ หนึ่งออนซ์ 67 ดอลล่าร์ เท่ากับ ดอลลาร์สหรัฐมีค่าตกต่ำ 50% ปัจจุบันต้องใช้เงินถึงเกินพันดอลลาร์สหรัฐถึงจะซื้อทองคำในน้ำหนักทองคำหนึ่งออนซ์ ทำไม? ก็เพราะว่าสภาพปัจจุบันดอลลาร์สหรัฐเป็นเพียงกองทุนสำรองสหรัฐที่ค่าดิ่งลง,ภายใต้บริหารของรัฐบาลจอมทุจริตที่ก่อผลหนี้อันน่าเศร้าถึง 18,000,000,000,000 ดอลล่าร์ที่หมดปัญญาชำระ, ที่ออกดอกซ้ำเติมทุกนาทีละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

จงหาทางปกป้องตัวเองก่อนสายเกินแก้

เงินตรากระดาษเปล่านี้ใช้ไปตามจังหวะโอกาส กองทุนสำรองสหรัฐ, รัฐบาลสหรัฐ และ วอลล์สตรีต จอมหลอกลวง ใช้อำนาจบริหารดอลลาร์อย่างผิดๆ ก่อเกิดผลสะท้อนกลับจากทั่วสังคมโลก กองหนี้ทับถมดอลลาร์สหรัฐที่หมดทางแก้ไขบดขยี้ความเชื่อถือของดอลลาร์สหรัฐจนไร้ผู้ต้องการและสุดสิ้นการยอมรับของวงการค้าโลก ดอลลาร์เสื่อมค่าหมายถึงไม่ว่าตราสารการลงทุนใดในรูปดอลลาร์, หุ้น, กองทุนสัมพันธุ์ (mutual fund), ตลาดการเงิน, บัญชีเงินสด, ฯลฯ ก็จะล่มสลายตามดอลลาร์ รัฐบาลและกลุ่มธนาคารจะฉกฉวยหาทางปกป้องตนเองโยนการแบกรับภาระความเสียหายให้ท่านแบกรับแทน!!!

ฉะนั้นขณะที่เรากล่าวอำลาต่อการน่าเชื่อถือของดอลลาร์ แต่มิได้หมายความว่าจะละทิ้งเงินออมและเงินยังชีพ อย่างน้อยท่านต้องสับเปลี่ยนบางส่วนของเงินออมและค่ายังชีพจากรูปแบบพื้นฐานในระบบเงินดอลลาร์ในระบบการเงินกระดาษแปล่าและ ปกป้องด้วยหลักทรัพย์ที่ปลอดจากผูกพันกับมวลเงินตรากระดาษเปล่าที่แม้เคยผูกการสัมพันธ์กับทองคำเมื่อกาลอดีต 5,000 ปี

เมื่อดอลลาร์สหรัฐกำลังจะกลายเป็นเศษกระดาษ
แบงค์ในอเมริกา

ทำไมอเมริกาถึงพิมพ์ดอลล่าได้เอง

เรื่องในตอนนี้ผมจับเนื้อหามาจาก กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2550 นะครับ

อย่างที่อ่านกันไปในตอนที่ 1-3 นายมูกาเบ้ เคยทำยังไงเอาไว้ บุช, โอบาม่าก็กำลังดำเนินรอยตามแบบนั้นเช่นกันครับ หากยังไม่หักดิบเปลี่ยนนโยบาย เส้นทางที่สหรัฐอเมริกากำลังเดินไปจุดหมายคือ Hyperinflation อย่างแน่นอน

ไม่สำคัญว่า จะเป็น ซิมบับเวียน ดอลลล่าร์ห์ หรือ US ดอลลล่าร์ห์
เมื่อกระทำ“เหตุ” อย่างเดียวกัน ก็ย่อม ให้ “ผล” ที่ไม่ต่างกัน.

ในตอนที่เกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ หลายๆ คนหลายๆ สำนักวิเคราะห์กันว่าปัญหาของซับไพรมหรือหนี้ด้อยคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์ แต่อันที่จริงสาเหตุเศรษฐกิจขาลงทางด้านเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐยังไม่ใช่สาเหตุหลักของหายนะของค่าเงินดอลลาร์ และจุดเริ่มความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจอเมริกันในทศวรรษหน้า

สาเหตุที่แท้จริงคือ การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้เงินตราสกุลอื่น เช่น ยูโรหรือเยน ที่เกิดจากการผลักดันของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา และล่าสุดในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ครั้งที่ 146 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่เมืองอาบูดาบี ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ผ่านมานี้ อิหร่านได้กระโดดเข้ามาผลักดันแนวคิดนี้อย่างจริงจัง โดยเสนอให้ตั้งธนาคารโอเปกขึ้นมา และให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์

ทำไมการเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นการคุกคามเศรษฐกิจอเมริกา

ปีที่แล้วอเมริกาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (current account deficit) $811 พันล้านเหรียญ – 8.11 ล้านล้านเหรียญ หรือ 6% ของจีดีพี ตัวเลขนี้ คือ รายจ่ายที่มากกว่ารายรับ

การที่อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถ ขาดดุลชำระเงินและขาดดุลการค้าได้มากขนาดนี้ หรือ เรียกว่า “การขึ้นรถฟรี (free rider)” ก็เพราะได้ใช้อิทธิพลทำข้อตกลงกับกลุ่มประเทศโอเปกเมื่อปี 1971ให้การซื้อขายน้ำมันโลกใช้เงินดอลลาร์เพียงสกุลเดียว

ข้อตกลงนี้ทำให้ทุกประเทศที่บริโภคน้ำมัน ต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อใช้ในการซื้อน้ำมันเข้าประเทศ และการซื้อขายน้ำมันโลกร้อยละ 85 ซื้อขายกันนอกประเทศสหรัฐอเมริกา และหมุนเวียนกันอยู่ภายนอกอเมริกา

ยกตัวอย่างสมมติว่าไทยอยากได้ดอลลล่าร์มาเก็บไว้ ก็เอาข้าวไปให้อเมริกา อเมริกาก็เอาเงินดอลลล่าร์มาให้ไทย เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน บังคลาเทศอยากได้ดอลลล่าร์ ก็เอาเครื่องนุ่งห่มไปให้อเมริกาเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน

ดังนั้นเงินที่ดอลลล่าร์ที่พิมพ์ออกมานี้ก็คือเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือจ่ายหนี้ให้ประเทศที่อเมริกานำเข้าสินค้านั่นเอง มาตรฐานชีวิตคนอเมริกัน จึงสูงที่สุดในโลก เพราะพิมพ์เงินออกมาซื้อฟรี กินฟรีสินค้าจาก ทั่วโลก หรือลงทุนในประเทศอื่นๆเพื่อหากำไร ส่งกลับเข้าประเทศ ประเทศที่ขายสินค้าให้ อเมริกาก็นำเงินดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือนำมาไว้ใช้ซื้อน้ำมันมาบริโภค และเพื่อนำเข้ามาผลิตสินค้าไว้ขายอเมริกาต่อไปเป็นวงจรไป

หรือไม่ก็นำมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลอเมริกัน (U.S. Treasury Bonds) ซึ่งก็คือ นำเงินที่ขายสินค้าได้ดุลมาให้อเมริกาที่เป็นผู้บริโภคกู้เพื่อนำมาซื้อสินค้ากลับไปกินไปใช้ใหม่ (recycle)

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด (ตามข้อตกลงของไอเอ็มเอฟ โดยที่ไม่ต้องมีทองคำมาสำรองตามจำนวนที่พิมพ์ออกมา) และไม่ต้องหวั่นว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศ

ตัวเลขในปี 2007 จีน ถือพันธบัตรอเมริกันไว้ทั้งสิ้น 396.7 พันล้านเหรียญ หรือเกือบๆ 4 แสนล้านเหรียญ ส่วนญี่ปุ่นเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ที่สุดของอเมริกา คือ 582.2 พันล้านเหรียญ หรือเกือบ 6 แสนล้านเหรียญ

ประเทศผู้ขายน้ำมันก็นำเงินดอลลาร์มาขาย ในตลาดเงิน – Foreign Exchange Markets (Forex) เช่น ที่ลอนดอน หรือนิวยอร์ก สิงคโปร์ ให้ประเทศที่ต้องการบริโภคน้ำมันซื้อไปเพื่อใช้ซื้อน้ำมันต่อไป

เงินดอลลาร์จึงหมุนเวียนอยู่ภายนอกอเมริกาเป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีติดต่อกันมา

แต่วงจรนี้กำลังจะถูกทำให้สะดุด และอเมริกาจะยอมไม่ได้ เพราะว่าถ้าปล่อยให้มันเกิดขึ้น หนี้สินจำนวน 8.11 ล้านล้านเหรียญที่อเมริกาเป็นหนี้ชาวโลก ก็ต้องหามาจ่าย และอเมริกาก็ไม่มีเงินนี้จ่าย นอกจากจะต้องขายทรัพย์สิน หรือบริษัทไปสักครึ่งประเทศ

ประธานาธิบดีซัดดัมแห่งอิรักบังอาจท้าทาย ความเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของอเมริกา โดยขายน้ำมันของตน ด้วยเงินยูโรแทนดอลลาร์ ในปี 2000 และเปลี่ยนเงินสำรองประเทศของตนเป็นยูโรด้วย ทำให้หลายๆ ประเทศ ที่ซื้อน้ำมัน จากอิรักต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

ความต้องการ (demand) ดอลลาร์ในตลาดโลกจึงทยอยลดลง ในปี 2002 เงินดอลลาร์ มีค่าลดลงร้อยละ 18 พอถึงปี 2003 อเมริกา จึงบุกอิรัก โดยอ้างว่ามีอาวุธนิวเคลียร์ (อิหร่าน อาจจะโดนเช่นเดียวกัน) จากนั้นก็เปลี่ยนการ ซื้อขายน้ำมันของอิรักจากเงินยูโรกลับมาเป็น เงินดอลลาร์ใหม่

อิหร่านเริ่มยุติการซื้อขายน้ำมันของตนจากเงินดอลลาร์มาเป็นเงินยูโรแทนเมื่อปี 2003 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ค่าเงินดอลลาร์ก็ลดลงแล้วถึงร้อยละ 30 ในวันนี้ ตามหลักความต้องการซื้อ (demand) และความต้องการขาย (supply) เมื่อความต้องการซื้อลดลง ราคาของสิ่งนั้นก็ลดตามด้วย

การแก้เกมของอเมริกาคือ การปั่นราคาน้ำมันโลกให้สูงขึ้นเพื่อสร้างความต้องการซื้อดอลลาร์ให้อยู่ในระดับเดิม ทุกวันนี้ราคาน้ำมันจึงพุ่งทะยานขึ้นเกือบแตะ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว

ถ้าวิธีนี้ไม่ได้ผล อเมริกาอาจจะตัดสินใจ โจมตีอิหร่านเหมือนเช่นที่ทำกับอิรักด้วยเหตุผลเดียวกันคือ กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยใช้ยุทธวิธี “โจมตีก่อนแล้วพิสูจน์ทีหลัง” (pre-emptive strike )

อย่างไรก็ตามอิหร่านเป็นประเทศใหญ่กว่าอิรักมาก มีประชากรมากกว่า ถ้าอเมริกาโจมตี และเข้ายึดครอง ก็อาจจะเป็นสงครามยืดเยื้อกว่าสงครามอิรัก และอาจจะต้องลงทุนด้วยชีวิต ทหารอเมริกันมากกว่าอิรักอีกหลายเท่า

คนอเมริกันจำนวนมากจึงไม่เห็นด้วย รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่ รัฐบาล และสื่อมวลชน ดังนั้นจึงมีรายงานวิจัย เผยแพร่ออกมาว่าอิหร่านได้ยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาแล้วตั้งแต่ปี 2003 เพื่อป้องกัน ไม่ให้ประธานาธิบดีบุชโจมตีอิหร่านเสียก่อน แล้วพิสูจน์ทีหลัง

ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ก็ยุติการขาย น้ำมันของตนด้วยเงินดอลลาร์ไปแล้ว แต่ขายเป็นเงินยูโรแทน ดังนั้นโอกาสที่ค่าเงินดอลลาร์จะแข็งค่ากลับมามีอิทธิพลในตลาดเงินโลกเหมือนเดิมจึงมีโอกาสน้อย หรือเป็นไป ไม่ได้เลย

สถานการณ์ข้างต้นเป็นสัญญาณขาลงของอภิมหาอำนาจที่ครองความเป็นเจ้ามาเป็นเวลาเกือบ 60 ปี ซึ่งสั้นกว่ายุคล่าอาณานิคมที่ยาวนานเป็นร้อยปี

ผมย้อนกลับไปข้อความข้างต้นที่ผมจั่วหัวไว้ครับว่า “ไม่สำคัญว่า จะเป็น ซิมบับเวียนดอลลล่าร์ หรือ US ดอลลล่าร์ เมื่อกระทำ“เหตุ” อย่างเดียวกัน ก็ย่อม ให้ “ผล” ที่ไม่ต่างกัน” ครับ

จากเหตุการณ์ที่เล่ามา ย่อมส่งผลถึงประเทศที่ยึดเอาเงินดอลลาร์เป็นพ่อหรือพระเจ้าโดยไม่ยอมเปลี่ยนเงินสำรองของชาติ ไปเป็นเงินสกุลอื่น และทำให้เราพอมองออกว่าทำไมอเมริกาถึงต้องหาเรื่องซัดดัมแห่งอิรัก ในสงครามอ่าวเปอร์เซีย และกำลังโจมตีอิหร่านในข้อหามีอาวุธนิวเคลียร์

ปล. เป็นบทความเก่าๆหลายปีมาแล้วครับ ใครเป็นศัตรูของพญาอินทรีย์ ท้ายที่สุดคืออาชญากรโลก ตามที่ฮอลิวูดร่วมกันครอบงำโลกมาเป็นเวลานาน

การเปิดบัญชีในอเมริกา

share image

การเปิดบัญชีในอเมริกา

หนึ่งในเรื่องสำคัญสำหรับการเรียนต่อต่างประเทศ ก็คือ การตัดสินใจเปิดบัญชีธนาคารในประเทศที่คุณไป โดยเฉพาะกับนักเรียนต่างชาติ  ที่แต่ละประเทศก็ย่อมมีวิธีการและกฎระเบียบในเรื่องการเปิดบัญชีที่ไม่เหมือนกัน รวมถึงในอเมริกาด้วย  ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากในการเข้าใจถึงข้อกำหนดและวิธีการสำหรับการเปิดบัญชีสำหรับนักเรียนต่างชาติ  นอกจากนี้ คุณยังไม่สามารถเปิดบัญชีแบบออนไลน์ได้อีกด้วย  เพราะฉะนั้นแล้วในวันนี้ฮอทคอร์สจะมาพูดถึงกระบวนการนี้ให้ทราบกันค่ะว่าเป็นอย่างไร

เริ่มต้นอย่างไร

วิธีการเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกาที่ดีที่สุด คือ เปิดกับธนาคารท้องถิ่นและนัดวันเวลาเพื่อเข้าไปทำธุรกรรมด้วยตัวเอง  ซึ่งศูนย์ช่วยเหลือด้านการเงินของทุกมหาวิทยาลัยจะมีแผ่นพับและข้อมูลเกี่ยวกับธนาคารท้องถิ่นอยู่แล้ว ดังนั้น คุณควรอ่านรายละเอียดก่อนการตัดสินใจ  โดยประเภทของบัญชีสำหรับนักเรียนนั้นจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ แบบกระแสรายวันและแบบออมทรัพย์ โดยแบบกระแสรายวันนั้นคุณสามารถที่จะฝากและถอนได้ ในขณะที่แบบออมทรัพย์นั้นหมายถึงการ “ฝาก”เงินเพื่อสร้างดอกเบี้ย 

ธนาคารใหญ่ที่สุดในอเมริกาสี่แห่ง คือ Bank of America, J.P. Morgan Chase (รู้จักกันในชื่อ Chase), Citigroup และ Wells Fargo & Company  โดยการเปิดบัญชีกับธนาคารใหญ่ๆนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะธนาคารเหล่านี้มักจะมีธนาคารลูกหรือธนาคารในเครืออยู่ในประเทศของคุณด้วย เช่น Bank of America เป็นเครือเดียวกับ Barclays  คุณจึงสามารถใช้บัตรของ Barclays ได้กับตู้ ATM ของ Bank of America ทุกตู้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการถอน, การแลกสกุลเงินหรือค่าธรรมเนียมระหว่างประเทศ เป็นต้น   

แต่ถึงอย่างไร การเปิดบัญชีธนาคารไม่จำเป็นต้องมีกันทุกคน  แต่มันจำเรื่องดีกว่าถ้าคุณทำงานในระหว่างที่เรียน เพราะการที่คุณจะได้ค่าจ้างหรือค่าตอบแทน คุณจำเป็นต้องมีบัญชีธนาคาร เพื่อให้คุณสามารถโอนเงินได้ นอกจากนี้มันยังเป็นการสะดวกกว่าเมื่อคุณต้องการจับจ่ายซื้อของอะไรก็ตามระหว่างที่คุณอยู่ในต่างประเทศ

เอกสารที่ต้องใช้

เมื่อคุณนัดวันเวลาในการทำธุรกรรมเปิดบัญชีกับธนาคารได้แล้ว เอกสารที่คุณต้องเตรียมในวันนั้นมีมากมาย แตกต่างกันไปในแต่มลรัฐ แต่โดยมากธนาคารจะบอกคุณเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งเอกสารทั่วไปก็คือที่มักต้องใช้ คือ พาสปอร์ต, ใบรับรองการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย, เงินสดขึ้นต่ำที่ต้องใช้ในการเปิดบัญชี (ส่วนมากคือ ตั้งแต่ 10-100 เหรียญ) , ใบสำคัญที่ใช้แสดงตัวอื่นๆ (เช่นใบขับขี่,บัตรนักเรียน), วีซ่าประเภท I-20 or I-94 และเลขประกันสังคม โดยสาเหตุที่ต้องใช้เลขประกันสังคม เพราะอเมริกาต้องการที่จะนำไปใช้ในการหักภาษีเงินได้สำหรับนักเรียนต่างชาติที่ทำงานในระหว่างเรียน  ซึ่งคุณสามารถขอเลขประกันสังคมแบบชั่วคราวได้เพื่อการนี้

ถ้าคุณเกิดข้อสงสัย

เมื่อคุณไปถามใครก็ตาม คุณมักจะได้คำตอบว่า ถ้าคุณสงสัยอะไรก็ให้ไปถามศูนย์ช่วยเหลือด้านการเงินในมหาวิทยาลัยหรือศูนย์ช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ เพราะศูนย์เหล่านี้จะมีข้อมูลเหล่านี้ให้  แต่ความวุ่นวายของการจัดการการเงินนั้นเป็นสิ่งที่นักเรียนส่วนมากโดยเฉพาะนักเรียนต่างชาตินั้นไม่สามารถจัดการเองได้  ดังนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณเปิดบัญชีธนาคาร  เพื่อลดความยุ่งยากเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินตรา, การหักภาษีหรือแม้แต่การเก็บเงิน เพราะการเปิดบัญชีเป็นการรวมธุรกรรมทั้งหมดไว้ในที่เดียว คุณสามารถโอนเงิน, จ่ายเงินด้วยบัตรหรือแม้แต่ตรวจดูเงินของคุณผ่านเว็บไซต์

อย่างไรก็ตามอย่าลืมที่จะดูว่าธนาคารแห่งไหนเป็นอย่างไร  เพราะเป็นการยากมากที่จะหาธนาคารในอเมริกาที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนในการรักษาสถานภาพบัญชี ซึ่งปกติจะเก็บอยู่ที่ 5-10 เหรียญต่อเดือน  แต่คุณก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ถ้าคุณมีเงินอยู่ในบัญชีนั้นไม่ต่ำกว่าที่ธนาคารกำหนดไว้

การเปิดบัญชีในอเมริกา

เรื่อง เงินๆทองๆ และ ค่าครองชีพ ที่ต้องรู้ ก่อนคิดจะไปเรียนที่อเมริกา

กลับมาเจอกันอีกครั้ง กับ บทความดีดี และความรู้ที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเตรียมตัวไปเรียนและใช้ชีวิต ในสหรัฐ อเมริกาวันนี้จะมาว่ากันด้วยเรื่อง เงินๆทองๆ ก็คือเรื่อง ค่าเงิน รูปแบบของเงินและการใช้เงินในรูปแบบต่างๆรวมถึงเรื่อง ค่าครองชีพ ในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเรียน และอื่นๆ เรื่องแรกที่อยากจะเล่าให้ฟัง และบอกให้รู้ก็คือเรื่องเงิน เรารู้กันอยู่แล้ว

$1 ดอลล่าห์สหรัฐต่อเงินไทย มีค่าประมาณ 35 บาท บวกลบ ต่อเงินบาทไทย ซึ่งเรทค่าเงินนี้ ผันแปลไปตามความต้อการ หรือ Demand Supply ของเงินบาทไทย ต่อเงินดอลล่าห์สหรัฐซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามกลไกลตลาดแต่ควบคุมค่อนข้างยาก

ซึ่งเงินดอลล่าห์สหรัฐจะแบ่งเป็น ธนบัตรและเหรียญ โดยธนบัตรจะมี 6 แบบ คือ $100 $50 $20 $10 $5 $1 

สำหรับเหรียญนั้นก็จะแบ่งเป็น 6 แบบคือ $0.01 $0.05 $0.10 $0.25 $0.50 $1.00

ลักษณะการใช้เงินก็จะคล้ายๆ บ้านเราแต่ สำหรับ แบงค์ $100 นั้นจะค่อนข้างเป็นแบงค์ที่มีมูลค่าเยอะ เพราะฉะนั้นเวลาใช้ อาจจะยากซักหน่อยถ้าเราซื้อของ มูลค่าน้อยๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เงินสด หรือ Cash ในอเมริกานั้น ไม่นิยมใช้กันเหมือนในบ้านเรา

เนื่องจาก แทบจะทุกที่ สามารถใช้จ่ายผ่าน เครดิต หรือ เดบิต การ์ดได้ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถข้างถนน ร้านสะดวกซื้อ แท๊กซี่ ตู้กดน้ำ ร้านอาหาร และอื่นๆอีกมากมาย เรียกได้ว่า เงินสดแทบจะไม่ได้จำเป็นในการดำรงค์ชีวิต  เลยก็ว่าได้ นอกจาก บางร้านซึ่งเป็นส่วนน้อยเท่านั้นที่จะรับเฉพาะเงินสด ซึ่งแน่นอนว่า เครดิตการ์ด นั้น สะดวก และ ปลอดภัย กว่าเงินสด และยังสามารถบันทึกค่าใช้จ่ายเราได้อีกด้วย สำหรับน้องๆนักเรียนไทยที่ไปถึง สหรัฐอเมริกา สามารถเดินเข้าไปในธนาคารแล้วขอเปิดบัญชี เพื่อทำบัตรเดบิตได้ โดยใช้เอกสารที่สามารถระบุตัวตนเราได้ 2 อย่างขึ้นไป ซึ่งอาจจะเป็น Passport หรือ บัตรประชาชนไทย ใบขับขี่ไทย และ บัตรเครดิตไทย ที่มีชื่อเราอยู่บนบัตร โดยที่อเมริกานั้นจะไม่มีสมุดบัญชีเหมือนบ้านเรา แต่จะเป็นการใช้ ระบบ ออนไลน์ บนเว็บไซด์ หรือแอปพลิเคชั่น เป็นส่วนมาก ซึ่งค่อนข้างสะดวก และ ง่ายต่อการใช้งานสำหรับเรื่องค่าใช้จ่าย หรือ ค่าครองชีพในอเมริกา นั้น ก็เป็นสิ่งที่หลายๆคนกังวล เพราะว่า ด้วยค่าเงิน และค่าครองชีพที่สูงนั้น อาจเป็นปัญหาหลักๆของการมา ศึกษาต่อที่นี่ เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ค่าครองชีพในแต่ละอย่างนั้น ประมาณเท่าไร่  และมีทางเลือกใดให้เราบ้าง

ค่าที่พัก

สำหรับ นักเรียนที่ไทย ที่สมัครเรียนผ่าน โรงเรียน หรือเอเจนต์ซี่ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะแนะนำ หรือ มีทางเลือก ให้เราทางเดียว คือ ที่พัก ที่โรงเรียนจัดหาให้ซึ่งที่พักเหล่านั้นจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่จะอยู่ใกล้กับโรงเรียนที่เราสมัครเรียนไปอาจจะเป็นได้ทั้ง อาพาร์ทเม้นท์ โฮสแฟมมิลี่ หรือ โฮมเสตย์ ก็ได้ โดยราคาต่อเดือน มักจะไม่ต่ำกว่า $1,000 ขึ้นไปโดย  ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง $1,200-$1,500 แต่รู้หรือไม่ว่า ที่พักที่มีราคาถูกกว่านั้นเท่าตัว คือราคา $400-$600 นั้นก็มีอยู่ทั่วไป เพียงแต่เราไม่รู้จักเท่านั้นหอพัก หรือ บ้านพัก ที่ไกล โรงเรียนออกมา จะมีราคาถูกกว่าพอสมควรแต่อาจจะต้องเดินทางโดยรถไฟ หรือ รถเมล์ ประมาณ 30 – 45 นาที นอกจากนั้นยังสามารถหา โฮมเสตย์ หรือบ้านฝรั่งที่มีห้องว่าง ในบ้านของเค้า ให้เราเช่าเป็นรายเดือน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นห้องส่วนตัวโดยสามารถหาได้จาก เว็บไซด์ต่างๆ 

ค่าอาหาร

มีคนถามว่า $1 (35 บาท) ใน อเมริกาซื้ออะไรได้บ้าง เอาจริงๆแล้ว เขียนวันนี้ก็ไม่หมด เพราะเยอะจริงๆนะ (ไม่รวม tax) ร้าน $1 ในอเมริกามีเยอะมาก เช่น Dollar Tree หรือ 99cents คล้ายๆ DAISO บ้านเราแต่มีทุกอย่างของกิน ของสด ของใช้ ขนม น้ำ ยา ประมาณว่าเดินเข้า บิ๊กซี ขนาดย่อมๆ แต่ทีเด็ดเลยคือ ทุกอย่าง $1 

นอกจากร้านนี้ ก็มีอีกอย่างนึงที่อยากนำเสนอคือ พิซซ่าในเซเว่น ชิ้นใหญ่มาก ใหญ่กว่า ถาดใหญ่บ้านเราอีก ชิ้นละ $1 (35 บาท) หรือ ถาดละ $5 (175 บาท) แถมอร่อยด้วย นอกจากนั้นยังมีไก่ทอด แซนวิส และอีกหลายๆอย่างราคา $1-$3 (35-105 บาท) ก็อิ่มๆออกมา

ค่าเรียน

ค่าเรียนจะแบ่งออกเป็นหลักๆ คือ 1. เรีบนภาษา 2 เรียนระดับปริญญา 3. เรียนระดับ certificate

1. สำหรับการเรียนภาษานั้น ค่าเรียนเริ่มต้น อยู่ที่ $400-$1500 ต่อเดือน ขึ้นอยู่กับชั่วโมงการสอน สถาณที่ตังเมืองที่ตั้ง คุณภาพของอาจาร์ย ขนาดของห้องเรียน เนื้อหาที่เรียนและนักเรียนของสถาบันนั้นๆซึ่งแน่นอนว่า ราคา มักจะไปควบคู่กับ คุณภาพ ซะส่วนใหญ่บางโรงเรียนมีราคาที่ถูก แต่ไม่ได้แปลว่าสถาณะของ โรงเรียนจะดี หรือ อาจมีปัญหาในการยื่นขอวีซ่าจำนวนนักเรียนในห้องอาจมีมากถึง 50 คนต่อ อาจาร์ยหนึ่งคน หรือ อาจจะ ไม่ได้มีการเรียน การสอนที่ได้มาตารฐานก็เป็นได้ซึ่งแตกต่างจาก โรงเรียนที่ดี และมีราคาสูงกว่า ซึ่งห้องเรียนนึงอาจมี ประมาณ 10-15 คน และมี อาจาร์ย หรือ หลักสูตรการเรียนการสอน ที่ดีและมีคุณภาพมากกว่า

2. สำหรับการเรียนระดับ ปริญญานั้นค่าเรียนจะเริ่มต้นประมาณ $20,000 – $50,000 ต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย และสาขาที่เราเลือกเรียน แต่ส่วนใหญ่และ จะสามารถยื่นขอทุนได้ ตั้งแต่ 1-4 ปี แล้วแต่บุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณา การสัมภาษณ์ และผลการเรียนของเรา

3. สำหรับ การเรียนระดับ certificate ราคาจะแตกต่างกันไปตาม สาขา วิชา ที่เราต้องการเรียนราคาอาจจะเริ่มต้นตั้งแต่ ระดับ $3,000 – $100,000 หลังจากอ่าน บทความนี้ เราจะเห็นได้ว่า การไปเรียนและใช้ชีวิต อยู่ใน อเมริกาไม่ได้ยากหรือต้องใช้เงินมากมายเหมือนที่เราเคย ได้ยินได้ฟังมา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเรารู้ หรือไม่รู้เราแสวงหา หรือเราอยู่เฉยๆที่พัก อาหาร ของใช้จำเป็น ค่าเรียน มีหลายระดับ ราคา และมาตราฐานให้เราเลือก ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรา เหมาะสม หรือมีความสามารถที่จะเลือกสิ่งไหนให้เหมาะสมกับตัวเองก็เท่านั้น 

ข้อมูลทั้งหมดรวบรวมโดยประสบการณ์และการทำงานของพี่ๆ WE STUDY INTER เอามาฝากไว้ให้น้องๆได้อ่านเพื่อเตรียมความพร้อมในการมาเรียนที่อเมริกาค่ะ เรามีบริการครบวงจรตั้งแต่ขั้นตอนให้คำปรึกษา สมัคร เรียน ขอวีซ่า จนถึงการไปรับที่สนามบิน พร้อมดูแลน้องๆทุกคนในการเริ่มต้นใช้ชีวิตที่อเมริกา โดยพี่ๆทีมงานคนไทยที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ น้องๆหรือผู้ปกครอง สามารถลดความกังวลได้ สำหรับคนที่กลัวว่าไปถึงแล้วจะทำเริ่มต้นยังไง ซึ่งบริการทั้งหมดนี้ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนะค่ะ

หลังแบงค์ 1 ดอลล่าร์ซ่อนอะไรเอาไว้?

เชื่อว่าหลายๆท่านคงมีสัญลักษณ์, เครื่องหมายหรือเครื่องราง ไว้ในครอบครอง เพื่อคุ้มครองปกป้องตัวเองจากสิ่งไม่ดีและนำความสุขโชคดีมาสู่ตนเองและคนใกล้ชิด แต่ละคนก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปตามสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้ถ่ายทอดไว้และตามสภาพสังคมสิ่งแวดล้อม นั้นย่อมแสดงว่าโดยพื้นฐานแล้ว ภายในจิตใต้สำนึกของเรายังเชื่อว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติเกินขอบเขตที่มนุษย์จะหยั่งรู้ได้ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่หลายๆคนไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้ให้ความสนใจ หากใครเคยเห็นแบงค์ 1 ดอลล่าร์ ด้านหลังจะมีอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมสหรัฐอเมริกา ถึงเป็นมหาอำนาจ โดยเฉพาะเงินสกุลดอลล่าร์ที่ใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก ทั้งๆที่ประเทศเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเพียง 200 กว่าปี กุญแจดอกสำคัญดอกนั้นคือนำสัญลักษณ์ ANNUIT COEPTIS มาใส่ไว้หลังแบงค์ 1 ดอลล่าร์ เราลองมาดูความหมายของสัญลักษณ์กันนะครับ

ปี 1782 อเมริกาออกแบบตราแผ่นดินใหม่โดยด้านหลังของตราแผ่นดินเป็น  ภาพพีระมิดสร้างไม่เสร็จ มีดวงตาอยู่บนยอดล้อมรอบด้วยภาษาละติน “Novus Ordo Seclorum” (New Order Of The Ages)   ซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมอิลลูมิเนติ ดวงตานั้นหมายถึงสมาชิกอิลลูมิเนติกำลังจับตามอง (โลก) และ  “Novus Ordo Seclorum”    คือ New World Order หรือการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการ(ปก)ครองโลก และต่อมาในปี1935 ภาพตราแผ่นดินนี้ถูกนำมาตีพิมพ์ลงบนด้านหลังของธนบัตร 1 ดอลลาร์
ภาพธนบัตร 1 ดอลล่าร์ของอเมริกา จะเห็นว่ามีการเขียนภาษาลาติน ที่หมายถึง ระเบียบโลกใหม่
– มีรหัส 666 ที่ หมายถึง เครื่องมือหรือสัญลักษณ์ของสัตว์ร้าย
– ดวงตาของซาตานและอื่นๆมากมายไม่ต่างกับยันต์ทางไสยศาสตร์ดำเลย
ปัจจุบัน สโลแกนของการปฏิวัติสำหรับ กลุ่มอิลลูมิเนติ ในภาษาลาติน คือ”NOVUS ORDO SECLORIUM” อันซึ่งหมายถึง “A NEW ORDER FOR THE AGES” การจัดระเบียบสำหรับยุคใหม่ ซึ่งมาจาก ความรู้ทางโหราศาสตร์ เครื่องหมายบนหลังธนบัตร 1 ดอลลาร์ กับ ดวงตาที่มองเห็นทุกสิ่ง (ALL-SEEING-EYE) เป็นสัญลักษณ์ของ เวทมนตร์ พบได้ในกลุ่มเมสัน (The Masons-เป็นกลุ่มที่มีแนวทางเดียวกัน)

เครื่องหมายอิลูมินาติ
อย่างแรก คือ“Numerology” เป็นศาสตร์ทางตัวเลขซึ่งเป็นองค์ความรู้เก่าแก่จากคัมภีร์ของ พวกฮิบรู หรือ ยิว เป็นการ Code ตัวหนังสือให้เป็นตัวเลข คือการเอาตัวหนังสือซ่อนไว้ในตัวเลขนั่นเอง ชาวฮีบรูยังนำตัวเลขไปเชื่อมโยงกับ พลังจักรวาล พวกเขามิได้แยกระบบตัวอักษรกับตัวเลขออกจากกัน แต่ตัวอักษรนั้นมีพื้นฐานมาจากตัวเลข ระบบตัวอักษรถูกวางเรียงไว้อย่างเป็นระบบ และถูกกำหนดรูปแบบที่บอกถึงระดับที่ต่อเนื่องกันไปตามกระบวนการการพัฒนาของ จักรวาล ชื่อภาษากรีกและฮีบรูในพระคัมภีร์มีนัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดระหว่างความหมายตามตัวอักษรและตัวเลข ในภาษากรีกดั้งเดิม คำว่า “Jesus” หมายถึง“Iesous”(ไม่มีตัวอักษร “J” ในตัวอักษรกรีก) ชื่อดังกล่าวมีค่าเท่ากับตัวเลข 888 ซึ่งหมายถึง “ จิตใจที่สูงกว่า ” หรือ “ จิตใจศักดิ์สิทธิ์ ”ตามความเชื่อลึกลับของกรีก “จิตใจที่เกี่ยวข้องกับความตาย”  ในภาษากรีกคือหมายเลข 666 ( ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์เล่มสุดท้ายในพันธสัญญาใหม่ ว่าหมายถึง “สัตว์ร้าย” )

สัญลักษณ์ลึกลับกับคำขวัญ  “NOVUS ORDO SECLORUM” ที่เป็นอนุสรณ์ในการก่อตั้งของกลุ่มอิลลูมิเนติ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1776 ไม่ใช่ 4 กรกฎาคม และมันมิใช่โดยความบังเอิญ นั่นคือ นกอินทรี อันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสำหรับ ลูซิเฟอร์ (Lucifer) ในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ฟินิกซ์ (Phoenix) และ ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของ ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ทำเนียบขาว)

ความหมายที่ซ่อนไว้ในตราดวงนี้

  1.  ดาว 13 ดวง คือ การก่อกบฏ หรือการปฏิวัติ (ต่อพระเจ้า)
  2.  อยู่ในวงกลมที่มี 28 ขีด หรือ Guide Line คือ ความเป็นนิรันดร์
  3.  ป้ายผ้า 13 ขยัก คือ การก่อกบฏ หรือการปฏิวัติ (ต่อพระเจ้า)
  4.  ตัวหนังสือ E PLURIBUS UNUM หรือ “One of Many” หรือ “หนึ่งจากหลายๆสิ่ง”
  5.  ปีกข้างซ้าย มี 32ขนนก เป็นระดับชั้นปกครองของลัทธิใต้ดิน กลุ่มที่เรียกว่า เมสัน (Mason) หรือ
ฟรีเมสัน (Free Mason)ในยุโรป มี 32 ระดับ
  6.  ปีกข้างขวา มี 33ขนนก  เป็นระดับชั้นปกครองของลัทธิใต้ดิน กลุ่มที่เรียกว่า เมสัน (Mason) หรือ
ฟรีเมสัน (Free Mason)ในอเมริกา มี 33 ระดับ
  7.  เส้นแนวนอน 12 เส้น บนอาร์มโล่ห์ที่หน้าอกนกอินทรีย์ หมายถึง ความเป็นรัฐบาล
  8.  เส้นแนวตั้ง 18 เส้น บนอาร์มโล่ห์ที่หน้าอกนกอินทรีย์ หมายถึง การเป็นนายทาส
  9.  ซึ่งแบ่งได้ 6 แถบใหญ่ หมายถึง มนุษย์
10.  แถบสีแดงและขาวรวมกันได้ 13 แถบ แยกเป็น
        แถบขาว 7 แถบ หมายถึง พระเจ้า
        แถบแดง 6 แถบ หมายถึง มนุษย์ แถบแดงวางทับแถบขาว หมายถึง มนุษย์อยู่เหนือพระเจ้า
11.  กรงเล็บ 2 ข้างๆ ละ 4 รวมเป็น 8 เล็บ คือการเริ่มต้น
12.  ลูกธนู 13 ดอก หมายถึง การต่อต้านหรือปกป้องตัวเองของประชาชน
13.  ช่อมะกอกที่มี 13 ใบ หมายถึง เสรีภาพ
14.  ผลเบอรี่ 13 ผล หมายถึง ผลของเสรีภาพ
15.  ขนที่หาง 9 ขน หมายถึง ความสำเร็จ หรือบรรลุผลแล้วนั่นเอ

“Numerology”ตัวเลขจำนวนที่ปรากฏในสัญลักษณ์บน ตราแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ปรากฏในแบงค์ 1ดอลล่าร์ US มีความหมายดังนี้
จำนวนเลข   6  หมายถึง Man คือ มนุษย์
จำนวนเลข7 หมายถึง God  คือ พระเจ้า
จำนวนเลข    หมายถึง New Beginning คือ การเริ่มต้นใหม่
จำนวนเลข    9  หมายถึง Complete or Finish คือ การเสร็จสิ้น หรือ ความสำเร็จ
จำนวนเลข 12  หมายถึง Government and Perfection คือ รัฐบาลและความสมบูรณ์แบบ
จำนวนเลข 13  หมายถึง Rebellion คือ การปฏิวัติ หรือ การก่อกบฏ
จำนวนเลข 18 หมายถึง Bondage หรือ ความเป็นทาส
จำนวนเลข 28  หมายถึง Eternity คือ ความเป็นนิรันดร์