ประวัติภาพบุคคลสำคัญบนแบงค์ 1000 เยน 5000 เยน และ10000เยน ของญี่ปุ่น

ประวัติภาพบุคคลสำคัญบนแบงค์ 1000 เยน 5000 เยน และ10000เยน ของญี่ปุ่น

เยน (円, ¥, JPY) เป็นสกุลเงินของประเทศญี่ปุ่น คำว่าเยน ภาษาญี่ปุ่นจะอ่านออกเสียงว่า เอน แต่การออกเสียง เยน ก็ถือเป็นชื่อมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก

ประวัติบุคคลสำคัญบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น

ครั้งนี้เราพาเพื่อน ๆ มารู้จักประวัติเงินเยนของญี่ปุ่นกันค่ะ จากรูปภาพบุคคลที่อยู่บนธนบัตรของญี่ปุ่นในปัจจุบัน มีใครกันบ้างและเค้ามีความสำคัญอย่างไรถึงได้อยู่บนธนบัตรของญี่ปุ่นได้

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

โดยครั้งนี้เราจะมาพูดถึงธนบัตรแบงค์ 1000 เยน 5000 เยน 10000 เยน ซึ่งบุคคลบนธนบัตรก็แตกต่างกันไปค่ะ (ซึ่งลายพิมพ์อย่างละเอียด เวลาแสงส่องผ่านเราจะได้เห็นลวดลายต่าง ๆ แบบนี้ค่ะ แบงค์ 10000 เยน ถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ตกราว ๆ 2800-3000 เยน แล้วแต่เรทในแต่ละช่วง)

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ภาพธนบัตรใบละ 10,000 เยน คือภาพของ Yukichi Fukuzawa นักปรัชญาสมัยยุคเมจิ และเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเคโอ มหาวิทยาลัยดังของญี่ปุ่น (Keio University) และเป็นผู้เขียน “Gakugaku no Susume” สังเกตว่าญี่ปุ่นนิยมใช้นักปรัชญาหรือกวีเป็นภาพบนแบงค์ มากกว่าบุคคลสำคัญในสาขาอื่นๆ

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ด้านหลังจะเป็นรูปปั้นนกโฮโอะ ของวัดเบียวโด เป็นวัดตั้งอยู่ในเมืองอูจิ จังหวัดเกียวโต สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1541 ในสมัยเฮอัง อาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดคือ ศาลาหงส์หรือศาลาอมิตาภะ (พระอมิตาภพุทธะ) สร้างขึ้นใน พ.ศ. 1596

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

รูปจากสถานที่จริง โดยให้สังเกตที่บนหลังคาจะมี รูปปั้นนกโฮโอะ สีทองอยู่ ต้องตั้งใจมองหน่อยนะ ลืมถ่ายซูมใกล้ๆ มานะ

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ประวัติ

Yukichi Fukuzawa เกิดเมื่อ 10 มกราคม 1835 ที่ Osaka เมืองศูนย์กลางการค้าทางตะวันตกของญี่ปุ่น ในช่วงปลายของสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) แม้จะถือกำเนิดมาในชาติตระกูลของซามูไรแต่บิดาเป็นซามูไรในอันดับที่ไม่สูงนัก แถมบิดาของเขาได้เสียชีวิตลงตอนที่ไปทำงานที่ Osaka (โอซาก้า) ในขณะนั้นเขามีอายุเพียงหนึ่งขวบครึ่งอีก มารดาจึงพาครอบครัวกลับไปยังเมือง Nakatsu ทางเหนือของเกาะ Kyushu (ปัจจุบันคือจังหวัด Oita)
เขาได้รับการศึกษาชั้นต้นเมื่อมีอายุ 14 ถือว่าล่าช้าสำหรับตระกูลของซามูไร เนื่องจากมารดาของเธอต้องเลี้ยงดูลูกเพียงลำพัง ต่อมาหนึ่งเดือนก่อนการลงนามในอนุสัญญา Kanagawa กับสหรัฐอเมริกาที่บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศในปี 1854 พี่ชายของยูคิจิ ได้ชักชวนให้เขาไปศึกษาการผลิตปืนกลที่หมู่บ้านฮอลันดาบนเกาะ Dejima ซึ่งเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นในเขต Nagasaki เขาได้เรียนภาษาดัตช์ที่ Dejima เนื่องจากเป็นคนที่ขยันเรียนรู้และมีทักษะยอดเยี่ยมจึงมักถูกกลั่นแกล้ง ก่อนที่เขาจะเข้าเรียนที่ Tekijuku โรงเรียนเอกชนใน Osaka ซึ่งมีเจ้าของเป็นแพทย์ชาวญี่ปุ่น
เขาใช้เวลาศึกษาอยู่ 3 ปี โดยเขาได้เรียนวิชาฟิสิกส์ เคมี สรีรวิทยา และยังใช้เวลาว่างแปลตำราภาษาดัตช์เรื่องศิลปะในการสร้างป้อมปราการอีกด้วย
จากนั้นเขาเข้าทำงานให้ไดเมียวแห่ง Nakatsu ในฐานะอาจารย์สอน Dutch Studies ซึ่งไปประจำอยู่ที่เอโดะในปี 1858 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Keio Gijuku สถาบันการศึกษาขั้นสูงแห่งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งในเวลาต่อมาพัฒนาเป็น Keio University มหาวิทยาลัยเอกชนที่มี ชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งที่ผลิตบุคลากรคุณภาพระดับประเทศหลายสาขา ในปี 1860
เมื่อเขาอาสาสมัครเข้าเป็นสมาชิกในคณะผู้แทนรัฐบาลญี่ปุ่นเดินทางไปเจรจาเกี่ยวกับสนธิสัญญาที่ San Francisco ซึ่งภายหลังกลับถึงญี่ปุ่นแล้วเขาได้รับหน้าที่แปลเอกสารทางการทูตใน Foreign Affair ให้กับโชกุน 6 วันต่อเดือนและทุ่มเทเวลาที่เหลือในงานสอนและการเขียนหนังสือ จนในที่สุดเขาตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายการศึกษาที่ Keio University เป็นภาษาอังกฤษแทนภาษาดัตช์ และยังกระตุ้นให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษา ซึ่งเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์สำหรับพัฒนาประเทศ และยังส่งเสริมการใช้ตัวอักษรคานะซึ่งเป็นชุดอักษรสำหรับสตรีที่ถูกแบ่งแยกจากอักษรคันจิที่ใช้เขียนสำหรับผู้ชายในยุคซามูไร และยังเร่งให้มีการเรียนรู้ในระดับรากหญ้าเพื่อให้ประเทศเกิดความสัมฤทธิผลได้เร็วขึ้น จากคำกล่าวที่ว่า ทรัพยากรสำคัญที่ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของประเทศดังคือ “ประชาชน” นอกจากนี้ยังสะท้อนแนวคิดที่ริเริ่มเรียกร้องสิทธิสตรีในสังคม Male Dominant ของญี่ปุ่นอีกด้วย

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

นี่เป็นรูปปั้นของ Yukichi Fukuzawa ที่ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยเคโอ เรียกได้ว่านักศึกษาของมหาลัยนี้ไม่มีใครที่จะไม่เคยเห็นรูปปั้นนี้ เพราะตั้งอยู่ใจกลางลานของมหาวิทยาลัยเลย

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

มาถึงแบงค์ 5000 เยนกันบ้าง ซึ่งตรงด้านหน้าแบงค์เป็นรูปของ Ichiyo Higuchi สตรีนักเขียนและกวีในสมัยยุคเมจิ

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ด้านหลังของแบงค์ 5000 เยน เป็นภาพวาดดอกไอรีส (คะกิซึบะกะ-ซุ) ของโอกะตะ โกริน

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

นี่คือดอกไอรีส ซึ่งจริง ๆ ดอกไอรีสมีหลายสีมาก แต่สีที่เห็นบ่อย ก็จะเป็นสีม่วงอมน้ำเงิน สีขาว และสีเหลือง

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ประวัติ

นัทสึโกะ อิชิโย (夏子 一葉 Natsuko Ichiyo) เกิดวันที่ 2 พฤษภาคม 1872 ที่โตเกียว มีพี่น้อง 5 คน ที่บ้านมีฐานะปานกลาง อิชิโยชอบอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะหนังสือที่มีภาพประกอบ พ่อของเธอจึงสนับสนุนให้เธอได้รับการศึกษาเช่นเดียวกับผู้ชาย
เมื่ออายุ 14 ปี เธอก็ได้เรียนวิชาด้านบทกวีและวรรณกรรม แต่ก็มีปัญหาทางบ้านเรื่องค่าใช้จ่ายหลังจากพ่อของเธอเสียชีวิต เธอจึงทำงานเป็นครูสอนหนังสือให้กับสตรีชั้นสูงเพื่อหารายได้ และกลายเป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ด้วยความอยากเรียนรู้เธอได้ไปสมัครเป็นลูกศิษย์ของนักเขียนท่านหนึ่งของหนังสือโตเกียวอาซาฮี
จนกระทั่งปี 1894 เธอได้เขียนผลงานเรื่อง たけくらべ เป็นเรื่องราวที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์ต่าง ๆ ของตัวเธอเอง ผลงานนี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ในเดือนมกราคมปี 1895 มีการพิมพ์ซ้ำเรื่องนี้ถึง 7 ครั้ง หลังจากนั้นในปีเดียวกันก็มีผลงานตามมาอีกหลายเรื่องที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงอย่างมาก
ในช่วงกลางปี 1896 เธอเริ่มมีอาการปวดศีรษะอย่างหนัก จนในที่สุดเธอก็ต้องพักงานเขียนลง เนื่องจากตรวจพบว่าเธอเป็นวัณโรคและเสียชีวิตลงในวันที่ 23 พฤศจิกายน 1896 รวมอายุได้ 28 ปี 7 เดือนเท่านั้น และในปีถัดมาได้มีการตีพิมพ์หนังสือรวมเล่มผลงานเขียนของอิชิโยออกมา เพื่อเป็นการรำลึกถึงผลงานเธอ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2004 ทางธนาคารญี่ปุ่นได้นำภาพของอิชิโยมาพิมพ์ลงบนธนบัตรราคา 5,000 เยน และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นภาพสตรีคนที่ 3 ที่ปรากฏบนธนบัตรของประเทศญี่ปุ่น

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

มาต่อที่แบงค์ 1000 เยนกันเลย แบงค์นี้ถูกใช้มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1945 ด้านหน้าเป็นภาพเหมือนของนายแพทย์ Noguchi Hideyo ถือเป็นนายแพทย์คนสำคัญของญี่ปุ่น เจ้าของคำคมที่ว่า ความอดทนมีรสขม แต่ผลของมันมีรสหวาน จากลูกชาวนาผู้ยากจน มาอยู่บนธนบัตร 1000 เยน มาฟังเรื่องราวของเค้ากัน

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ประวัติ

ดร.โนงูจิ ฮิเดโยะ นั้นเดิมมีชื่อว่า โนงูจิ เซซากุ เกิดวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1876 ที่จ.ฟุกุชิมะ ท่านเกิดในครอบครัวชาวเกษตรกรที่ยากจน มีอาชีพทำนา แต่เมื่ออายุ 1 ขวบได้เกิดอุบัติเหตุตกลงไปในเตาหลุมไฟกลางบ้าน มือข้างซ้ายนั้นตกไปในกองถ่านไฟ นิ้วทั้งหมดถูกหลอมรวมไหม้ด้วยกัน จนไม่สามารถใช้งานได้
เมื่อถึงวัยเข้าเรียน ก็ได้เข้าเรียนในระดับประถมศึกษาแต่ไม่ค่อยชอบไปโรงเรียน เนื่องจากถูกล้อเลียนเรื่องมือที่พิการและความยากจนของท่าน ทำให้ไม่มีแม้แต่อาหารกลางวันเอาไปโรงเรียน
จุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่ง ท่านไปเห็นมารดาทำนาด้วยความเหนื่อยล้า ตัวเองก็อยากไปช่วยแต่สภาพมือที่ใช้งานไม่ได้ จึงตระหนักว่าอาชีพเกษตรกรไม่เหมาะกับตัวเองจึงหันเห วางเป้าหมายชีวิตใหม่เพื่อจะได้ทำอาชีพอื่นๆที่มีอนาคตที่ดีได้ จนผลการเรียนดีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนยอมรับ นั่นยิ่งทำให้ท่านเกิดความมุ่งมั่นมากขึ้น ขยัน จนเรียนสำเร็จกว่าเด็กคนอื่นๆ
แม้มีความโชคดีเรื่องความฉลาดในการเรียน แต่ความทุกข์ของก็มาจากความยากจนที่ไม่มีแม้แต่เงินซื้อตำราเรียน จึงต้องไปขอคักลอกตำราเรียนจากรุ่นพี่บ้าง ขอหนังสือเก่ามาบ้างและมาคัดเขียนใหม่เองหมด ทำให้ผลการเรียนเป็นอันดับหนึ่งในชั้นเรียน

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

คุณโนงูจิ เคยได้รับการผ่าตัดแยกนิ้วมือครั้งนึงแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้ฝันที่จะได้เป็นครูสลายลง ดังนั้นเค้าจึงขอร้องคุณหมอที่ผ่าตัด ให้ฝากเข้าทำงานในโรงเรียนแพทย์โดยทำงานเป็นภารโรง ช่วยดูแลคนป่วย แต่ก็ขยันและหมั่นศึกษาหาความรู้เสมอ
จนเมื่อมีหนทาง ก็ได้เดินทางเข้าโตเกียวและได้เรียนกวดวิชาแพทย์ตามคำแนะนำ และมุ่งมั่นเพื่อสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์ ปีนั้นมีคนสอบเข้าเรียนแพทย์ได้ 4 คนจาก 80 คน ซึ่งคุณโนงูจิคือหนึ่งในนั้น ด้วยคะแนนสอบอันดับ 1 และจะเป็นหมอในอายุเพียง 20 ปี แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้สวยงามเพราะมือที่พิการ เค้าจึงได้หันไปทางงานวิชาการโดยมุ่งมั่นทำงานด้านวิจัยแทน ซึ่งคืองานวิจัยเชื้อโรค
ปี 1898 คุณหมอโนงูจิ ได้เริ่มทำงานที่สถาบันวิจัยโรคติดต่อคิตะซาโตะชื่อดัง จนมีวันนึงนายแพทย์ไซม่อน แฟคเนอร์ จากอเมริกาได้เดินทางมาที่นี่ คุณโนงูจิได้รับคัดเลือกให้ไปเป็นล่ามแปลภาษาอังกฤษ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่
คุณหมอโนงูจิ เซซากุ ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น โนงูจิ ฮิเดโยะ เนื่องจากชื่อเดิมไปพ้องกับตัวละครไม่ดีในนิยายชื่อดังสมัยนั้น โดยคุณครูวัยประถมเป็นคนคิดชื่อใหม่ให้
ผลงานชิ้นเอกช่วงนี้คือ คุณหมอได้ไปทำงานที่ด่านตรวจกักกันเชื้อโรคที่โยโกฮาม่า และพบเชื้อกาฬโรคในเลือดของผู้ป่วยเป็นคนแรก ช่วยป้องกันให้คนมากมายไม่ต้องติดเชื้อ จากนั้นจึงถูกรัฐบาลส่งไปช่วยทีมแพทย์ต่อที่ประเทศจีน

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

คุณหมอเกิดความมุ่งมั่นมากขึ้น โดยออกเดินทางไปอเมริกา ในปี 1900 เพื่อร่วมกับทีมคุณหมอไซม่อน แฟคเนอร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย โดยเป็นเลขาของคุณหมอไซม่อน
ปี 1902 คุณหมอถูกแนะนำให้ไปทำงานที่สถาบันชื่อดังร็อกกี้เฟลเลอร์
ปี 1905 เกิดการระบาดของซิฟิลิส คุณหมอจึงหาวิธีเพาะเชื้อสไปโรคีท
ปี 1912 ดร.โนงูจิ ฮิเดโยะ สามารถเพาะเชื้อซิฟิลิสได้สำเร็จเป็นคนแรกของโลก ทำให้มีวิธียับยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้
ปี 1913 ค้นพบการแพร่กระจายของเชื้อที่ไปยังสมองของคนป่วย เป็นคนแรกของโลก สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศญี่ปุ่นมาก จนได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระจักรพรรดิ
จากนั้นจึงได้ร่วมเป็นอาสาสมัครไปร่วมหาสาเหตุของไข้เหลืองที่ประเทศเอกวาดอร์
ปี 1918 คุณหมอได้ค้นพบสาเหตุไข้เหลืองว่ามีพาหะมาจากยุง และสามารถเพาะเชื้อพร้อมผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองชื่อว่า วัคซีนโนงูจิ โดยใช้ในทวีปอเมริกาใต้ได้ดี
แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดไข้เหลืองรอบ 2 ที่ทวีปแอฟริกา คุณหมอทุ่มเทอย่างหนักมาก จนกระทั่งเสียชีวิตในวัย 51 ปี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1928 ด้วยโรคไข้เหลืองที่ประเทศกานา สร้างความโศกเศร้าให้แก่วงการแพทย์มาก ร่างของคุณหมอถูกฝังไว้ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
สิ่งที่ยังคงเหลือไว้ให้พวกเราคือ สถาบันวิจัยทางการแพทย์ โนงูจิ ฮิเดโยะ ที่ประเทศกานา และโรงเรียนโนงูจิ ฮิเดโยะที่ประเทศเปรู และปี 2004 ประเทศญี่ปุ่นได้นำภาพของท่านมาขึ้นบนธนบัตร 1000 เยน เพื่อเป็นเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี มีการจำลองสถานที่อยู่อาศัยวัยเด็กของท่าน เอามาเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้ ที่จ.ฟุกุชิมะ
ส่วนภาพทะเลสาบโมโตสุนั้น มาจากภาพถ่ายของอาจารย์โอคาดะ โคโย (Mr. Koyo Okada)ผู้รักการถ่ายภาพฟูจิมากและมีชื่อเสียงที่สุดในสมัยก่อน มีแกลอรี่ที่จ.ยามานาชิ

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น
Credit:Chill Chill Trip

ทุกท่านที่ปรากฎบนธนบัตรนั้น ล้วนเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ และใช้ความมุมานะ พยายามไม่ยอมแพ้ ใช้ความอดทนอดกลั้น ลงมือทำจริง จนประสบความสำเร็จ

เมื่อใดที่เราหยิบธนบัตรออกมาใช้ ให้ระลึกถึงสิ่งที่เป็นคุณงามความดีของแต่ละท่านนี้ รวมถึงภาพทุกอย่างที่ปรากฎบนธนบัตรนั้นล้วนมีที่มาที่ไป จะทำให้เตือนสติเราไว้ได้เสมอ ในการใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า

ประวัติบุคคลบนแบงค์เงินเยนของญี่ปุ่น

เอกสารลับแฉ! แบงก์ระดับโลกเข้าข่าย “ฟอกเงิน” แบบมโหฬาร ไทย-เกาหลีเหนือ ก็มีเอี่ยว

เอกสารลับแฉ! แบงก์ระดับโลกเข้าข่าย "ฟอกเงิน" แบบมโหฬาร ไทย-เกาหลีเหนือ ก็มีเอี่ยว

ไฟล์ข้อมูลของ “เครือข่ายป้องกันอาชญากรรมทางเงินแห่งชาติสหรัฐฯ” หรือ FinCEN ถูกองค์กรสื่อขุดค้นมาเผยแพร่ พบธุรกรรมการเงินในหลายประเทศต้องสงสัยว่าพัวพันการ “ฟอกเงิน” ซึ่งรวมถึงธนาคารในไทย-เกาหลีเหนือ ด้วย

เครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เผยแพร่เอกสารของเครือข่ายป้องกันอาชญากรรมทางเงินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FinCEN) ซึ่งเป็นข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินที่คาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทางการเงินทั่วโลก มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 60 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ICIJ รายงานว่า ไฟล์ข้อมูลของ FinCEN รั่วไหลสู่บุคคลภายนอก หลังจากที่มีการล้างระบบบันทึกข้อมูลการเงินของสหรัฐฯ รวมถึงเอกสารการทำธุรกรรมทางการเงินกว่า 2,500 ชุดที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2542 – 2560 โดยส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ธนาคารประเทศต่างๆ ทั่วโลกส่งให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ

หลังจากผู้สื่อข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจที่เป็นเครือข่ายของ ICIJ ตรวจสอบข้อมูลของ FinCEN พบว่า นับตั้งแต่ช่วงปี 2542- 2560 มีการทำธุรกรรมทางการเงินที่เกี่ยวข้องหรือต้องสงสัยว่าเกี่ยวพันกับการทุจริตโดยสถาบันการเงินการธนาคารในหลายประเทศ คิดเป็นเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 60 ล้านล้านบาท

ชุดข้อมูลเอกสารดังกล่าวชี้ว่า ธนาคารระดับโลกใหญ่ๆ หลายแห่งต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมที่มีการทุจริตทางการเงิน โดยพบว่ามีการให้บริการทางการเงินกับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงจากทั่วโลก แม้ว่าในบางรายจะถูกรัฐบาลสหรัฐฯ คว่ำบาตรก็ตาม

หนึ่งในนั้นมีชื่อของ “พอล แมเนฟอร์ต” นักวางกลยุทธ์ทางการเมือง ผู้ทำงานในแคมเปญการเลือกตั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่อปี 2559 และถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานฉ้อโกงและหลีกเลี่ยงภาษี หลังจากทางธนาคาร JP Morgan Chase พบพิรุธการโอนเงินของแมเนฟอร์ดจำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังพบว่าแมเนฟอร์ดมีการโอนเงินผ่าน JP Morgan Chase กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงกับไซมอน มอกิเลอวิช หัวหน้ากลุ่มอาชญากรรัสเซียที่เป็นบุคคลที่เอฟบีไอต้องการตัวมากที่สุด 10 ลำดับแรก

นอกจากนี้ ยังพบว่าธนาคารระดับโลก HSBC ได้อนุญาตให้กลุ่มอาชญากรทางการเงินโอนเงินหลายล้านดอลลาร์จากคดีฉ้อโกงเงิน Ponzi Scheme ซึ่งเป็นการหลอกลวงผู้คนที่ร่วมวงในเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ข้ามชาติผ่านบัญชีธนาคารของ HSBC ในอังกฤษ

ขณะที่ธนาคาร Deutsche Bank ก็มีการเคลื่อนย้าย “เงินมืด” จากการฟอกเงินขององค์กรอาชญากรรม กลุ่มก่อการร้ายและนักค้ายาเสพติด

ด้านธนาคาร Standard Chartered ก็มีการเคลื่อนไหวของเงินสดจากธนาคารอาหรับมานานมากกว่าทศวรรษ และพบเบาะแสว่าบัญชีของลูกค้าธนาคารในจอร์แดนนั้นถูกใช้เป็นแหล่งทุนสนับสนุนการก่อการร้าย

FinCEN ชี้ “เกาหลีเหนือ” ฟอกเงินผ่านธนาคารในสหรัฐฯ

NBC สื่อของสหรัฐฯ รายงานว่า เอกสารหลุดของ FinCEN ชี้ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลเกาหลีเหนือใช้บริษัทเปลือกนอก (shell company) ที่ไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง (บริษัทที่ตั้งขึ้นใหม่เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์โดยไม่เปิดเผยชื่อเจ้าของ) เป็นฉากบังหน้าดำเนินการฟอกเงินมานานหลายปี และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทจีน ดำเนินการโยกย้ายเงินผ่านธนาคารที่มีชื่อเสียงในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ มีการพบหลักฐานบ่งชี้ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือที่ถูกคว่ำบาตรการทำธุรกรรมทางการเงินทั่วโลกนั้น มีการเคลื่อนย้ายเงินกว่า 174.8 ล้านดอลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,244 ล้านบาท โดยผ่านบริษัทในจีนและมีการทำธุรกรรมในธนาคารสหรัฐฯ

เอริก โลร์เบอร์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง ผู้ทำงานเรื่องการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือในรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมายอมรับว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริง และกล่าวว่า เกาหลีเหนือได้พยายามจะเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ มาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้วโดยผ่านกระบวนการต่างๆ ที่ค่อนข้างซับซ้อนเพื่อให้ยากต่อการติดตาม

ธนาคารในไทยมีชื่อปรากฏใน FinCEN ด้วย

เอกสารของ FinCEN ชี้ว่า ธนาคารในประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในเครือข่ายการเงินทั่วโลกที่ส่งรายงานการทำธุรกรรมที่น่าสงสัยให้กับทาง FinCEN

โดยเอกสารที่เปิดเผยโดย ICIJ พบว่า การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านธนาคารไทยในช่วงปี 2542 – 2560 มีการทำธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย 92 ครั้งทั้งจากธนาคารของรัฐและเอกชนชื่อดัง ซึ่งในเอกสารยังระบุว่า มีการโอนเงินจากธนาคารเหล่านี้ไปยังธนาคารที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ 4 แห่ง มูลค่าเงินรวมกันถึง 31,750,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 95.25 ล้านล้านบาท)

ในรอบหลายปีมานี้ ICIJ เป็นต้นทางการขุดคุ้ยเอกสารทางเงินระดับโลกจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายเพื่อตีแผ่เครือข่ายอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติที่อาศัยช่องโหว่ของกฎหมายในประเทศและระหว่างประเทศแสวงหาประโยชน์จากการทุจริตและการฟอกเงินผ่านระบบการเงินการธนาคาร ทำให้เงินจากธุรกิจผิดกฎหมายกลายเป็นเงินถูกกฎหมาย

เมื่อปี 2560 ICIJ เปิดเผยข้อมูลทางการเงินของนักการเมือง คนดัง และนักธุรกิจระดับโลกในเอกสารชุด “พาราไดช์ เปเปอร์” ซึ่งหลุดจากบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย “แอปเปิลบี” ที่รับผิดชอบดูแลบัญชีทรัพย์สินและทรัสต์ของบุคคลสำคัญทั่วโลกที่ินิยมจดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เบอร์มิวดา หมู่เกาะเคย์แมน มอริเชียส ฯลฯ ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น “สวรรค์ของการหลีกเลี่ยงภาษี”

ขณะที่ในปี 2559 เอกสารทางการเงินชุด “ปานามา เปเปอร์” หรือ เอกสารลับปานามา ซึ่งเปิดโปงเครือข่ายการหลีกเลี่ยงภาษีชุดใหญ่ที่สุดของโลก หลุดจากบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย “มอสแซก ฟอนเซกา” เต็มไปด้วยรายละเอียดการหลีกเลี่ยงภาษีของกลุ่มคนรวย ทั้งยังพบคนไทยมีชื่อปรากฏในเอกสารลับปานามา 21 คน และมีอีก 963 บริษัทที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายของมอสแซก ฟอนเซกา

อย่างไรก็ตาม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เผยผลสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีบุคคลในประเทศไทย 16 รายมีชื่อปรากฏอยู่ในเอกสารลับปานามาในเวลาหลังจากนั้น 1 ปี โดยระบุว่า ไม่พบหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือผิดกฎหมายไทย

ส่วนการเปิดเผยเอกสารของ ICIJ รอบใหม่นี้ สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับ FinCEN โดยเมื่อต้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา FinCEN ออกมาประณามการเปิดเผยข้อมูลที่รั่วไหลออกมา โดยชี้ว่า การเปิดเผยข้อมูลกิจกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย เข้าข่ายอาชญากรรม และยังเป็นการคุกคามความปลอดภัยและความมั่นคงของสถาบันและบุคคลที่มีชื่ออยู่ในรายงานดังกล่าวอีกด้วย

มารู้จักธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐกันเถอะ

หากพูดถึง สกุลเงิน ดอลล่าร์ เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยิน แต่ทราบหรือไม่ มีอีกหลายประเทศที่ใช้เงินสกุลดอลล่าร์เหมือนกันแต่ใช้ชื่อเรียกต่างกัน เช่น ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์ฮ่องกง ดอลล่าร์ไต้หวัน  แต่ที่จะกล่าวถึงในวันนี้ คือสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งมีทั้ง เหรียญ และ ธนบัตร วันนี้จะขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งหลายคนจะคุ้นเคยกับธนบัตรเป็นอย่างดี เพราะประเทศไทยเรามีการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เป็นธนบัตร เท่านั้นค่ะ

ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ ในปัจจุบันที่มีการผลิตอยู่นั้น มีทั้งหมด 6 ชนิด ทุกชนิดจะมีขนาด สีเหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงที่รูปบุคคลสำคัญและมูลค่า

  1. ธนบัตรมูลค่า 1 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีก 2 สมัย นอกจากนี้ รูปของวอชิงตัน ยังปรากฏอยู่บนเหรียญควอเตอร์อีกด้วย ด้านหลังเป็นรูปปิระมิด รุ่นแรก  Series 1963  รุ่นล่าสุด Series 2013
  2. ธนบัตรมูลค่า 5 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา และยังมีรูป ลินคอล์น อยู่บนเหรียญเพนนีด้วย ด้านหลังเป็นรูป Lincoln Memorial รุ่นแรก Series 2006 รุ่นล่าสุด Series 2013
  3. ธนบัตรมูลค่า 10 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของอเมริกา ด้านหลังคือ S. Treasury เป็นกระทรวงการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐ รุ่นแรก Series 2004A รุ่นล่าสุด Series 2013
  4. ธนบัตรมูลค่า 20 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของอเมริกา ด้านหลังคือ The white house หรือที่รียกกันว่า ทำเนียบขาว เป็นบ้านและที่ทำงานประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีนั่นเอง รุ่นแรก Series 2004 รุ่นล่าสุด Series 2013
  5. ธนบัตรมูลค่า 50 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี ยูลิสซีส เอส.แกรนด์ (Ulysses S. Grant) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 18 ของอเมริกา นอกจากนี้เขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้มาเยือนระเทศไทยในปี 1879 สมัยรัชกาลที่ 5 ด้านหลังเป็น C. Capital เป็นที่ประชุมสำหรับวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รุ่นแรก Series 2004 รุ่นล่าสุด Series 2013
  6. ธนบัตรมูลค่า 100 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูป เบนจามิน แฟลงคลิน หนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้ง Founding Fathers ด้านหลังคือ Independence Hall เป็นสวนอุทยานประวัติศาสตร์อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลประชุมอภิปรายโต้แย้งกัน

ภาพบุคคลทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ที่สมควรยกย่อง จดจำตลอดไปนานแสนนาน นอกจากนี้หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในเหรียญ ธนบัตรทุกชนิดจะมีคำว่า In God We Trust อยู่ในนั้น เนื่องด้วยเป็นความเชื่อในทางศาสนาจากสงครามกลางเมือง โดยประชาชนอยากให้พิมพ์ ว่าเราศรัทธาในพระเจ้าลงไปด้วย

มารู้จักธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐกันเถอะ

แบงค์ดอลล่าร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกา ประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด

โดยปกติ การพิมพ์ธนบัตรของแต่ละประเทศในโลกใบนี้ สมัยก่อนจะต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำเป็นตัวประกัน แบบว่ามีทองคำเท่าไร ก็พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้เท่านั้น ปัจจุบันไทยเราใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เป็นสินทรัพย์ที่หนุนหลังธนบัตรออกใช้ จะต้องรักษาและกันไว้ต่างหากจากทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในค่าของธนบัตรและเป็นหลักประกันว่าการออกใช้ธนบัตร มีขอบเขตอยู่เท่ากับสินทรัพย์ที่จะมาเป็นทุนสำรองเงินตรา

สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐซึ่งเป็นมหาอำนาจในสมัยนั้นจากผู้นำในการชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้สหรัฐเป็นผู้นำของโลกนับแต่นั้นมา อำนาจในมือของสหรัฐล้นเหลืออย่างหาที่สุดไม่ได้ จนกระทั่งปี 1971 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯได้ออกมาประกาศยกเลิกการใช้ทองคำหนุนหลังธนบัตร

ทำให้สหรัฐฯเป็นเพียงชาติเดียวที่สามารถพิมพ์ ธนบัตรออกมาเป็นปริมาณเท่าใดก็ได้ และในปี 2008 เกิดวิกฤติอสังหา (Subprime) แตกในสหรัฐ และ FED ก็ได้พิมพ์เงินดอลลาร์ ออกมาใช้มากกว่าระดับปกติถึง 3 เท่าตัว เพื่อเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลเองประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังอุ้มได้แล้ว

ตั้งแต่มีการตั้ง FED ในปี 1913 และ ประธานาธิบดี นิกสัน ยกเลิกผูกเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971และจะเห็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาภาวะเงินเฝืดก็แทบไม่เคยปรากฏในระบบเศรษฐกิจสหรัฐอีกเลย และด้วยเงินดอลล่าคือสกุลเงินหลักของโลก ทำให้ภาวะข้าวของแพงระบาดหนักไปทั่วโลก และมันเป็นจุดเริ่มความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสหรัฐในทศวรรษหน้า

การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกแต่ก่อนต้องใช้เงิน ดอลลาร์เท่านั้น

การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้เงินตราสกุลอื่น เช่น ยูโร หรือเยนที่เกิดจากการผลักดันของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา และล่าสุด ในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ครั้งที่ 146 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่เมืองอาบู ดาบีประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ผ่านมานี้ อิหร่านได้กระโดดเข้ามาผลักดันแนวคิดนี้

อย่างจริงจังโดยเสนอให้ตั้งธนาคารโอเปกขึ้นมา และให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์ททำให้การเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นการคุกคามเศรษฐกิจสหรัฐ

การที่อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถขาดดุลชำระเงินและขาดดุลการค้าได้มากขนาดนี้หรือเรียกว่า “การขึ้นรถฟรี (free rider)” ก็เพราะได้ใช้อิทธิพลทำข้อตกลงกับกลุ่มประเทศโอเปกเมื่อปี 1971 ให้การซื้อขายน้ำมันโลกใช้เงินดอลลาร์เพียงสกุลเดียว ข้อตกลงนี้ทำให้ทุกประเทศที่บริโภคน้ำมัน ต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อใช้ในการซื้อน้ำมันเข้าประเทศ และการซื้อขายน้ำมันโลกร้อยละ 85 ซื้อขายกันนอกประเทศสหรัฐอเมริกาและหมุนเวียนกันอยู่ภายนอกอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด(ตามข้อตกลงของไอเอ็มเอฟ โดยที่ไม่ต้องมีทองคำมาสำรองตามจำนวนที่พิมพ์ออกมา) และไม่ต้องหวั่นว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศ เพราะ

1.เงินที่พิมพ์ออกมานี้ก็คือเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือจ่ายหนี้ให้ประเทศที่สหรัฐนำเข้าสินค้า

2.มาตรฐานชีวิตคนสหรัฐจึงสูงที่สุดในโลก เพราะพิมพ์เงินออกมาซื้อฟรี กินฟรีสินค้าจาก

3.ทั่วโลกหรือลงทุนในประเทศอื่น ๆ เพื่อหากำไรส่งกลับเข้าประเทศ ประเทศที่ขายสินค้าให้

4.สหรัฐก็นำเงินดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือนำมาไว้ใช้ซื้อน้ำมันมาบริโภค และเพื่อนำเข้ามาผลิตสินค้าไว้ขายสหรัฐต่อไปเป็นวงจรหรือไม่ก็นำมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasury Bonds) ซึ่งก็คือ นำเงินที่ขายสินค้าได้ดุลมาให้สหรัฐที่เป็นผู้บริโภคกู้เพื่อนำมาซื้อ สินค้ากลับไปกินไปใช้ใหม่ (recycle)

แบงค์อเมริกา แบงค์ในอเมริกา

สหรัฐอเมริกา ประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด

ทำไมถึงพิมพ์เงินมาใช้ไม่ได้

ในช่วงนี้คำว่า Modern Monetary Theory หรือ MMT กลับมาปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์และการถกเถียงด้านนโยบายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ ซึ่งแนวทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนความคิดที่เชื่อว่า รัฐบาลที่กู้ยืมเงินในเงินสกุลตนเอง ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดอยู่ด้วยระดับของหนี้ของรัฐบาล เพราะ “เงิน” ก็คือ “หนี้” ที่รัฐสร้างขึ้น (ผ่านธนาคารกลาง ซึ่งเป็นของรัฐอยู่ดี) ตราบเท่าที่ธนาคารกลางไม่มีทางผิดนัดชำระหนี้ในหนี้เงินสกุลของตัวเอง เพราะธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินเองได้ (และถ้ายังมีคนอยากถือเงินสกุลนั้น) รัฐบาลก็ควรจะสามารถพิมพ์เงินเพื่อสร้างหนี้เพื่อชดเชยการขาดทุนการคลังได้แบบไม่จำกัดได้

ข้อจำกัดของการขาดดุลคือเงินเฟ้อ

ผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้บอกว่า ข้อจำกัดจริงๆของการการสร้างการขาดดุลและการสร้างหนี้รัฐบาล ไม่ใช่ระดับหนี้สาธารณะ แต่คือเงินเฟ้อ การทำงบประมาณขาดดุลมากเกินไปจะทำให้เศรษฐกิจร้อนแรง จนเงินเฟ้อสูงจนเป็นปัญหา มุมมองนี้บอกว่า เป็นหน้าที่ของนโยบายการคลัง (ผ่านการขาดดุลการคลัง) ในการควบคุมอุปสงค์ของเศรษฐกิจ การขาดดุลการคลังที่เหมาะสม จึงควรเป็นระดับที่เพียงพอที่จะทำให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ (full employment) แต่ก็ไม่มากเกินไปที่จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง

ซึ่งตรงข้ามกับการดำเนินนโยบายสมัยใหม่ ที่บอกว่าหน้าที่ในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจระยะสั้นและดูแลเงินเฟ้อ เป็นหน้าที่ของนโยบายการเงิน (ดอกเบี้ย)

และแนวความคิดนี้บอกว่า ถ้าเกิดเงินเฟ้อขึ้นจริงๆ รัฐก็ค่อยไปลดการใช้จ่ายขึ้นภาษีเอาตอนนั้นก็ได้ (แต่ไม่มีรัฐบาลไหนในโลกอยากจะขึ้นภาษีหรือลดงบประมาณแน่ๆ ซึ่งนี่อาจจะเป็นจุดอ่อนที่สุดของแนวความคิดนี้)

ไม่ใช่ความคิดใหม่

แม้ชื่อทฤษฎีนี้จะชื่อว่า Modern Monetary Theory แต่แนวความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มุมมองนี้คล้ายๆกับที่ Abba Lerner เคยนำเสนอความคิดเรื่อง Functional Finance ในช่วงยุค 1940s ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งบอกว่านโยบายการคลังควรเป็นนโยบายหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ระดับศักยภาพ การขาดดุลควรเป็นเรื่องปกติ และการทำงบประมาณแบบสมดุลนั้นไม่จำเป็นเลย

ยิ่งในปัจจุบันที่ทำอย่างไรเงินเฟ้อก็ไม่มา ทำ QE ไปหลายรอบก็เงินเฟ้อก็ยังไม่ขยับ จึงคนตั้งคำถามว่าถ้าธนาคารกลางยินดีที่จะพิมพ์เงินมหาศาล จนทำให้ราคาสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นไปเยอะมากขนาดนี้ ทำไมไม่พิมพ์เงินแล้วเอาไปใช้จ่ายหรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประโยชน์ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่ แทนที่จะให้ประโยชน์ตกอยู่กับคนรวยที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินทรัพย์

จนมีคนบอกว่า QE นี่แหละที่เป็นสาเหตุทำให้การเมืองในหลายประเทศกำลังจะค่อยๆเอียงซ้าย (ไปทางสังคมนิยม) กันมากขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกว่าได้รับประโยชน์จากทุนนิยมและนโยบายที่รัฐพยายามเข้าแทรกแซง

ในอังกฤษเมื่อสองสามปีก่อน Jeremy Corbyn หัวหน้าพรรคแรงงาน เคยเสนอแนวคิด “People’s QE” ซึ่งสนับสนุนให้ชดเชยการขาดดุลการคลังโดยการพิมพ์เงิน คล้ายๆกับที่ธนาคารกลางอังกฤษพิมพ์เงินโดยนโยบาย QE แล้วนำเงินไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ หรือในฝั่งยุโรปก็มีแนวความคิด QE for the people ซึ่งใช้แนวเหตุผลเดียวกัน

และคล้ายๆกับแนวคิดHelicopter Moneyที่นำเสนอโดยนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง Milton Friedman ตั้งแต่ยุค 1960s ซึ่งเขาบอกว่าวิธีง่ายที่สุดที่ธนาคารกลางจะสร้างเงินเฟ้อได้ (และขจัดภาวะเงินฝืด) คือ การเอาเงินขึ้นไปปล่อยจากเฮลิคอปเตอร์ และสัญญาว่าจะไม่ดูดเงินออก (ลองนึกง่ายๆว่าถ้าธนาคารกลางสั่งเพิ่มศูนย์ในธนบัตรทุกฉบับ ราคาสินค้าทุกอย่างคงต้องแพงขึ้นสิบเท่า) ซึ่งในความเป็นจริงวิธีการกระจายเงินที่เหมาะสมกว่าคือการใช้เงินผ่านนโยบายการคลัง

QE vs MMT

แต่จริงๆแล้ว อาจจะพอบอกได้ว่านโยบาย QE ที่ธนาคารกลางทั่วโลกทำกันอยู่ ไม่ได้เหมือนกับแนวคิด MMT หรือ Helicoptor Money เสียทีเดียว เพราะ MMT บอกว่ารัฐสามารถชดเชยการขาดดุลการคลัง โดยให้ธนาคารกลางพิมพ์เงินใหม่ได้เลย (หรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรก) แปลว่าต้นทุนที่รัฐบาลจะกู้เพิ่มไม่ได้สะท้อนผลจากกลไกตลาด แต่ธนาคารกลางกำหนดต้นทุนให้ด้วยปริมาณเงินที่มีไม่จำกัด

แต่ในนโยบาย QE ที่ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และธนาคารกลางญี่ปุ่น ทำกันอยู่ยังคงเหนียมอายในประเด็นนี้อยู่ และขีดเส้นบางๆ ที่จะไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลในตลาดแรก แต่ธนาคารกลางจะไล่ซื้อพันธบัตรในตลาดรองหลังจากสถาบันการเงิน หลังจากที่มีคนซื้อพันธบัตรไปแล้ว แปลว่ากลไกตลาดยังคงทำหน้าที่กำหนดต้นทุนที่สะท้อนความเสี่ยงของรัฐบาลในฐานะผู้กู้อยู่ ถ้ารัฐบาลกู้มากเกินไป ก็อาจจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดแรกสูงขึ้นได้

นอกจากนี้ การไล่ซื้อพันธบัตรจากสถาบันการเงินมีจุดประสงค์หลักที่จะทำให้สถาบันการเงินถือสภาพคล่องที่มากเพียงพอ และไล่อัตราผลตอบแทนของสินทรัพย์ปลอดภัยให้ต่ำลง เพื่อให้สถาบันการเงินมีแรงจูงใจไปปล่อยกู้ หรือไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่จะชดเชยการขาดดุลและการสร้างหนี้ของรัฐบาล

จริงๆแล้ว ยังไปกันยังไม่สุด แนวความคิดนี้จึงบอกว่า ถ้าทำอย่างไรก็ไม่มีเงินเฟ้อ ทำไมไม่ไปให้สุดซอยกันไปเลย และเอาผลประโยชน์ไปให้ถึงประชาชนทั่วไปด้วย

Green New Deal

การถกเถียงเรื่องนี้รอบนี้ เริ่มมาจากนักการเมืองพรรค Democrat นำเสนอแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า Green New Deal (GND) (ซึ่งล้อชื่อมาจาก “New Deal” ซึ่งเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสมัยประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt สมัยหลังวิกฤตเศรษฐกิจยุคปี 1930s) ซึ่งเป็นนโยบายการลงทุนขนาดใหญ่ด้านพลังงานสะอาด และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ไขปัญหาสภาวะโลกร้อน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นนโยบายหลักของพรรค Democrat

แต่คำถามที่ตามขึ้นมา คือจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย ซึ่งนักการเมืองดาวรุ่งของพรรค Democrat วัย 29 ปี ชื่อ Alexandria Ocasio-Cortez (AOC) สส. สมัยแรก ที่เคยเป็นหนึ่งในทีมงานของ Bernie Sander ให้สัมภาษณ์เสนอว่าควรนำแนวความคิดเรื่องนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุยเรื่องนี้ (นอกจากการตัดงบด้านอื่นและการขึ้นภาษีคนรวย) ทำให้แนวความคิดนี้กลับมาดังเป็นพลุแตก ทุกคนกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง จุดประกายให้นักการเมืองฝ่ายซ้ายกลับมามีความหวังกันอีกครั้ง (โดยมี Stephanie Kelton ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของ Bernie Sander เป็นผู้สนับสนุนหลักของแนวความคิดนี้)

นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก

ที่มาภาพ : https://www.project-syndicate.org/commentary/federal-reserve-modern-monetary-theory-dangers-by-kenneth-rogoff-2019-03

แน่นอนว่านักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ Paul Krugman นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลแม้เห็นด้วยกับนโยบายฝ่ายซ้าย แต่ก็ออกมาโจมตีแนวความคิดนี้ Kenneth Rogoff เรียกแนวความคิดนี้ว่า Modern Monetary Nonsense(ไม่ใช่ “ทฤษฎี” แต่เป็นเรื่องไร้สาระ) Lawrence Summers บอกว่าแนวความคิดนี้เป็นหนทางแห่งความหายนะ แม้แต่ประธาน Federal Reserve Jerome Powell ยังต้องออกมารีบบอกว่า แนวคิดนี้ “ผิด” และบอกว่าหนี้ของรัฐบาลสหรัฐก็อยู่ในระดับสูงจนน่าเป็นห่วงอยู่แล้ว

โดยส่วนใหญ่นักเศรษฐศาสตร์จะชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนี้ “ผิด” ด้วยสาเหตุหลายประการ อาทิเช่น แนวความคิดนี้ไม่ได้พูดถึง trade off ระหว่างนโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง โดยแนวความคิดนี้บอกกลายๆว่า นโยบายการเงินควรอยู่ใน “ระดับที่เหมาะสม” แล้วปล่อยให้นโยบายการคลังเป็นตัวกำหนดนโยบายอุปสงค์ แต่ในความเป็นจริง นโยบายการคลังไม่สามารถปรับเปลี่ยนสถานะของนโยบายได้อย่างคล่องตัวพอ เพราะข้อจำกัดด้านเทคนิคและด้านการเมือง ลองนึกภาพว่าถ้ารัฐบาลต้องขึ้นภาษีมากๆหรือตัดลดงบประมาณมากๆ เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ คงไม่มีใครอยากทำ และสุดท้ายแล้วเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะร้อนแรงตลอดเวลา

หน้าที่ในการดูแลนโยบายด้านอุปสงค์ระยะสั้น จึงกลายเป็นหน้าที่ของนโยบายการเงินไปโดยปริยาย

ในบริบทแบบนี้ การใช้การขาดดุลมากๆ และการเพิ่มขนาดของรัฐมากจนเกินไป จะนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ทำให้การใช้จ่ายของรัฐ ไปเบียดบัง (crowd out) การลงทุนและการใช้จ่ายของภาคเอกชน

ประเด็นที่สองคือแนวคิดนี้บอกว่า ธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงินมาเพื่อจ่ายหนี้ของรัฐบาลได้เรื่อยๆ แต่อย่างที่เราเห็นในหลายประเทศ ปริมาณเงินไม่สามารถพิมพ์ออกมาโดยไม่จำกัดได้ เมื่อเกินระดับหนึ่งเงินเฟ้อจะเริ่มมา และอาจจะนำไปสู่สถานการณ์เงินเฟ้อสูงมาก (hyperinflation) ได้ หากขีดจำกัดนั้นถูกทำลายลง

นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องความยั่งยืนทางการคลัง แม้ในความเป็นจริง จะไม่มีรัฐบาลประเทศไหนจ่ายคืนหนี้ของตัวเองจนหมด ตัวชี้วัดสำคัญที่ตลาดจับตาดู คือ ระดับหนี้ต่อรายได้ (debt to GDP) ว่าอยู่ในระดับที่มีเหตุมีผลและควบคุมได้หรือไม่

ถ้าหนี้ถูกนำไปใช้เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโต และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าอัตราดอกเบี้ย และอัตราการเพิ่มของหนี้เพื่อชดเชยการขาดดุลการคลัง ระดับหนี้ต่อรายได้ก็อาจจะไม่ได้เพิ่มในอัตราที่สูงเกินไป แต่ถ้าการขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น ภาคเอกชนอาจจะหมดความมั่นใจ ไม่ถือพันธบัตรของรัฐบาลนั้น คงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือกันอย่างรวดเร็ว

จริงอยู่ธนาคารกลางอาจจะมาเป็นผู้ซื้อได้ แต่ผลที่จะเกิดขึ้นคือนักลงทุนอาจจะหมดความมั่นใจกับเงินสกุลประเทศนั้น ผลจะไปปรากฏกับค่าเงินที่จะลดค่าอย่างรวดเร็ว จนเกิดผลกระทบต่อเนื่องต่อเงินเฟ้ออีก วนๆไปอีก

แม้นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์หลายคนจะเห็นด้วยกับแนวนโยบายที่รัฐมีบทบาทในการลงทุนในปัจจัยพื้นฐาน และอาจจะมีหลายคนที่อาจจะมองว่าภาวะเงินเฟ้อต่ำในปัจจุบัน รัฐบาลมีที่ว่างพอที่จะทดลองนโยบายแบบใหม่ๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ แต่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักส่วนใหญ่แนวคิดนี้อาจจะสร้างความเสี่ยงและความไม่เชื่อมั่นด้านนโยบายได้ ถ้านำไปใช้กันจนเกินขอบเขต
แต่ถ้ากระแสการเมืองจะเราพาไปหานโยบายเช่นนั้นจริงๆ ก็คงต้องเตรียมตัวรับการความเสี่ยงเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นในอนาคต

ค่าเงินดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุด ราคาของธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ มีบิลล้านดอลล่าร์ไหม

ดอลลาร์อเมริกันเป็นสกุลเงินที่พบมากที่สุดในโลก ดอลลาร์ทำหน้าที่ไม่เพียง แต่เป็นสกุลเงินสำรองในประเทศส่วนใหญ่ของโลก แต่ในบางรัฐนอกเหนือจากอเมริกาเป็นสกุลเงินประจำชาติ ประเทศที่สกุลเงินนี้หมุนเวียน ได้แก่ ประเทศติมอร์ตะวันออกและซิมบับเว, เอกวาดอร์และปานามา, เอลซัลวาดอร์และประเทศหมู่เกาะในแคริบเบียน, โอเชียเนีย แต่ละรัฐมีเหตุผลที่ดีในการใช้เงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลัก เราสามารถพูดคุยเกี่ยวกับการขาดเงินทุนจากติมอร์ตะวันออกเพื่อสร้างเงินของพวกเขาและการเพิ่มขึ้นอย่างมากทั่วโลกในซิมบับเว

ตั๋วเงินคืออะไร

วันนี้ในการหมุนเวียนคุณสามารถค้นหาธนบัตรในสกุลเงิน 1 และ 2, 5 และ 10, 20 และ 50, 100 เหรียญของ 1 และ 5, 10 และ 25, 50 เซ็นต์เป็นเรื่องธรรมดา เหรียญหนึ่งดอลลาร์เป็นที่นิยม การเรียกเก็บเงินที่หายากได้รับการพิจารณา 2 ดอลลาร์ ตามรายงานอย่างเป็นทางการในปี 2009 มีการออกหนังสือ 2.5 พันล้านฉบับและในวันนี้ยอดจำหน่ายไม่เกิน 44 ล้านธนบัตร สถานการณ์นำไปสู่ตำนานว่าการเรียกเก็บเงิน 2 เหรียญเป็นสิ่งที่หายาก ในความเป็นจริงชาวอเมริกันยอมรับการใช้งานสำหรับการตั้งถิ่นฐานร่วมกันว่าอึดอัด เป็นผลให้พวกเขาเริ่มเก็บเงินและพวกเขาเริ่มรับรู้การมีอยู่ในกระเป๋าเงินเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ความนิยมมากที่สุดในโลกคือธนบัตร 100 ดอลลาร์ นี่คือสิ่งที่นำไปสู่การปรากฏตัวของธนบัตรปลอมจำนวนมาก

ธนบัตร 1 ดอลลาร์มีลักษณะอย่างไร

ธนบัตรทุกใบมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ตัวอย่างเช่นในธนบัตร 1 ดอลลาร์คุณจะเห็นภาพของจอร์จวอชิงตัน ที่ด้านหลังของสกุลเงินเป็นตราประทับขนาดใหญ่ของอเมริกา การเปิดตัวธนบัตรฉบับหมุนเวียนเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2405 ในวันแรกเงินคือภาพของ Salmon Chase ซึ่งในเวลานั้นได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากระทรวงการคลัง ภาพที่คุ้นเคยของวอชิงตันได้ถูกประดับประดาด้วยธนบัตรมาตั้งแต่ปี 1869 ทุกวันการทำลายประมาณ $ 35 ล้านด้วยมูลค่าที่ตราไว้ของ $ 1 ในเครื่องในระบบ Federal Reserve เกิดขึ้นเนื่องจากการสึกหรอซึ่งบ่งชี้ถึงการใช้อย่างกว้างขวางของหน่วยการเงินโดยพลเมืองของประเทศ จำนวนเงินที่คล้ายกันจะดำเนินการและการพิมพ์ธนบัตรรายวัน

เรื่องราวที่น่าสนใจและน่าสนใจของตั๋วเงิน 2 ดอลลาร์

การเรียกเก็บเงิน 2 ดอลลาร์ปรากฏขึ้นพร้อมกันกับคู่หนึ่งดอลลาร์ แต่แล้วในปี 1966 ปัญหาของมันก็หยุดจนกว่า 1976 ด้านหน้าธนบัตรมีรูปของโธมัสเจฟเฟอร์สันและประกาศอิสรภาพประดับประดาอยู่ด้านหลัง หลายคนสงสัยว่าค่าใช้จ่ายบิล 2 เหรียญเท่าใดเพราะพวกเขาคิดว่ามันหายาก ในความเป็นจริงธนบัตรจำนวนมากที่มีในนิกายนี้อยู่ในคลังของรัฐบาลกลาง การขาดความต้องการหน่วยเงินเป็นวิธีการชำระเงินทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้มัน ปัญหาเพิ่มเติม. ในอดีตไม่มีใครสนใจคำถามที่ว่ามีค่าใช้จ่ายบิล 2 ดอลลาร์เท่าใดเนื่องจากถือว่าไม่มีความสุข เธอไม่ได้จัดเตรียมไว้สำหรับสถานที่ เครื่องบันทึกเงินสด เวลาที่ผ่านมา มันเป็นข้อเท็จจริงเหล่านี้ที่ได้กลายเป็นต้นเหตุของการก่อตัวของสัญญาณหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับธนบัตร

ธนบัตร 5 และ 10 ดอลลาร์มีหน้าตาเป็นอย่างไร?

ธนบัตรดอลลาร์ที่มีมูลค่าหน้าธนบัตร 5 ใบเป็นที่ต้องการมากกว่า 1 และ 2 ดอลลาร์ ส่วนด้านหน้าของธนบัตรนั้นตกแต่งด้วยภาพเหมือนของอับราฮัมลินคอล์น ด้านหลังคุณสามารถเห็นอนุสรณ์ของเขา ในใบเรียกเก็บเงิน 10 ดอลลาร์มีการตัดสินใจที่จะวางรูปของอเล็กซานเดอร์แฮมิลตันผู้ซึ่งเหมือนเบนจามินแฟรงคลินไม่ใช่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ที่ด้านหลังของใบเรียกเก็บเงินคุณสามารถพิจารณาตั๋วเงินคลังสหรัฐฯได้ วันนี้เงินอเมริกันแสดงให้เห็นประธานาธิบดีของอเมริกา ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 บันทึกเดียวกันนี้ได้รับการตกแต่งด้านหนึ่งด้วยภาพของ William McKinley ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีคนที่ 25 ของอเมริกาและในทางกลับกันก็มีภาพของวัวกระทิง

ธนบัตร 20 และ 50 ดอลลาร์มีหน้าตาเป็นอย่างไร?

เกือบทุกดอลลาร์สหรัฐที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการไหลเวียน หน่วยเงิน 20 หน่วยครอบคลุมประมาณ 11% ของเงินอเมริกันทั้งหมด ส่วนด้านหน้าของธนบัตรนั้นถูกล้อมรอบด้วยภาพของ Andrew Jackson ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีคนที่เจ็ดของอเมริกา ด้านหลังของธนบัตรคือด้านหน้าของทำเนียบขาว จนถึงทุกวันนี้มันยังไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมในปี 1928 จึงตัดสินใจเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประธานาธิบดี เป็นที่น่าสนใจว่าแจ็คสันเป็นที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ในฐานะคู่ต่อสู้ที่กระตือรือร้นที่สุดของธนาคารแห่งสหรัฐอเมริกาและธนบัตรดังกล่าว นอกเหนือจาก เงินกระดาษ, จาก 1849 ถึง 1933 ในการหมุนเวียนเป็นเหรียญยี่สิบดอลลาร์ซึ่งถูกผลิตโดยมินต์ ในบรรดาคนที่ใช้ชื่อ “นกอินทรีคู่” ถูกนำมาใช้ หนึ่งในตั๋วเงินที่ใหญ่ที่สุดคือใบเรียกเก็บเงิน 50 ดอลลาร์ มันถูกตกแต่งด้วยภาพของประธานาธิบดียูลิสซิสแกรนท์และด้านหลังธนบัตรคือหน่วยงานของสหรัฐฯ

ธนบัตร $ 100: พูดนอกเรื่องเป็นประวัติศาสตร์

ธนบัตรดอลลาร์พร้อมด้วยมูลค่าของหน่วยทางการเงินหนึ่งร้อยปรากฏตัวครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปี 2405 ธนบัตรถูกตกแต่งด้วยรูปนกอินทรีหัวล้านซึ่งถือเป็นนกประจำชาติของประเทศ รูปของเบนจามินแฟรงคลินไม่ได้ประดับอยู่ด้านหน้าธนบัตรเสมอไป ก่อนที่เขาจะปรากฎตัวโอลิเวอร์เพอร์รีและเดวิดฟาร์รากัตเจมส์มอนโรผู้ซึ่งได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ห้าของสหรัฐอเมริกาและอับราฮัมลินคอล์นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกาถูกบรรยายที่หน้าธนบัตร ภาพของแฟรงคลินปรากฏตัวครั้งแรกบนธนบัตรในปี 2457 เท่านั้น เขาเป็นที่รู้จักไม่เพียง แต่ในฐานะประมุขแห่งรัฐ แต่ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วยซึ่งมีงานทางวิทยาศาสตร์มากมายเกี่ยวกับการกระจายเงินกระดาษ

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 ขนาดธนบัตรได้ลดลง 30% สิ่งนี้ทำให้เราสามารถออกตั๋วเงินดอลล่าร์ด้วยต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เงินที่ออกในปี 1923 และต่อมามีความคล้ายคลึงกับธนบัตรสมัยใหม่ การเรียกเก็บเงิน 100 ดอลล่าร์ใหม่ล่าสุดปรากฏในปี 2013 ลักษณะที่แตกต่างคือสีและสัญญาณป้องกันจำนวนมาก จนถึงปี 2013 มีการเปลี่ยนแปลงการออกแบบธนบัตรในปี 1991 ในปี 1996 และในปี 2000 การเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบในการออกแบบธนบัตรเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายของเงินปลอม

ธนบัตรของนิกายอื่น ๆ

ไม่เสมอ $ 100 เป็นใบเรียกเก็บเงินที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ตั้งแต่ปี 1918 ระบบของรัฐบาลกลางได้ออกธนบัตรอื่น ๆ : $ 500 และ 1,000, 5,000 และ 10,000 $ 10,000 ไม่เคยมีวิธีการชำระเงินเต็มเปี่ยมและในปี 1934 ได้รับรูปแบบของใบรับรอง ธนบัตรที่ใช้สำหรับการตั้งถิ่นฐานร่วมกันระหว่างคลังและระบบของรัฐบาลกลาง ประวัติความเป็นมาของธนบัตรขนาดใหญ่สิ้นสุดลงในปี 2512 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ดนิกสันสั่งห้ามการพิมพ์ธนบัตรอย่างสมบูรณ์มูลค่าที่ตราไว้มีมูลค่ามากกว่าหนึ่งร้อยดอลลาร์ ในขณะนี้ดอลลาร์ที่มีราคาต่ำกว่า 100 คือมูลค่าการรวบรวม พวกเขาขายราคาแพงกว่าต้นทุนจริงเล็กน้อย ดังนั้นธนบัตร 10,000 วันนี้มีไม่เกิน 130 ฉบับธนบัตรที่มีขนาดใหญ่ยังคงใช้ได้

เงินหายาก

สำหรับเงินที่หายากที่มีมูลค่ามากกว่า 100 จะมีการบรรยายภาพประธานาธิบดีด้วย ธนบัตร 500 เหรียญประดับด้วยภาพเหมือนของ William McKinley ประธานาธิบดีคนที่ 25 ของอเมริกา โกรฟคลีฟแลนด์ (Grover Cleveland) ประธานาธิบดีคนที่ 22 และ 24 ของสหรัฐอเมริกา ในธนบัตรที่ห้าพันคุณจะเห็นภาพของ James Madison ประธานาธิบดีคนที่ 4 ของอเมริกา ตั้งแต่ปี 1957 ตามพระราชดำริของ Salmon Chase คำจารึกใหม่ประดับดอลลาร์ ภาพถ่ายธนบัตรแสดงให้เห็นชัดเจนว่าตั้งแต่ปีพ. ศ. 2506 มีการใช้คำว่า “เราเชื่อในพระเจ้า” อย่างต่อเนื่องในการพิมพ์ธนบัตร ธนบัตรที่มีชื่อเสียงจำนวน 100,000 ดอลลาร์ปรากฎตัวบนประธานาธิบดีวูดโรว์วิลสันที่ 28 แต่เดิมธนบัตรนั้นมุ่งเน้นที่การคำนวณภายในของธนาคารกลางสหรัฐและไม่เคยถูกใช้ในการลอยฟรี

มีบิลล้านดอลล่าร์ไหม

ในบรรดาธนบัตรของอเมริกาคุณยังสามารถพบธนบัตรเช่นบิลล้านเหรียญ พิมพ์เงินที่โรงกษาปณ์และตรงตามข้อกำหนดทั้งหมดที่ใช้กับหน่วยการเงินที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปของประเทศ ธนบัตรเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการไหลเวียนและไม่มีค่าเล็กน้อย แนวคิดในการสร้างธนบัตรปรากฏในเดือนมีนาคม 2530 นักลงทุนรายใหญ่ 17 รายเท่านั้น Teri Stewart เท่านั้นที่สามารถทำงานให้เสร็จได้ การออกแบบธนบัตรและการเปิดตัวเป็นเวลา 18 เดือน เงินถูกพิมพ์ที่ธนบัตรหลากสีสื่อที่ใหญ่ที่สุดและซับซ้อนที่สุด ผลิตภัณฑ์ต่อต้านการปลอมแปลงล่าสุดถูกนำมาใช้: ตัวอักษรขนาดเล็กตัวอักษรเรืองแสงองค์ประกอบกระดาษพิเศษ สื่อมวลชนและการพัฒนาทั้งหมดความคิดซ้ำซากถูกทำลายอย่างสมบูรณ์หลังจากเงินดอลลาร์ในตำนานนี้ได้รับการปล่อยตัว ค่าใช้จ่ายภาพถ่าย – นี่เป็นโอกาสเดียวที่คนส่วนใหญ่จะมองไปที่การสร้างนี้ ปริมาณของปัญหาเท่ากับ 825,000 ธนบัตรและ 700 แผ่นไม่ได้เจียระไน ค่าใช้จ่ายของธนบัตรในวันนี้แทบจะไม่ถึง $ 100 ต่อหน่วยและมันก็ถือว่าเป็นของสะสมที่เรียบง่าย

ประวัติเล็กน้อย

ธนบัตรสกุลดอลลาร์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลกนั้นปรากฏขึ้นก่อนที่เครื่องหมาย “$” ซึ่งมีอายุมากกว่าห้าร้อยปีมาแล้ว คำว่าดอลล่าร์เป็นตัวแก้ไข หลังจากความเป็นอิสระของอเมริกาการใช้หน่วยเงินตราอังกฤษในช่วงเวลานั้นก็ไม่เหมาะสม ในปี 1972 การผลิตเหรียญกษาปณ์เริ่มขึ้นที่โรงกษาปณ์แห่งแรกของอเมริกาในฟิลาเดลเฟีย กระดาษ ธนบัตร ปรากฏตัวก่อนหน้านี้แม้ในปี 1785 ดูทันสมัย เงินที่ได้มาพร้อมกับการปรากฏตัวของจารึก “เราเชื่อในพระเจ้า” กับพวกเขาใน 2500

การพัฒนาและการอนุมัติการออกแบบ

การเรียกเก็บเงินดอลลาร์ใหม่ปรากฏขึ้นในปี 2013 แต่รากของการสร้างสกุลเงินกลับไปที่ปี 1928 ตามกฎหมายมันเป็นเวลาที่มันเป็นประเพณีที่จะวางภาพของประธานาธิบดีแห่งอเมริกาที่ด้านหน้าของธนบัตรและภาพของสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ด้านหลัง ตลอดประวัติศาสตร์ของการดำรงอยู่ของเงินอเมริกันพวกเขาได้ปกป้องตนเองจากการปลอมแปลงและของปลอม นโยบายนี้ รอดชีวิตมาได้ในวันนี้และหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้คือใบเรียกเก็บเงิน 100 ดอลลาร์ใหม่ที่มีสัญญาณความปลอดภัยอย่างน้อย 13 ป้าย วันนี้มีเพียง บริษัท เดียวเท่านั้นที่มีส่วนร่วมในการผลิตกระดาษสำหรับการพิมพ์ธนบัตร ห้ามมิให้ บริษัท ขายให้ผู้อื่นนอกเหนือจากหน่วยงานรัฐบาลกลางของอเมริกา สูตรสีเป็นความลับของรัฐของสำนักอเมริกาและสื่อมวลชน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมาธนบัตรได้ถูกดำเนินการป้องกันด้วย micro-seals และหัวข้อความปลอดภัย

ป้ายความปลอดภัยและปริมาณ

ทุกๆวันมีการออกธนบัตรหลายล้านใบในอเมริกา 35 ล้านใบ จำนวนเงินทั้งหมด ธนบัตรที่ออกคือ 635 ล้านดอลลาร์ เกือบ 95% ของกองทุนที่ออกใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อแทนที่ธนบัตรที่ชำรุด ในปี 2005 ค่าใช้จ่ายในการออกหน่วยการเงินเพียงหน่วยเดียวคือ 5.7 เซนต์ ธนบัตรสมัยใหม่ ไม่มีการอ้างอิงถึงมูลค่าที่ตราไว้ในหนึ่งขนาด สัญญาณพื้นผิวสำหรับปกป้องเงินคือลายน้ำและหัวข้อความปลอดภัยไมโครพริ้นท์และเธรดศูนย์กลางบางและสีที่สามารถเปลี่ยนสีได้ ธนบัตรแต่ละใบมีแถบแม่เหล็กป้องกันที่กระจายด้วยสีที่ต่างกัน รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องสกุลเงินของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้ธนบัตรที่ออกล่าสุดจะถูกล้อมกรอบด้วยโทนสีใหม่และติดตั้งมาตรการป้องกันล่วงหน้าที่ไม่ได้ประโยชน์ เป็นที่น่าสนใจมากที่ผู้นำของอเมริกาไม่เคยใช้มาตรการต่างๆเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับหน่วยการเงินมูลค่าของมันเกือบจะค่อนข้างสูงควบคุมและควบคุมตลาดโลก

ทุกคนรู้ว่าค่าเงินดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ $ 100 แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีค่ามากกว่าเงิน $ 100 วันนี้เราจะแสดงให้คุณเห็นมากที่สุด นิกายขนาดใหญ่ แบงค์ดอลล่าร์.

ตั๋วเงินดอลลาร์ด้านล่างทั้งหมดเป็นของจริง พวกเขาไม่เคยอยู่ในที่สาธารณะบ่อย ๆ เช่นตั๋วเงินถูกนำมาใช้เพื่อทำธุรกรรมระหว่างธนาคารแห่งชาติระบบสำรอง หลังจากที่ปรากฏเงินอิเล็กทรอนิกส์ค่าเงินดอลลาร์จำนวนมากเหล่านี้ไม่จำเป็นเนื่องจากเป็นการง่ายกว่าในการโอนเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

$ 1,000,000 นิกาย

ธนบัตรเหล่านี้ออกให้เพียงไม่กี่ชุดและธนบัตรแต่ละใบมีมูลค่าเพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ระดับการป้องกันของบิลนี้สูงสุดคือ: กระดาษพิเศษ, การพิมพ์โลหะ, อักษรไมโคร, micro-อุดตัน, เครื่องหมายอัลตราไวโอเลต ฯลฯ

รายการนี้ออกในปี 1988 ทำไมต้องสร้างตั๋วเงินขนาดใหญ่เช่นนี้ ครั้งหนึ่งในวันที่ 20 เมษายน 2530 สตาร์ทาร์ Steward คนหนึ่งได้ลงทะเบียนสมาคมนานาชาติมหาเศรษฐี องค์กรนี้มีการรวมตัวกันของเศรษฐีในที่เดียวเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ความเป็นอิสระทางการเงิน. จากนั้นสจ๊วตก็มาด้วยบิลนี้มันเหมือนผ่านไปยังองค์กรนี้ พื้นฐานคือใบเรียกเก็บเงิน $ 10,000

แม้จะมีคำจารึกว่า“ 1 ล้านดอลลาร์” แต่บิลนี้เป็นของที่ระลึกเรียบง่าย ตั๋วเงินดังกล่าวเป็นของสะสม เมื่อองค์กรเลิกกันตั๋วเงินถูกขายในการประมูลเริ่มต้นที่ $ 100 แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็น $ 9,500 ต่อชิ้น ค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บเงินตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด

บิล $ 100,000

ธนบัตรที่มีมูลค่า 100,000 เหรียญไม่เคยมีการเผยแพร่ในที่สาธารณะ หมายเหตุเหล่านี้ใช้สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารเท่านั้น

บิล $ 10,000

รายการนี้แสดงให้เห็นถึงรัฐบุรุษในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา Samon พอร์ตแลนด์เชส เขาต่อต้านการเป็นทาสต่อสู้กับอิทธิพลทางการเมืองของคนร่ำรวยและเป็นผู้พิพากษาสูงสุดของสหรัฐอเมริกา

บิล $ 5,000

นี่เป็นหนึ่งในบันทึกย่อที่น่าสนใจที่สุด สกุลเงิน $ 5,000 ยังคงหมุนเวียน คุณสามารถวางไว้ในธนาคารเพื่อฝากเงินหรือรับเงินกู้ได้ แต่แน่นอนไม่มีใครทำเพราะตั๋วเงินดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าที่ตราไว้และสะสมได้ โดยวิธีการเรียกเก็บเงินแสดงให้เห็น 4 ประธานาธิบดีสหรัฐเจมส์เมดิสัน

บิล $ 1,000

บิลนี้แสดงให้เห็นถึงประธานาธิบดีคนเดียวของสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่เป็นประธานสำหรับสองคำ – สตีเฟ่นโกรเวอร์คลีฟแลนด์ ในประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนไม่มีใครประสบความสำเร็จในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 เทอม จริงเขายึดครองพวกเขาด้วยการพักระยะหนึ่งประธานาธิบดี ในปี 1969 คลังดังกล่าวเริ่มถอนตัวจากการไหลเวียน

บิล $ 500

การเรียกเก็บเงินนี้แสดงบัญชีที่ 25 ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ William McKinley เงินดังกล่าวไหลเวียนจากปี 1934 ถึง 1945 ตอนนี้มันเป็นเรื่องยากที่จะหาบิลดังกล่าว แต่พวกเขาสามารถพบได้ที่นักสะสม นอกจากนี้หากคุณนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนก็จะถูกต้อง

ทุกคนรู้ว่าค่าเงินดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุดคือ $ 100 แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่ามีค่ามากกว่าเงิน $ 100 ในบทความนี้เราจะบอกและแสดงให้คุณเห็นค่าเงินดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุด

ตั๋วเงินด้านล่างทั้งหมดค่อนข้างเป็นจริง ตั๋วเงินเหล่านี้ไม่เคยมีในระบบหมุนเวียนสาธารณะบ่อยครั้งที่ตั๋วเงินเหล่านี้ถูกใช้เพื่อทำธุรกรรมระหว่างธนาคารของระบบสงวนแห่งชาติ หลังจากการเกิดขึ้นของเงินอิเล็กทรอนิกส์ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จำนวนมากไม่จำเป็นเพราะมันง่ายกว่ามากในการโอนเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

บิล $ 500

การเรียกเก็บเงินนี้แสดงบัญชีที่ 25 ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ William McKinley เงินดังกล่าวไหลเวียนจากปี 1934 ถึง 1945 ตอนนี้มันเป็นเรื่องยากที่จะหาบิลดังกล่าว แต่พวกเขาสามารถพบได้ที่นักสะสม นอกจากนี้หากคุณนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนนก็จะถูกต้อง

บิล $ 1,000

บิลนี้แสดงให้เห็นถึงประธานาธิบดีคนเดียวของสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่เป็นประธานสำหรับสองคำ – สตีเฟ่นโกรเวอร์คลีฟแลนด์ ในประวัติศาสตร์ของประธานาธิบดีสหรัฐทุกคนไม่มีใครประสบความสำเร็จในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 เทอม จริงเขายึดครองพวกเขาด้วยการพักระยะหนึ่งประธานาธิบดี ในปี 1969 คลังดังกล่าวเริ่มถอนตัวจากการไหลเวียน

บิล $ 5,000

นี่เป็นหนึ่งในบันทึกย่อที่น่าสนใจที่สุด สกุลเงิน $ 5,000 ยังคงหมุนเวียน คุณสามารถวางไว้ในธนาคารเพื่อฝากเงินหรือรับเงินกู้ได้ แต่แน่นอนไม่มีใครทำเพราะตั๋วเงินดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าที่ตราไว้และสะสมได้ โดยวิธีการเรียกเก็บเงินแสดงให้เห็น 4 ประธานาธิบดีสหรัฐเจมส์เมดิสัน

บิล $ 10,000

รายการนี้แสดงให้เห็นถึงรัฐบุรุษในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา Samon พอร์ตแลนด์เชส เขาต่อต้านการเป็นทาสต่อสู้กับอิทธิพลทางการเมืองของคนร่ำรวยและเป็นผู้พิพากษาสูงสุดของสหรัฐอเมริกา

บิล $ 100,000

ธนบัตรที่มีมูลค่า 100,000 เหรียญไม่เคยมีการเผยแพร่ในที่สาธารณะ หมายเหตุเหล่านี้ใช้สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารเท่านั้น

$ 1,000,000 นิกาย

มีบิลอีกใบ ธนบัตรเหล่านี้ออกให้เพียงไม่กี่ชุดและธนบัตรแต่ละใบมีมูลค่าเพียง 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ระดับการป้องกันของบิลนี้สูงสุดคือ: กระดาษพิเศษ, การพิมพ์โลหะ, อักษรไมโคร, micro-อุดตัน, เครื่องหมายอัลตราไวโอเลต ฯลฯ

รายการนี้ออกในปี 1988 ทำไมต้องสร้างตั๋วเงินขนาดใหญ่เช่นนี้ ครั้งหนึ่งในวันที่ 20 เมษายน 2530 สตาร์ทาร์ Steward คนหนึ่งได้ลงทะเบียนสมาคมนานาชาติมหาเศรษฐี องค์กรนี้เพื่อรวมมหาเศรษฐีไว้ในที่เดียวเพื่อให้ได้รับอิสรภาพทางการเงินอย่างเต็มที่ จากนั้นสจ๊วตก็มาด้วยบิลนี้มันเหมือนผ่านไปยังองค์กรนี้ พื้นฐานคือใบเรียกเก็บเงิน $ 10,000

แม้จะมีคำจารึกว่า“ 1 ล้านดอลลาร์” แต่บิลนี้เป็นของที่ระลึกเรียบง่าย ตั๋วเงินดังกล่าวเป็นของสะสม เมื่อองค์กรเลิกกันตั๋วเงินถูกขายในการประมูลเริ่มต้นที่ $ 100 แต่ราคาเพิ่มขึ้นเป็น $ 9,500 ต่อชิ้น ค่าใช้จ่ายในการเรียกเก็บเงินตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด

นอกเหนือจากตั๋วเงินที่มีขนาดใหญ่เหล่านี้แล้วหลายคนที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับตั๋วเงิน 2 ดอลลาร์ ธนบัตรเหล่านี้ยังคงหมุนเวียนเงินสดและถือเป็นเงินสองดอลลาร์ที่ธรรมดาที่สุด ชาวอเมริกันบางคนเชื่อว่าการเรียกเก็บเงินสองดอลลาร์นำมาซึ่งความโชคดีดังนั้นพวกเขาจึงพร้อมที่จะซื้อได้ 50 หรือ 100 ดอลลาร์ ธนบัตรราคา $ 2 นั้นหายากมากมันยากที่จะหามันหมุนเวียนดังนั้นพวกเขาจึงมักถูกทิ้งไว้เป็นของที่ระลึก

หนึ่งในสกุลเงินที่นิยมและแพร่หลายที่สุดในโลกคือ อย่างที่คุณทราบหนึ่งดอลลาร์คือ 100 เซ็นต์

วันนี้ในการหมุนเวียนคุณสามารถค้นหานิกายต่อไปนี้: 1, 2, 5, 10, 20, 100, 500, 1,000, 5,000 และ 10,000

ราคาของตั๋วเงินสามหลังสุดท้ายนั้นสูงกว่าราคาตั๋วของพวกเขามาก สำหรับคลังและใช้ในการคำนวณภายในของ Fed จะใช้ธนบัตร 100,000 ดอลลาร์

การเรียกเก็บเงินที่ใหญ่ที่สุดในการไหลเวียนระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่ใหญ่ที่สุด

มีการเรียกเก็บเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์จริงๆ อย่างไรก็ตามมีน้อยคนที่ได้เห็นเธอจากพลเมืองสามัญของอเมริกา ตั้งแต่ปี 2461 เริ่มผลิตเงินจำนวนมาก เริ่มแรกพวกเขาไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ถูกใช้เฉพาะในโครงสร้างระหว่างธนาคารที่ใหญ่ที่สุด เป็นที่น่าสังเกตว่าในสมัยนั้นธนบัตรเหล่านี้มักพบในหมู่อาชญากร: ธนาคารถูกปล้นบ่อยครั้งและธนบัตรถูกยึดในทางที่ผิดกฎหมายและรุนแรง ประวัติธนบัตร 100,000 ดอลลาร์เป็นธรรมเนียมที่จะเริ่มในปี 2477 ในเวลานั้นมันออกในรูปแบบของใบรับรองทองคำ นี่หมายความว่าพวกเขาหากเจ้าของต้องการสามารถแลกเป็นทองคำได้ ธนบัตรนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์และไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการไหลเวียนฟรี แต่มันออกในรูปแบบของใบรับรองทอง

ธนบัตรรุ่นปี 1928 ก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ธนบัตรฉบับนี้แสดงให้เห็นถึง William McKinley พวกเขามีอยู่ในปริมาณที่ จำกัด มาก ประธานาธิบดีที่ปรากฎนั้นมีชื่อเสียงในความจริงที่ว่าด้วยความพยายามของเขาทำให้สหรัฐฯกลายเป็นมหาอำนาจในยุคอาณานิคม ในใบเรียกเก็บเงินปี 1928 สกุลเงินแสดงให้เห็นถึงโกรเวอร์คลีฟแลนด์ซึ่งเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาถึงสองเท่า ในธนบัตรที่ห้าพันเป็นภาพเหมือนของ James Meddison เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งรัฐธรรมนูญของอเมริกา เขาเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาและเลขาธิการ การออกแบบธนบัตรดอลล่าร์โดยรวมไม่เปลี่ยนแปลงจนกระทั่ง 2477 การเรียกเก็บเงินห้าพันดอลลาร์แสดงให้เห็นถึงซามูเอลเชสซึ่งเป็นหัวหน้ากรมธนารักษ์ เขายังทำหน้าที่เป็นประธานศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกาและเข้าร่วมในการลงนามในปฏิญญาอิสรภาพ ธนบัตรที่ใหญ่ที่สุดที่มีมูลค่า 100,000 ดอลลาร์สหรัฐอยู่ด้านหน้ามีภาพเหมือนของ Woodrow Wilson ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2462 การออกแบบธนบัตรไม่เปลี่ยนแปลง

หนึ่งล้านเหรียญสหรัฐ

รายการนี้ออกในปี 1988 สำหรับการพิมพ์จะมีการใช้กระดาษป้องกันพิเศษตัวอักษรอุลตร้าไวโอเลตจำนวนมากและมีการอุดตันแบบไมโครที่หลากหลาย ในการปล่อยนักธุรกิจชื่อดังในเวลานั้นได้สร้างและจดทะเบียนอย่างเป็นทางการกับสมาคมเศรษฐีนานาชาติ โครงสร้างนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้มั่งคั่งที่ต้องการรวยยิ่งขึ้น เป้าหมายของกิจกรรมคือเพื่อให้บรรลุอิสรภาพทางการเงินและความเป็นอิสระ ธนบัตรหนึ่งล้านดอลลาร์กลายเป็นสัญลักษณ์ขององค์กรนี้ ผู้สร้างมีส่วนร่วมในการออกแบบและรายละเอียดปลีกย่อยที่โดดเด่นของบิลในขณะที่ธนบัตรปัจจุบัน 10,000 ดอลลาร์เป็นพื้นฐาน เพื่อแยกแยะความคิดริเริ่ม Teri Steward วางรูปปั้นเทพีเสรีภาพไว้ด้านหน้า

ในทางกลับกันมูลค่าของหน้าถูกนูนเป็นตัวเลขและอักษรตัวใหญ่ วลี“ ใบรับรองนี้จัดทำขึ้นโดยความเชื่อในความฝันของชาวอเมริกันเท่านั้น” ก็มีพิมพ์ไว้ในใบเรียกเก็บเงิน การหมุนเวียนดำเนินการตามคำสั่งของ บริษัท ธนบัตรที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกา ในเวลานั้นมันใหญ่ที่สุดและมีส่วนร่วมในการเปิดตัว เอกสารที่มีค่าเอกสารธนบัตรและผลิตภัณฑ์ที่มีค่าอื่น ๆ ปริมาณการหมุนเวียนใช้ถึงปริมาณมหาศาล – มากกว่า 800,000 เล่ม แต่ละบันทึกได้รับมอบหมายหมายเลขซีเรียลของแต่ละบุคคล หลังจากปิดผนึกพวกเขาตัดสินใจที่จะทำลาย แบบฟอร์มที่พิมพ์เพื่อให้ไม่มีใครสามารถสร้างธนบัตรได้

ผู้เชี่ยวชาญบางคนมักจะเชื่อว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่มีอะไรมากไปกว่างานศิลปะ พวกเขาครอบครองตำแหน่งพิเศษในหมู่ธนบัตรและเป็นที่สนใจของนักสะสม 1 ล้านดอลลาร์ได้อย่างปลอดภัยสามารถเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความฝันอเมริกันของความเจริญรุ่งเรืองความเจริญรุ่งเรืองความเจริญรุ่งเรือง วันนี้ธนบัตรที่ใหญ่ที่สุดในการไหลเวียนคือ $ 100 เป็นเรื่องปกติที่ไม่เพียง แต่ในอเมริกา แต่ยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศอื่น ๆ ตอนนี้มันหายากมากที่จะหาธนบัตรที่มี 5,000, 10,000 และ 100,000 ดอลล่าร์เนื่องจากถูกลบออกจากการหมุนเวียน ความหายากเป็นธนบัตร 1,000 ดอลลาร์ ธนบัตร 100,000 ดอลลาร์ไม่ได้ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน เฉพาะตัวเลขขนาดใหญ่และ องค์กรทางการเงิน สหรัฐอเมริกา ในดินแดนของรัสเซียและประเทศอื่น ๆ มีความพยายามอย่างมากในการทำซ้ำและแลกเปลี่ยนหนึ่งแสนหนึ่งล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามควรจำไว้ว่าหลังเป็นของที่ระลึกไม่ใช่วิธีการชำระเงินจริง

คำตอบสำหรับคำถามซึ่งเป็นค่าเงินดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุดคือคลุมเครือ ในอีกด้านหนึ่งคือ 100,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตามมีการออกใบเรียกเก็บเงิน 1 ล้านดอลลาร์อย่างเป็นทางการ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าธนบัตรเหล่านี้มีคุณค่าและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญแม้ว่าวันนี้จะมีขนาดเล็กลงหลายพันเท่า ที่จุดสูงสุดของความนิยมการเรียกเก็บเงิน $ 100 ยังคงอยู่ เป็นที่แพร่หลายไม่เพียง แต่ในอเมริกา แต่ทั่วโลก

คิดว่า $ 100 เป็นสิ่งที่ดีที่สุด บิลขนาดใหญ่ ในสหรัฐอเมริกา มีขนาดใหญ่กว่ามากและเป็นของจริง

แกลเลอรี่ด้านล่างแสดงตั๋วเงิน 5 ดอลลาร์ที่ใหญ่ที่สุดซึ่งไม่ได้พิมพ์อีกต่อไป แต่คู่ของพวกเขายังคงโดดเด่น

$ 500 บิลนี้แสดงให้เห็นถึงประธานาธิบดีสหรัฐ 25 คนวิลเลียมแมคคินลี เงินนี้หมุนเวียนจาก 1934 ถึง 45 มันยังสามารถรับการแลกเปลี่ยนเช่นเงินที่เหลือในการหมุนเวียน แน่นอนว่าส่วนใหญ่อยู่ในหมู่นักสะสม

$ 1,000 สำเนานี้แสดงให้เห็นว่าสตีเฟ่นโกรเวอร์คลีฟแลนด์ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนเดียวที่จะดำรงตำแหน่งได้ 2 เทอม แต่มีการพักระยะหนึ่งประธานาธิบดี เงินนี้เริ่มถอนออกจากการหมุนเวียนในปี 1969

$ 5,000 พร้อมรูปของ James Madison ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 4 วันนี้ค่าเหล่านี้สามารถใส่ในเงินฝากธนาคาร ในทางปฏิบัติแน่นอนว่าไม่มีใครทำเช่นนี้เพราะตั๋วเงินมีมูลค่าสูงกว่ามูลค่าที่ตราไว้และมีความสนใจสะสม

เนื้อเรื่อง $ 10,000 Samon พอร์ตแลนด์เชสซึ่งเป็นรัฐบุรุษชาวอเมริกันในช่วงสงครามกลางเมืองสหรัฐ ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอต่อมาวุฒิสมาชิกรัฐโอไฮโอ เขาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐภายใต้ประธานาธิบดีลินคอล์น ฝ่ายตรงข้ามมั่นใจของการเป็นทาส เขาต่อสู้อย่างแข็งขันกับอิทธิพลทางการเมืองที่มากเกินไปของเจ้าของที่ดินที่ร่ำรวยจากรัฐทางใต้

$ 100,000 ธนบัตรเหล่านี้ไม่เคยไหลเวียนสาธารณะพวกเขาถูกใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างธนาคารของระบบสำรองของรัฐบาลกลาง หลังจากการถือกำเนิดของระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ธุรกรรมเงินสดขนาดใหญ่ไม่จำเป็นอีกต่อไป

มะกันยังช็อก หนุ่มลาวมีแบงก์ 100 ล้านดอลลาร์ รวยอื้อซ่า 6.6 หมื่นล้าน

ตร.หนองคายถึงมึน หลังจับหนุ่มใหญ่ชาวลาวขนแบงก์ดอลลาร์สหรัฐฯปลอม ทั้งฉบับละ 1ล้าน และ100ล้านดอลลาร์ รวม2.2พันล้านดอลฯ อ้างเพื่อนให้มาจำนำกับคนไทย เผยความผิดยังไม่สำเร็จ ดำเนินคดีไม่ได้ จนท.สหรัฐฯยืนยันแบงก์แพงสุดคือ 100ดอลลาร์

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 ก.ย.59 ที่ห้องสืบสวน กองกำกับการตำรวจภูธร จ.หนองคาย พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รอง ผบก.ภ.จ.หนองคาย, พ.ต.ท.สุริยา บุญสิทธิ์ สว.ปฏิบัติหน้าที่กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย, เจ้าหน้าที่ ตม.หนองคาย, นรข.สถานีเรือหนองคาย ได้ร่วมกันแถลงข่าวการตรวจยึดธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ ปลอม แยกเป็นฉบับละ 1 ล้านดอลลาร์ 200 ฉบับ, ฉบับละ 100 ล้านดอลลาร์ 5 ฉบับ, แผ่นเพลตทองเหลือง แผ่นละ 500 ดอลลาร์ 3 แผ่น, ตั๋วแลกเงิน ฉบับละ 100 ล้านดอลลาร์ 2 ฉบับ, โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง ธนบัตรทั้งหมดล้วนเป็นธนบัตรปลอม มูลค่าธนบัตรปลอมรวม 2,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 66,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก พ.ต.ท.สุริยา บุญสิทธิ์ สารวัตรสืบสวน ได้รับแจ้งจะมีกลุ่มพ่อค้าธนบัตรปลอมจากประเทศเพื่อนบ้าน นำธนบัตรปลอมมาส่งมอบกันที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในตัวเมืองหนองคาย จึงนำเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบในช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. วันเดียวกัน พบนายกองไซสี มุนทา อายุ 58 ปี ชาวเมืองสีสัดตะนาก แขวงนครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว พร้อมธนบัตรปลอมทั้งหมดอยู่ภายในห้องพักของรีสอร์ต จึงคุมตัวมาสอบสวน

จากการสอบสวน นายกองไซสี ให้การว่า ได้รับธนบัตรดังกล่าวมาจากคนลาวชื่อ หล้า ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อน นำมาให้ที่เมืองหลวงน้ำทา ชายแดนลาวรอยต่อกับประเทศจีน บอกให้ตนนำมาจำนำกับคนไทย เป็นเงิน 5 ล้านบาท หากสามารถขายได้ก็ให้ผู้รับจำนำนำไปขายต่อ หรือหากถึงกำหนดแล้วไม่มาไถ่ถอนก็ให้ยึดเงินทั้งหมดไว้

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธนบัตรทั้งหมดนี้เป็นธนบัตรปลอม ไม่สามารถใช้ได้จริง แม้ว่านายกองไซสี นำเข้าประเทศมาเพื่อจะนำมาขาย หรือจำนำ แต่ยังไม่มีผู้มารับซื้อไป จึงถือว่าความผิดยังไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำทะเบียนประวัติบัญชีดำนายกองไซสีไว้แล้วจึงปล่อยตัวกลับประเทศไป โดยไม่มีการแจ้งข้อหาใดๆ ส่วนของกลางจะได้ส่งตำรวจสภ.เมืองหนองคายต่อไป

ขณะเดียวกัน จากการสอบถามไปทางเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ แจ้งว่า ตั้งแต่ตั้งประเทศสหรัฐอเมริกามา รัฐบาลสหรัฐฯ ยังไม่เคยพิมพ์ธนบัตรที่มีมูลค่าเกินกว่าฉบับละ 100 ดอลลาร์ ดังนั้นธนบัตรดังกล่าว จึงไม่สามารถใช้ได้อย่างแน่นอน คนที่ทำขึ้นน่าจะทำขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อย่างอื่น.

แบงค์อเมริกา

มะกันยังช็อก หนุ่มลาวมีแบงก์ 100 ล้านดอลลาร์ รวยอื้อซ่า 6.6 หมื่นล้าน

สาวโวย แลกเงินดอลลาร์จากร้านดัง บินช้อปปิ้งถึงอเมริกา กลับตรวจเจอเป็นแบงค์ปลอม

ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ และต้องแลกเงินในการใช้จ่ายต่างๆ เพราะล่าสุดมีสาวรายหนึ่ง เดินทางไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา แต่ปรากฎว่า พอไปซื้อของกลับมาการตรวจสอบเจอว่า เงินดอลลาร์ที่ได้มานั้น คือแบงค์ปลอม 
โดยเรื่องราวดังกล่าว ได้รับการเผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก Thimaporn Berriiez Phopipat ได้เธอเล่าว่า “มาค่ะ เช้าแล้ว สวัสดีท่านผู้มีเกรียติทุกท่าน ดิฉัน เบอร์รี่ ได้ทำการแลกเงิน ที่ SUPERRICH สีส้มสาขา เซ็นทรัล อีสวิว  ในวันจันทร์ที่ 25 เวลาบ่ายโมงกว่า จำนวนเงินทั้งหมด 64,000 บาท เป็นแบงค์ 100$ จำนวน 20 ใบ รวม 2,000$
วันนี้วันที่ 28 ของอเมริกา ณ เมือง ชิคาโก้ 
ดิฉัน และ แฟน ได้นำเงินสดออกมาใช้ ติดตัว จำนวน 1,400$
ร้านราเมง และ ซาร่า ไม่ได้ทำการตรวจสอบแบงค์ เรายังใช้เงินกันได้ปกติ ทำให้ได้แตกแบงค์ 100$ ไปแล้ว 2 ใบ
ในร้านที่ 3 คือ sephora ได้ลองนำปากกาที่ใช้ตรวจสอบแบงค์ปลอม ขีดลงแบงค์ พอ ปกติแล้วถ้าเป็นของจริง หมึกจะจางเป็นสีเหลืองด้านบนตามภาพ แต่ปรากฎของดิฉันไม่หายไปยังคงเป็นสีน้ำตาลทึบอยู่ ทางร้านขอให้เอาแบงค์ใหม่ได้ไหม ดิฉันเลย ควักอีกแบงค์ออกมาใช้ แต่อีกเช่นเคย หมึกไม่หายไป เริ่มสงสัยปน งง ว่าเกิดอะไรขึ้น พอไปร้านขายยาจะลองแตกแบงค์ 100$ ปรากดว่า อีกร้านก็ไม่ยอมเช่นกันเพราะหมึกไม่หายไป จึงได้ลองปรึกษากับ พี่เขยของแนช ให้ช่วยเหลือ เราจึงเดินไปที่ธนาคารพร้อมกันเพื่อตรวจสอบ

ไปถึง ณ ที่ธนาคาร ของอเมริกา ยื่นแบงค์ ให้ทางธนาคารแบงค์ 100$ ทั้งหมก 12 ใบเพราะใช้ไปแล้ว 2 ใบ ทางธนาคาร ถึงขั้นเรียก ผจก สาขา มาเพื่อช่วยตรวจสอบ ทำการขีดแบงค์ ทุกใบ ผลสรุป มี แค่ 3 ใบที่หมึกจางลงไป คือมีแค่ 3 ใบเท่านั้น จากทั้งหมด 12 !!!! ทางธนาคาร ไม่ขอรับแลก ให้แลกได้ทั้งหมด 3ใบเท่านั้น !! ทำให้ตอนนี้เหลืออยู่ 900$ ที่ใช้ไม่ได้ และ เหลือที่บ้านที่ไทย ของพ่อแฟนที่แลกมาล็อตเดียวกันอีก 600$ เตรียมมา เดือนหน้า

แบงค์ในอเมริกา

สาวโวย แลกเงินดอลลาร์จากร้านดัง บินช้อปปิ้งถึงอเมริกา กลับตรวจเจอเป็นแบงค์ปลอม

“แบงค์ออฟอเมริกา” เลิกให้สินเชื่อ – หยุดให้บริการผู้ผลิตปืนในอเมริกา

FILE - A customer uses an ATM at a Bank of America branch in Boston, Massachusetts, U.S.

ธนาคาร Bank of America ประกาศนโยบายใหม่ ในการงดให้สินเชื่อ รวมทั้งงดให้บริการทางการเงินกับผู้ผลิตปืนในสหรัฐฯ หลังจากพบว่ามีพนักงานนับร้อยคน ต้องสูญเสียสมาชิกในครอบครัว หรือเผชิญกับความกระทบกระเทือนทางร่างกายและจิตใจ อันเป็นผลจากเหตุยิงกราดมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โดยนายไบรอัน มอยนิฮาน ซีอีโอของ Bank of America บอกถึงการปรับนโยบายใหม่นี้ว่า เขาได้รับเรื่องร้องเรียนจากศูนย์ช่วยเหลือพนักงานของธนาคาร ว่าพบพนักงานมากถึง 151 คน ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและโดยอ้อมจากเหตุยิงกราดในออร์แลนโด นครลาสเวกัส รวมทั้งเหตุยิงกราดในพื้นที่อื่นๆ ทั่วอเมริกา

เมื่อต้นเดือนเมษายน Bank of America เคยประกาศว่าจะหยุดให้สินเชื่อกับบริษัทผู้ผลิตปืน หลังจากเหตุยิงกราดที่โรงเรียนมัธยมรัฐฟลอริดา เมื่อ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับบริษัทหลายแห่งทั่วอเมริกา ที่ออกมาบอยคอตต์บริษัทที่ทำธุรกิจกับบริษัทผลิตปืนในประเทศ

มารู้จักธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐกันเถอะ

หากพูดถึง สกุลเงิน ดอลล่าร์ เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยได้ยิน แต่ทราบหรือไม่ มีอีกหลายประเทศที่ใช้เงินสกุลดอลล่าร์เหมือนกันแต่ใช้ชื่อเรียกต่างกัน เช่น ดอลล่าร์สหรัฐ ดอลล่าร์ฮ่องกง ดอลล่าร์ไต้หวัน  แต่ที่จะกล่าวถึงในวันนี้ คือสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งมีทั้ง เหรียญ และ ธนบัตร วันนี้จะขอเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งหลายคนจะคุ้นเคยกับธนบัตรเป็นอย่างดี เพราะประเทศไทยเรามีการซื้อขาย แลกเปลี่ยน เป็นธนบัตร เท่านั้นค่ะ

ธนบัตรเงินดอลล่าร์สหรัฐ ในปัจจุบันที่มีการผลิตอยู่นั้น มีทั้งหมด 6 ชนิด ทุกชนิดจะมีขนาด สีเหมือนกัน จะต่างกันก็ตรงที่รูปบุคคลสำคัญและมูลค่า

  1. ธนบัตรมูลค่า 1 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีอีก 2 สมัย นอกจากนี้ รูปของวอชิงตัน ยังปรากฏอยู่บนเหรียญควอเตอร์อีกด้วย ด้านหลังเป็นรูปปิระมิด รุ่นแรก  Series 1963  รุ่นล่าสุด Series 2013
  2. ธนบัตรมูลค่า 5 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา และยังมีรูป ลินคอล์น อยู่บนเหรียญเพนนีด้วย ด้านหลังเป็นรูป Lincoln Memorial รุ่นแรก Series 2006 รุ่นล่าสุด Series 2013
  3. ธนบัตรมูลค่า 10 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูป อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของอเมริกา ด้านหลังคือ S. Treasury เป็นกระทรวงการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐ รุ่นแรก Series 2004A รุ่นล่าสุด Series 2013
  4. ธนบัตรมูลค่า 20 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี แอนดรูว์ แจ็กสัน (Andrew Jackson) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 ของอเมริกา ด้านหลังคือ The white house หรือที่รียกกันว่า ทำเนียบขาว เป็นบ้านและที่ทำงานประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีนั่นเอง รุ่นแรก Series 2004 รุ่นล่าสุด Series 2013
  5. ธนบัตรมูลค่า 50 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูปประธานาธิบดี ยูลิสซีส เอส.แกรนด์ (Ulysses S. Grant) เป็นประธานาธิบดีคนที่ 18 ของอเมริกา นอกจากนี้เขายังเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้มาเยือนระเทศไทยในปี 1879 สมัยรัชกาลที่ 5 ด้านหลังเป็น C. Capital เป็นที่ประชุมสำหรับวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร รุ่นแรก Series 2004 รุ่นล่าสุด Series 2013
  6. ธนบัตรมูลค่า 100 ดอลล่าร์ ด้านหน้าเป็นรูป เบนจามิน แฟลงคลิน หนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้ง Founding Fathers ด้านหลังคือ Independence Hall เป็นสวนอุทยานประวัติศาสตร์อีกทั้งเป็นสถานที่ที่ฝ่ายค้านและรัฐบาลประชุมอภิปรายโต้แย้งกัน

ภาพบุคคลทั้งหมดนี้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ที่สมควรยกย่อง จดจำตลอดไปนานแสนนาน นอกจากนี้หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในเหรียญ ธนบัตรทุกชนิดจะมีคำว่า In God We Trust อยู่ในนั้น เนื่องด้วยเป็นความเชื่อในทางศาสนาจากสงครามกลางเมือง โดยประชาชนอยากให้พิมพ์ ว่าเราศรัทธาในพระเจ้าลงไปด้วย