Post title marquee scroll

รายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดแห่งชาติในปี 2561

1.การไล่ล่า
2.ธนาคารซิตี้แบงก์
3.BBVA
4.PNC
5.ธนาคารแห่งอเมริกา
6.ธนาคาร TD
7.Wells Fargo

มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้าสู่การสร้างรายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดเช่นจำนวนสาขาค่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินการบริการลูกค้าอัตราดอกเบี้ยและอื่น ๆ อีกมากมาย

ข้อควรระวังสำคัญประการหนึ่งในการทำความเข้าใจในขณะที่คุณกำลังดูรายการของฉันอยู่ธนาคารเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณและเงินของคุณ

การไล่ล่า
เหตุผลในการเลือก Chase เป็นที่ชัดเจน: โบนัส!

Chase เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโดยขึ้นอยู่กับขนาดของสินทรัพย์ วิธีหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากคือการเสนอโบนัสสมัครสมาชิก

หากคุณตัดสินใจที่จะเปิดบัญชีเช็คอินใหม่ที่ Chase คุณจะได้รับเงินสูงสุด 200 เหรียญ ด้วยบัญชีออมทรัพย์คุณจะได้รับเงิน 150 เหรียญ

การมีคุณสมบัติสำหรับโบนัสเป็นเรื่องง่าย สิ่งที่คุณต้องทำคือการตั้งค่า a Chase Checking ทั้งหมด บัญชีและตั้งค่าเงินฝากโดยตรง สำหรับ Chase Savings บัญชีฝากเงิน $ 10,000 – ภายใน 20 วันทำการ – และรักษาความสมดุลเป็นเวลา 90 วันแล้วคุณจะได้รับเช็คโบนัส $ 150

ธนาคารซิตี้แบงก์
แตกต่างจากธนาคารอื่น ๆ ในรายการของเรา Citi มีเฉพาะเจาะจงที่พวกเขาเชี่ยวชาญ Citibank เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคนที่มี บัญชีเงินลงทุนขนาดใหญ่, เงินออมจำนวนมากหรือมีเงินกู้หรือบัตรเครดิตผ่าน Citi แล้ว

เช่นเดียวกับ Chase Citi ให้โบนัสสำหรับการเปิดบัญชี แต่มีข้อกำหนดที่สูงส่งบางอย่างที่คุณต้องเจอก่อน

หากคุณต้องการได้รับโบนัส $ 300 คุณต้องวางเงินมัดจำอย่างน้อย 15,000 เหรียญในแพคเกจ Citibank Account หรือคุณจะได้รับเงิน 500 เหรียญโดยการใส่อย่างน้อย 50,000 เหรียญใน แพคเกจ Citi Priority Account.

ยิ่งคุณใช้บัตรเครดิตและบริการ Citi มากเท่าไหร่คุณก็จะได้รับ ThankYou Points. นี่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรางวัลของพวกเขาและคุณสามารถใช้คะแนนเหล่านี้แลกรับบัตรของขวัญซื้อแลกรับเที่ยวบินและอื่น ๆ อีกมากมาย

หากคุณมี Citi ThankYou Premier Card หรือ Citi Prestige Card คะแนนของคุณจะคุ้มค่ามากขึ้น

BBVA
BBVA Compass Bank ไม่ใช่ธนาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในบัญชีของเรา แต่คุณไม่ควรนับไว้ในการค้นหา เหตุผลหนึ่งที่ฉันใส่ไว้ในรายการนี้เป็นเพราะบัญชีเช็คฟรีและซีดีของพวกเขา

BBVA Compass มีซีดี 12 เดือนซึ่งมี APY 1.25% ในขณะนี้ซึ่งเป็นหนึ่งใน APY ที่สูงที่สุดที่คุณจะพบ บัญชีตรวจสอบฟรีของพวกเขามีค่าธรรมเนียม $ 25 เพื่อเปิด แต่พวกเขาได้เขียนเช็คไม่ จำกัด การเข้าถึง ATM และเงินฝากเช็คออนไลน์และมือถือ

หนึ่งประโยชน์เพิ่มเติมของ BBVA คือคุณสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ธนาคาร PNC
เครื่องมือทางการเงินของ PNC ได้ทำให้เป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศ

PNC มีเครื่องมือที่ดีที่พวกเขาเรียก กระเป๋าสตางค์เสมือนจริงและเป็นหนึ่งในเครื่องมือการธนาคารที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ด้วยกระเป๋าสตางค์เสมือนคุณจะได้รับประโยชน์มากมายเช่นมีบัญชีแยกออกเป็นสามประเภท:

ใช้จ่าย
สำรอง
การเจริญเติบโต
เครื่องมือนี้สามารถให้มุมมองที่ไม่ซ้ำกันของเงินของคุณและช่วยให้คุณเข้าใจการเงินของคุณ

เงินในส่วนสำรองสามารถนำมาใช้เพื่อการออมระยะสั้นและมีการคุ้มครองเงินเบิกเกินบัญชีฟรี ประเภทการเติบโตจะใช้สำหรับการออมที่มีขนาดใหญ่ กับ กระเป๋าสตางค์เสมือนจริงนอกจากนี้คุณยังจะสามารถสร้างงบประมาณใช้ประโยชน์จากปฏิทินการเรียกเก็บเงินและอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งหนึ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับ PNC คือพวกเขามีค่าบริการรายเดือน 7 เหรียญที่คุณสามารถหลีกเลี่ยงได้หากคุณมีการใช้จ่ายและการสำรองรวม 500 เหรียญหรือคุณมีเงินฝากโดยตรงกับหมวดการใช้จ่ายของคุณทุกเดือนอย่างน้อย $ 500

ธนาคารแห่งอเมริกา
ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นหนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในรายการของเรา Bank of America มีสาขาประมาณ 4,500 สาขาทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งหมายความว่าโดยไม่คำนึงว่าคุณอาศัยอยู่ที่ไหนมีสถานที่ใกล้เคียงกับ Bank of America

เหตุผลที่พวกเขาทำมันในรายชื่อของฉันเป็นเพราะการบริการลูกค้าของพวกเขา พวกเขามีศูนย์บริการที่เปิดทุกวันทำงานตั้งแต่เวลา 8.00 น. ถึง 11.00 น. และในวันหยุดสุดสัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 8 ไม่เพียง แต่คุณสามารถโทรหาได้หากมีคำถามใด ๆ แต่คุณสามารถติดต่อกับพวกเขาผ่านทาง Twitter หรือผ่านการแชททางออนไลน์

ถ้าคุณต้องการให้ธนาคารที่มีอยู่เสมอ (และมีตู้เอทีเอ็มจำนวนมาก) ธนาคารแห่งอเมริกาเป็นทางเลือกที่ดี

ธนาคาร TD
หากคุณต้องการตรวจสอบบัญชีที่เรียบง่ายและการบริการลูกค้าที่ยอดเยี่ยมแล้ว TD ธนาคารเป็นสถานที่ที่จะไป

พวกเขามีบัญชีการตรวจสอบหลักสามประเภทที่คุณสามารถเลือกได้ TD Simple ของพวกเขาคือสิ่งที่มันเสียงเหมือนบัญชีตรวจสอบง่ายที่มียอดเงินขั้นต่ำไม่ TD Premier ของพวกเขาคือบัญชีที่ได้รับดอกเบี้ยถ้าคุณมียอดคงเหลือมากกว่า 2,500 เหรียญ

หนึ่งในประโยชน์ที่ไม่ซ้ำกันของธนาคาร TD สำหรับผู้ที่ การท่องเที่ยว.

TD Bank ไม่มีค่าธรรมเนียมบัตรเดบิตต่างประเทศ นอกจากนี้หากคุณเดินทางไปยังแคนาดาบ่อยๆคุณสามารถใช้ TD Canada Trust ตู้เอทีเอ็มไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม

หากคุณกำลังเดินทางเพื่อธุรกิจหรือเพื่อความเพลิดเพลิน TD Bank จะเป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

Wells Fargo
มีหลายสิ่งพิมพ์หรือองค์กรถือว่า Wells Fargo เป็น “Best Bank” ในความเป็นจริงพวกเขาได้รับรางวัลการสำรวจธนาคารที่ดีที่สุดของ GOBankinRates เป็นเวลา 2 ปีติดต่อกัน พวกเขาได้รับรอบกว่า 150 ปีซึ่งหมายความว่าพวกเขามีเวลาที่จะสมบูรณ์แบบธุรกิจของพวกเขา

หนึ่งในพื้นที่ Wells Fargo ส่องเป็นของพวกเขา ค่าธรรมเนียมและยอดคงเหลือ.

ในการเปิดบัญชีคุณจะต้องฝากเงินครั้งแรกเพียง $ 25 หรือ $ 50 ค่าธรรมเนียมรายเดือนของพวกเขามีเพียง $ 5 (แต่บางบัญชีมีอัตราที่สูงกว่าที่ $ 30 แต่เป็นบัญชีที่สูงกว่า)

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมแล้วเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้คนจำนวนมากรักเวลส์ฟาร์โกเป็นเพราะมีตู้เอทีเอ็มและสถานที่ตั้งที่พวกเขามีอยู่

มีตู้เอทีเอ็ม 12,000 ตู้ทั่วสหรัฐอเมริกาและกว่า 6,500 สาขาที่คุณสามารถเดินเข้าไปได้ นี่เป็นอะไรที่มากกว่าทุกธนาคารแห่งชาติอื่น ๆ

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America
ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank
of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency
เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย
เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM
หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ

ธนาคารกลางสหรัฐประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ส่วนไทยคาดว่าปลายปีขึ้นดอกเบี้ย

หลังจากตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐดูดีเพิ่มขึ้น เช่น อัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตร การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ฯลฯ จึงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% และล่าสุดนี้ธนาคารกลางจีนก็ประกาศขึ้นดอกเบี้ยตามด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมาทางธนาคารกลางสหรัฐหรือ Federal Reserve ได้ประกาศขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้ ณ ปัจจุบัน อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ 1.75% โดยแนวทางของธนาคารกลางสหรัฐจะยังรักษาอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ

โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐกล่าวกับทาง VOA ว่าถ้าหากเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่ง ปีนี้อาจได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 1 ครั้ง

นักวิเคราะห์คาด Fed ขึ้นดอกเบี้ยปีนี้อีก 2 ครั้ง
นักวิเคราะห์จากหลักทรัพย์เอเชียพลัสมองว่าในปีนี้ธนาคารกลางสหรัฐน่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง โดยคาดว่าดอกเบี้ยในปีนี้จะอยู่ประมาณ 2.25% ส่วนปีหน้า 2562 คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 ครั้ง และในปี 2563 อีก 2 ครั้ง โดยดอกเบี้ยปี 2563 จะอยู่ที่ประมาณ 3.5%

ไทยคาดว่าน่าจะขึ้นปลายปี-ต้นปีหน้า
นักวิเคราะห์ของทางเอเชียพลัสยังได้มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวที่ 1.5% จนถึงปลายปีนี้ ซึ่งสอดคล้องกับทางดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มุมมองไว้ที่ทาง Brand Inside ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

ส่วนมุมมองของทาง SCB EIC มองว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังทรงตัวตลอดในปีนี้ เพราะว่าภาคการอุปโภคของประชาชนยังอ่อนแอ รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเงินของประเทศที่ยังแข็งแกร่งและมีบัญชีดุลสะพัดที่ยังสูง ซึ่ง EIC มองว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงอัตราดอกเบี้ยระดับนี้ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ส่วนปีหน้าน่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

เฟดหั่นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 11 ปี ยืนยันไม่ได้ลดเอาใจทรัมป์

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานครั้งแรกในรอบทศวรรษ ท่ามกลางข้อครหาว่าพวกเขาลดดอกเบี้ยเพราะถูกประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กดดัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 โดยปรับลดลง 0.25% เหลือ 2-2.25% เมื่อวันพุธที่ 31 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา ขณะที่ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดลงอีกในอนาคต

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคสามารถกู้เงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง โดยฝ่ายผู้สนับสนุนระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่กำลังส่งสัญญาว่าต้องการความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยโจมตีว่า เฟดเพียงลดดอกเบี้ยตามใจประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เรียกร้องให้มีการลดดอกเบี้ยเท่านั้น

ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของเฟดในการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยสมาชิกคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) 2 คนโหวตคัดค้าน ส่วนอีก 8 คนรวมทั้งนาย เจอโรม โพเวลล์ ประธานเฟด โหวตเห็นชอบ

นายโพเวลล์ กล่าวในงานแถลงข่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูดที่ดี แต่เขาจะไม่ลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว เศรษฐกิจของสหรัฐฯ เติบโตในจังหวะที่แข็งแรงตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี 2562 แต่พัฒนาการทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามีทั้งในด้านบวกและลบ เช่นตัวเลขในภาคการผลิตที่ลดลงถึง 2 ไตรมาสติดต่อกัน

ประธานเฟดยอมรับด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนการตัดสินใจของเฟด แต่พวกเขาไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์นโยบานการค้าของสหรัฐฯ ที่กำลังทำสงครามการค้ากับจีน นายโพเวลล์ยืนยันด้วยว่า เฟดไม่ได้ยอมลดดอกเบี้ยเพราะถูกประธานาธิบดีทรัมป์กดดัน

ขณะที่แถลงารณ์ของเฟดระบุว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ส่วนกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็เพิ่มขึ้นในอัตราปานกลาง แต่ในรอบ 12 เดือน อัตราเงินเฟ้อโดยรวมและเงินเฟ้อสำหรับสินค้าต่างๆ นอกเหนือจากอาหารและพลังงาน ต่ำกว่า 2% เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เฟดลดอัตราดอกเบี้ย

ในอีก 10 ปีหลังจากนี้ พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาจะตกงานอีก 200,000 ตำแหน่ง

Wells Fargo & Co รายงานว่า พนักงานธนาคารในสหรัฐอเมริกาจะตกงานจำนวนกว่า 200,000 ตำแหน่งในช่วง 10 ปีหลังจากนี้ โดยสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ

อุตสาหกรรมสายการเงินในสหรัฐอเมริกาทุ่มเงินไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอัตราที่สูงมาก โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งการพัฒนาที่ก้าวล้ำของเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อแรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมการเงินโดยตรง

ในรายงานระบุว่า พนักงานธนาคารที่จะตกงานกว่าครึ่งหนึ่งจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ในรายงานใช้คำอธิบายว่าจะลดปริมาณจาก 1 ใน 5 เหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น) ได้แก่

พนักงานที่ทำงานเป็นกองหนุน (back office) ในธนาคาร เช่น ฝ่ายการตลาด-ส่งเสริมโปรโมชั่น, ฝ่ายบัญชี, ฝ่ายดูแลคุณภาพสินเชื่อ, ฝ่ายวิเคราะห์-วิจัย, ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฯลฯ อาจเรียกรวมๆ ว่าเป็นพนักงานในองค์กรที่ทำงานแบบตายตัว หรือที่เรียกกันว่า “งานรูทีน”
พนักงานคอลเซ็นเตอร์ เพราะปัจจุบันในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการนำเอา chatbot มาใช้ในการตอบคำถามและแก้ปัญหาให้ลูกค้า จนลูกค้าเริ่มแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นหุ่นยนต์หรือมนุษย์
พนักงานประจำสาขา เนื่องจากอนาคตของธนาคารทั่วโลกคือการลดจำนวนสาขาลง ดังนั้นพนักงานประจำสาขาจะทยอยหายไป
รายงานชิ้นนี้สอดคล้องกับคำทำนายของอดีตผู้บริหาร Citigroup ที่เคยบอกไว้ว่าในระหว่างปี 2015 – 2025 พนักงานแบงค์ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปจะตกงานรวมกันถึงเกือบ 2 ล้านตำแหน่ง หรืออีกหนึ่งรายงานที่ระบุว่า พนักงานธนาคารรวมถึงสายเทรดหุ้นอาจตกงานถึง 1.3 ล้านคนภายใน 10 ปีหลังจากนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้ที่ทำงานใน Goldman Sachs Group ท่านหนึ่ง กล่าวว่า หนทางที่จะอยู่รอดได้ของอุตสาหกรรมการเงินโดยเฉพาะสายหุ้น คือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริม แต่แน่นอนมันจะกระทบต่อแรงงานมนุษย์ด้วย ดังนั้น นักเทรดหุ้นที่ต้องการจะประสบความสำเร็จใน Wall Street จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ทักษะการเขียนโค้ด (coding) ให้จงได้

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา หลายคนอาจเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ถ้ายังไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้” ใช่ไหมล่ะคะ? แต่สำหรับตัวของน้ำตาลเองนั้นกลับเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ฉันหาแทบตายกลับไม่เคยพอใช้!!” เสียมากกว่า ซึ่งที่มันไม่เคยพอใช้นั่นอาจเป็นเพราะน้ำตาลยังไม่รู้จักการจัดการและการอดออมที่ถูกต้อง เลยโดนสิ่งยั่วยุเข้ามาปอกลอกเงินทองอันน้อยนิดที่กว่าจะหามาได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อต้องมาอาศัยชายคาประเทศสหรัฐอเมริกา

ในบทความนี้เลยอยากจะเล่าถึงประสบการณ์การเปิดบัญชีธนาคารที่อเมริกาให้เพื่อนๆได้ทราบกันค่ะ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารให้มากเท่าที่จะมากได้ย่อมเป็นอีกทางเลือกในการออมที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้กับตัวที่แน่นอนว่ากิเลสมาเมื่อไหร่เงินจ๋าก็จะบ๊ายบายออกจากกระเป๋าของเราไปอย่างง่ายดายทันที

เมื่อมีโอกาสได้มาใช้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาน้ำตาลก็ได้เปิดบัญชีธนาคารกับสองสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ซึ่งทั้งสองแห่งนั้นก็คือ The Capitol One Bank กับ Bank of America ค่ะ แต่น้ำตาลไม่ได้เปิดบัญชีกับทั้งสองธนาคารพร้อมกันหรอกนะคะเพราะไม่ได้มีเงินเหลือเก็บขนาดนั้น โดยน้ำตาลได้เปิดบัญชีกับทาง The Capitol One Bank ก่อนค่ะ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2012

ในขณะนั้นน้ำตาลเดินทางมาประเทศหสหรัฐอเมริกาด้วย J-1 Visa ในฐานะ Aupair ค่ะ ดังนั้นตอนที่ไปเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกโฮสแฟมิลี่หรือครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วยจึงเป็นคนพาเราไป ความจริงก็ไปทำเองคนเดียวได้เลยนะคะแต่เป็นเพราะว่าภาษาของน้ำตาลยังไม่ดีพอเลยกลัวว่าจะคุยกับเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารไม่รู้เรื่องน่ะ แหะๆ -..-

มื่อไปถึงธนาคาร The Capitol One เราก็ต้องไปลงชื่อต่อคิวที่สมุดคิวลูกค้าของธนาคารกันก่อน สิ่งที่ต้องเขียนก็แค่ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เท่านั้นค่ะ จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารมาเรียกตัวเราเข้าไปคุยด้วย จำได้เลยว่าในครั้งนั้นถ้าในธนาคารไม่เหลือแค่น้ำตาลกับโฮสที่เป็นลูกค้าคนสุดท้ายก่อนธนาคารจะปิด น้ำตาลก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะว่าเจ้าหน้าที่เขาเรียกชื่อใคร

เจ้าหน้าที่เขาจะเข้ามาทักทายและแนะนำตัวกับเราก่อนค่ะ จากนั้นก็จะถามเราว่าเราต้องการมาทำอะไร จับไม้จับมือคุยเล่นคุยหัวกันพอประมาณ ก่อนที่เขาจะเชิญเราเข้าไปนั่งที่เคาท์เตอร์ทำงานของเขา ในวันนั้นเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงชาวอินเดียค่ะ เขาได้ถามน้ำตาลว่าจะเปิดบัญชีอะไร Saving Account หรือ Checking Account ซึ่งน้ำตาลเลือกเปิดบัญชีแบบ Checking Account ค่ะ

Checking Account เป็นบัญชีสำหรับกรณีฝากหรือถอนบ่อย ในระหว่างเปิดบัญชี Checking Account เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะถามเราด้วยว่าเราต้องการ Bank Card (Debit Card หรือ Check Card) หรือไม่

โดย Bank Card นี้จะทำหน้าที่เหมือนกับบัตร ATM บวกกับ Debit Card ของบ้านเราคือใช้เบิกเงินสดจากตู้ ATM และใช้แทนเช็คเงินสด โดยทุกครั้งที่รูดบัตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีโดยตรงเป็นจำนวนเงินเท่านั้นและจะมีสมุด check ให้ด้วยซึ่งเช็คนี้จะนำไว้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องส่งทางไปรณีย์ (ส่วนมากพวกสาธารณูบริโภค น้ำ ไฟฟ้า อินเตอร์เนท หรือ เคเบิลทีวี) และบัญชี Checking นี้จะไม่มีดอกเบี้ยแต่มีไว้เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายต่างๆ

 ส่วน Saving Account เป็นบัญชีซึ่งมีไว้สำหรับเก็บเงินจำนวนมากและมีดอกเบี้ยให้ แต่ห้ามถอนก่อนถึงครบกำหนดมิฉะนั้นอาจไม่รับดอกเบี้ย ถ้ามีบัญชีนี้ต้องหมุนเงินให้เป็นนะคะถึงจะมีประโยชน์

เอกสารที่ใช้สำหรับการเปิด Checking Account ของ The Capitol One Bank ที่น้ำตาลเตรียมไปด้วยก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number ใบ I-94 ของ J-1 Visa และจดหมายจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่น่าเชื่อถือซึ่งส่งมาถึงเราตามที่อยู่ที่เราอ้างว่าเราพักอาศัยอยู่เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราอาศัยอยู่ที่นั่นจริง (โดยเอกสารอันนี้ตอนนั้นน้ำตาลใช้จดหมายของ Aupair in America ที่ส่งมายินดีต้อนรับเราค่ะ แต่คนอื่นจะใช้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์หรือจดหมายอื่นๆก็ได้ไม่ว่ากัน) เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้วเขาก็มีลาย Debit Card ให้เลือกด้วยนะคะว่าเราอยากได้ลายแบบไหนเราก็แค่เลือกลายที่ชอบไปแล้วเดี๋ยวพอดำเนินเรื่องต่างๆเสร็จเจ้าหน้าที่จึงจะส่งบัตรของเรามาให้ที่บ้านภายหลังค่ะ

หลังจากจบโครงการออแพร์ไปแล้วน้ำตาลก็ได้มีโอกาสกลับมาประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งด้วยวีซ่านักเรียนคราวนี้เลยได้มีโอกาสเปิดบัญชีใหม่กับธนาคาร Bank of America ค่ะ โดยเอกสารต่างๆที่ใช้เปิดบัญชีก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number และใบI-20 แต่เอกสารยืนยันที่อยู่นั้นไม่ได้ใช้ค่ะ แค่บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าบ้านเราอยู่ไหนเขาก็จะคีย์ข้อมูลลงคอมให้เลย สำหรับการเปปิดบัญชีที่ Bank of America นี้ น้ำตาลก็เปิดแบบ Checking Account อีกค่ะ เพราะสะดวกสบายต่อการฝากและถอนเงินมากกว่าแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การทำบัตร Credit Card ค่ะ

คือนอกจากน้ำตาลจะมีบัตร Debit Card ไว้รูดใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของเราแล้ว ในปีนี้น้ำตาลอยากฝึกสะสมเครดิตสกอร์เผื่อไว้ใช้ในอนาคตด้วย เพราะน้ำตาลไม่เคยมีบัตรเครดิตส่วนตัวมาก่อนที่เคยใช้ก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่ คราวนี้เลยอยากฝึกรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะคนอเมริกันเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับคนที่มีเครดิตสกอร์ดี ซึ่งเมื่อเวลาจะทำธุรกรรมอะไรคนมีเครดิตสกอร์ดีก็มักจะได้รับการอนุมัติอะไรต่างๆได้ง่ายกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการเงินตราและการใช้ชีวิตของเราเอง ก็คงต้องลองก่อนล่ะค่ะถ้าน้ำตาลคิดว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากพอที่จะใช้มันเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะปิดหรือยกเลิกมันไป การทำบัตรเครดิตของ Bank of America ก็มีให้เลือกหลายแบบค่ะ ซึ่งที่น้ำตาลเลือกทำไปก็เป็นแบบ Cash Rewards Credit Card for Students โดยต้องวางเงินประกันขั้นต่ำที่ $300 ใน 1 ปีแรกโดยเราจะถอนออกมาใช้จ่ายไม่ได้ พอครบปีเขาถึงจะคืนให้หรือตัดสินใจให้วงเงินในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งก็แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละบุคคล

อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวน้ำตาลเองที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆธรรมดาทั่วไปแต่พอได้มองย้อนกลับไปมันก็ทำให้เราเห็นตัวเองจากในอดีตที่ยังอ่อนเดียงสาจนเติบโตขึ้นมาและสามารถจัดการกับอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองได้ ท้ายสุดนี้อยากฝากเพื่อนๆไว้ว่าอย่ากลัวที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไร แม้จะผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ในภายภาคหน้าคุณก็จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและหรืออะไรที่ไม่ควรทำ ^_^

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา

หลังจากช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนในทศวรรษที่ 1980 และ 90 ธนาคารในละตินอเมริกาเข้ามาในตัวของพวกเขาเอง การเจริญเติบโตของประเทศเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตในภูมิภาคนี้และการยอมรับมาตรฐานด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศภาคการเงินของภูมิภาคกำลังจะผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

วันนี้ธนาคารใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาส่วนใหญ่มีการกระจุกตัวอยู่ในสองประเทศ บราซิลอ้างถึงห้าสถาบันที่ใหญ่ที่สุดโดยขนาดของสินทรัพย์และหกในสิบอันดับแรก ขณะเดียวกันเม็กซิโกเป็นเจ้าภาพในอีก 4 ธนาคารอื่น ๆ

  • 9 ->
    10) Banco Santander เม็กซิโก, เม็กซิโก (62 พันล้านดอลลาร์ในสินทรัพย์) (SAN SANBanco Santander6. 56-0. 61% สร้างขึ้นโดย Highstock 4. 2. 6 )

ซานทานแดร์เม็กซิโกให้บริการผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคมากมายรวมถึงการจำนองบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ธนาคารสเปนซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานตานเดอร์ซานต้าร์เดลล์ (SAN SAN 999 SANBANCO Santander6 56-0 61% สร้างด้วย Highstock 4. 2. 6 ) ลูกค้า บริการรวมถึงบริการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการการแก้ปัญหาทางการเงินและการค้าต่างประเทศ Banorte, Mexico (74000000000 $ ในสินทรัพย์) Banorte ได้ฉวยโอกาสในช่วงวิกฤติการเงินเม็กซิกันในทศวรรษ 1990 การเข้าซื้อธนาคารหลายแห่งและการสร้างสถานะของ บริษัท ทั่วประเทศ ธนาคารเป็นผู้ให้บริการผลิตภัณฑ์ธนาคารเพื่อการค้าปลีกรวมถึงบริการด้านการลงทุนเงินประกันและเงินบำนาญและความสามารถด้านคลังสินค้า

7) Banamex, Mexico (85000000000 $ ในสินทรัพย์)

ก่อตั้งขึ้นในปีพ. ศ. 2424 ผ่านการควบกิจการของ Banco Nacional Mexicano และ Banco Mercantil Mexicano ปัจจุบัน Banamex เป็น บริษัท ในเครือของซิตี้กรุ๊ป ปัจจุบันธนาคารมีสาขา 1, 706 สาขาและลูกค้ากว่า 20 ล้านราย “Banamex” ร่มรวมถึง บริษัท ทางการเงินอื่น ๆ ด้วยเช่นรวมถึงการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ Acclaim, Banamex Insurance และ Afore Banamex บริการวางแผนการเกษียณอายุ
6) BBVA Bancomer, Mexico (101 พันล้านเหรียญ)

ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของเม็กซิโกในแง่ของสินทรัพย์และเงินฝาก Bancomer เป็น บริษัท ย่อยของ บริษัท BBVA ของสเปน รายได้รวมถึงการดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ประกันภัยและกองทุนรวม ปัจจุบัน BBVA Bancoer มีสาขาเกือบ 1, 800 สาขาและเครื่องเอทีเอ็ม 7, 750 เครื่องทั่วประเทศ เช่นเดียวกับบางธนาคารในละตินอเมริกาอื่น ๆ Santander Brasil เป็นส่วนหนึ่งของธนาคารในยุโรปที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ – ในกรณีนี้คือสเปน (BARCARA BARCELI), บราซิล (194 พันล้านดอลลาร์) ซานทานแดร์นอกเหนือจากการธนาคารรายย่อยบัตรเครดิตและสินเชื่อบ้านองค์กรมีบริการด้านการบริหารสินทรัพย์และบริการด้านการธนาคารพาณิชย์

4) Caixa Economica Federal, Brazil (380,000 ล้านเหรียญ)

Caixa ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2512 เป็น “หน่วยงานของภาคเอกชน” ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกระทรวงการคลังบราซิล ธนาคารมีบทบาทสำคัญในการดำเนินโครงการโอนเงินรายได้และวางนโยบายการเคหะแห่งชาติขึ้น นอกจากนี้ยังจัดการโครงการจับสลากของประเทศ (L28)

3) Banco Bradesco ประเทศบราซิล (391 พันล้านเหรียญ)

สำนักงานใหญ่ในเซาเปาโลแบงโคแบร์เลสโคให้บริการลูกค้าบุคคลและลูกค้าธุรกิจ นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์จากธนาคารแล้วยังมีบริการประกันและแผนเกษียณอายุ (L29) ปัจจุบัน Banco Bradesco เป็นธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของบราซิลและเป็นสถาบันการเงินเอกชนรายใหญ่อันดับสอง

2) Itaú Unibanco Holding, Brazil (445 พันล้านเหรียญ)

Itaúให้บริการลูกค้าชาวบราซิลจำนวนกว่า 40,000 รายผ่านทางเครือข่ายมากกว่า 4,000 สาขาและเกือบ 28,000 ตู้เอทีเอ็มทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังให้บริการด้านการธนาคารขององค์กรแบบดั้งเดิมตลอดจนการดำเนินงานด้านวาณิชธนกิจและการควบรวมกิจการและการได้รับการสนับสนุน Itaúทำงานร่วมกับลูกค้าสถาบันประมาณ 700 รายในยุโรปสหรัฐอเมริกาและเอเชีย

1) Banco do Brasil, Brazil (555 พันล้านดอลลาร์ในสินทรัพย์)

Banco do Brasil เป็นธนาคารที่มีอำนาจควบคุมของรัฐบาลในละตินอเมริกาโดยมีสินทรัพย์ประมาณ 555 พันล้านเหรียญ ด้านการให้กู้ยืมแก่บุคคลและธุรกิจธนาคารยังมีบริการด้านบริหารสินทรัพย์และความสามารถในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ธนาคารตั้งอยู่ในบราซิเลียมีการดำเนินงานในอเมริกาเหนืออเมริกาใต้ยุโรปเอเชียและแอฟริกา

มารู้จักเงินตราสหรัฐกันก่อน

หน่วยเงินสกุลดอลล่าห์นั้นเพื่อนๆคงรู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหน่วยเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งป็นเงินเหรียญสากล ที่มีเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย

การทำความเข้าใจเงินตราสหรัฐก่อนเดินทางมานั้น สามารถช่วยให้เพื่อนๆมีความเข้าใจมากขึ้นกับการจับจ่ายบริหารการใช้เงิน และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบางคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกามากอีกด้วยนะ

เงินสกุลดอลล่าห์ในรูปของธนบัตรแบ่งเป็น ธนบัตร 1, 2, 5, 10, 20, 50 และ 100 ดอลล่าห์ ธนบัตร 2 ดอลล่าห์นั้นจะมีใช้กันอยู่ประปรายคะ ซึ่งพบเห็นได้ไม่มาก มีลักษณะคล้ายธนบัตร 1 ดอลล่าห์มากคะ

บนธนบัตรแต่ละใบก็จะมีรูปเป็นประธานาธิปดี หรือบุคคลสำคัญของสหรัฐที่แตกต่างกันไปคะ เช่น

ธนบัตร $1 จะเป็นรูปจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิปดีคนแรกของสหรัฐ
ธนบัตร $5 เป็นรูปของประธานาธิปดีคนที่ 16 อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเลิกทาสของสหรัฐ
ธนบัตร $100 เบนจามิน แฟลงคลิน (Benjamin Franklin) ผู้คิดค้นสายล่อฟ้า เตาแฟรงคลิน ฯลฯ ทั้งยังเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญที่นำไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคมและร่วมก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ธนบัตรที่ใช้กันทั่วไปนั้นรวมกันทั้งธนบัตรใหม่และเก่า ดังนั้นจึงจำเป็นมากสำหรับการตรวจสอบธนบัตรปลอมที่จำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นไว้นะคะ

รู้ไหม? ธนบัตรของอเมริกามีอะไรซ่อนอยู่

  1. ธนบัตร 5 ดอลลาร์ บริเวณรอบๆ ขอบธนบัตรจะมีคำว่า ” FIVE DOLLARS” มากมาย

2. บนโล่สัญลักษณ์ของหน่วย Great Seal บนธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “E PLURIBUS UNUM” และ “USA

3. บนเลข 5 ด้านหลังธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “USA FIVE” พิมพ์ไว้ตรงหางของตัวเลข

4. ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ ภาพอนุสาวรีย์ลินคอล์น มีชื่อของแต่ละรัฐในประเทศอยู่

ธนบัตร 100 ดอลลาร์

  1. มีคำว่า “The United States Of America” พิมพ์อยู่บนปกเสื้อบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกา Benjamin Franklin
  2. รอบๆ ลายน้ำมี “USA 100” พิมพ์อยู่
  3. “One Hundered USA” เขียนไว้รอบๆ ขนนกสีทอง”
  4. ตัวเลข “100”พิมพ์ไว้โดยรอบธนบัตร

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ