Post title marquee scroll

“Bank of America Merrill Lynch” ยกให้ Bitcoin คือหนึ่งในสินทรัพย์ที่ดีที่สุดใน 10 ปีที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์จาก “Bank of America Merrill Lynch (BAML)” หรืออีกชื่อคือ BofA Securities ซึ่งเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนข้ามชาติของอเมริกาภายใต้การดูแลของ Bank of America ยกให้ Bitcoin (BTC) เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ดีที่สุดใน 10 ที่ผ่านมา

ตามที่รายงานโดย BAML นักลงทุนที่ลงทุน $1 สำหรับ Bitcoin ในปี 2010 ปัจจุบันจะมีมูลค่าอยู่ที่ $90,026 นี่คือความแตกต่างอย่างมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ $1 ในปี 2010 มีมูลค่า $3.46 ในวันนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้ยกตัวอย่างว่า หากคุณลงทุน $1 ในปี 2010 ในสกุลเงินจ๊าด (Kyat) ของพม่า ปัจจุบัน มูลค่าจะเหลือเพียง $0.004 เท่านั้น

แม้ว่าปัจจุบัน ตลาดcryptocurrency จะดูซบเซา โดย Bitcoin นั้นซื้อขายอยู่ที่ระหว่าง $7100 ถึง $7,250 แม้ว่านี่จะเป็นราคาที่ดูเยอะมากหากเเทียบกับราคาในช่วงแรกของมัน แต่ก็มีอีกหลายคนที่เฝ้ารอให้ราคา BTC ไปถึงจุดสูงสุดที่ $20,000 ได้อีกครั้ง

และคงจะแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับ Bitcoin ในอีกสิบปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำ และคงยังตอบไม่ได้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้า Bitcoin จะยังเป็นสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดอีกหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายใหญ่เช่นสถาบันการเงิน ก็กำลังเข้าสู่ตลาดและอาจผลักดันราคาให้สูงขึ้น และหากรัฐบาลตัดสินใจที่จะนำสกุลเงินดิจิตอลอย่าง Bitcoin มาใช้ ก็อาจเป็นไปได้ที่ Bitcoin จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในทศวรรษหน้าเช่นกัน

การโอนเงินหากันในอเมริกาและกลับไทย

การโอนเงินหากันในอเมริกา

เมืองไทยนี่การโอนเงินหากันเป็นสิ่งที่สบายมากกกกก ใช้ระบบเดียวกันได้หมด โอนปุ๊บได้ปั๊บไม่มีค่าธรรมเนียมด้วย (ต้องขอบคุณ Promptpay และคนคิดระบบนี้ขึ้นมา)

แต่พอมานี่การโอนเงินเป็นเรื่องที่ทรมานมากกกก ระบบเห่ยสุด ๆ โอนก็ช้า ค่าใช้จ่ายก็แพง ต้องไปอาศัยระบบที่มีตัวกลางสร้างขึ้นมาให้ใช้กัน เช่น ของเฟสบุ๊ค ของ Paypal และแต่ละคนแต่ละรัฐก็ใช้ไม่เหมือนกันอีก ! เวลาจะโอนเงินหาใครนี่ต้องถามก่อนเสมอว่าคนรับใช้บริการอะไรอยู่ ถ้าใช้ไม่ตรงกันก็โอนไม่ได้อีก

สุดท้ายคือทรมานมากแต่ก็ต้องฝ่าฟันไป เราเลยเอามาเล่าให้ฟังกันว่าเราโอนเงินหากันยังไงได้บ้าง อ่ะ เริ่ม

Wired Transfer

ก็คือการโอนเงินปกติผ่านระบบกลางที่นี่ ระบุรหัสธนาคาร (Routing Number) และเลขที่บัญชี (Account Number) แล้วก็กดโอนได้

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ค่าธรรมเนียมนี่ $7 – $40 จ้าาาา ส่วนเวลาก็อยู่ราว ๆ 1-5 วันแล้วแต่ว่าเราจ่ายค่าธรรมเนียมเท่าไหร่

เมื่อ Wired Transfer ซึ่งเป็นระบบกลางของธนาคารที่นี่ไม่สามารถพึ่งพาได้ ก็เลยต้องใช้บริการของเจ้าอื่น ๆ กัน

Zellepay

เป็นระบบที่ธนาคารต่าง ๆ จับมือกันพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการโอนเงิน Wired Transfer ที่แสนแพงจนใช้งานจริงแทบไม่ได้ โดย Zelle จะถูกฝังอยู่ในแอป ฯ ธนาคารเกือบทุกตัวเพื่อให้คนสามารถโอนเงินหากันได้ผ่านแอป ฯ โดยตรง ส่วนการระบุผู้รับเงินก็ใช้แค่อีเมลหรือเบอร์โทร แล้วผู้รับจะได้ลิงก์เพื่อไปกดรับเงินเข้าบัญชีตัวเองได้ง่าย ๆ

ส่วนค่าธรรมเนียมไม่มีจ้าาา เวลาที่ใช้ในการโอนก็ประมาณ 2 วันครับ ยังช้าอยู่แต่โดยรวมก็ดีกว่า Wired Transfer มาก

ถือว่าใช้งานจริงได้ดี เหมาะกับการโอนเงินก้อนใหญ่ ๆ แต่ถ้าเป็น Micropayment โอนไม่กี่สิบเหรียญ ก็มี Solution อื่นที่เหมาะสมกว่าให้ใช้อยู่

Facebook Pay

น่าจะเคยได้ยินกันบ้างแล้ว มันคือการโอนเงินผ่าน Facebook Messenger คนที่เมกาสามารถใช้งานได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าอยู่ต่างประเทศจะใช้งานไม่ได้

ข้อดีคือไม่มีค่าธรรมเนียม เงินเข้าตรงไปที่บัญชีเลย ไม่มีการพักเงินไว้ที่ไหน และเวลาที่เงินเข้าก็ค่อนข้างเร็วมาก (น้อยกว่าวันนึง)

ส่วนข้อเสียคือ คนเมกันไม่ค่อยเชื่อใจ Facebook เท่าไหร่โดยเฉพาะเรื่อง Privacy ทำให้มีคนจำนวนนึงเลือกจะไม่ใช้ แถมถ้าใช้สักพักนึงแล้วยอดเงินเริ่มเยอะ ทาง FB Pay ก็จะขอ SSN ด้วย ทำให้คนที่ไม่มี SSN จะถูกลิมิตการใช้งานอยู่ที่ประมาณพันเหรียญเท่านั้น

Venmo

เป็นระบบ Mobile Payment ที่พัฒนาขึ้นมาโอน Paypal เพื่อเอาไว้โอนเงินก้อนเล็ก ๆ หากัน

ลักษณะของ Venmo เหมือนเป็นกระเป๋าพักเงิน คนสามารถโอนหาเราได้ แต่เงินจะไม่เข้าบัญชีเราโดยตรง เราจะต้องกดถอนเงินจาก Venmo เข้าบัญชีเองอีกทีนึง ซึ่งก็ค่อนข้างวุ่นวายซับซ้อน แต่คนก็ใช้กันเยอะเพราะเป็น Solution ที่ดีเหมือน FB Pay แต่ไม่ใช่ของเฟสบุ๊ค …

เวลาที่ใช้โอนถือว่าสั้น แต่เวลาที่ใช้ในการถอนก็นาน 2 วันเช่นเดียวกับตัวอื่น ๆ ครับ

ส่วนค่าธรรมเนียมก็ไม่มีเช่นกัน โอนฟรี !

Paypal

Paypal ก็เป็นอีกวิธีที่ใช้โอนเงินหากันที่นี่ ไม่มีค่าธรรมเนียมและเจ้าของเดียวกับ Venmo จ้าาา การทำงานเหมือน Venmo ทุกอย่างคือเป็น Digital Wallet ที่พักเงินไว้ก่อน แล้วจะเอาเงินเข้าบัญชีค่อยถอนเองนะ

สรุป … อย่างที่บอก ช่องทางการโอนมีเยอะมากกก ส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมละ แต่ใช้เวลาในการโอนเยอะพอสมควร ความวุ่นวายคือไม่มีระบบมาตรฐาน เวลาจะโอนเงินให้ใครทีก็ต้องถามคนรับทีว่าใช้บริการอะไรอยู่ ส่วนตัวพูดเลยว่าของไทยดีกว่ามาก ๆ ในเรื่องของการเงินการธนาคาร เป็นหนึ่งเรื่องที่หงุดหงิดมากของการใช้ชีวิตที่นี่

การโอนเงินกลับไทย

การโอนเงินกลับไทยนี่วุ่นวายน้อยกว่าหน่อยนึงเพราะมีทางเลือกไม่เยอะและควบคุมได้ เคยลองมาหลายวิธีมาก ๆ ละ สรุปแล้วขอชี้วิธีที่ดีที่สุดสองวิธีละกันนะ

Wire Transfer ด้วย SWIFT

ก็คือระบบโอนเงินปกตินี่แหละ สามารถโอนกลับไทยได้ตรง ๆ เลยโดยใช้ SWIFT ของธนาคารปลายทางที่ไทย (ไม่อธิบายนะ คนที่เคยทำธุรกรรมข้ามประเทศน่าจะรู้จักอยู่แล้ว)

สำหรับค่าใช้จ่ายจะได้แก่

– ค่าโอนต้นทาง: $35 (คิดเพิ่มจากยอดเงินที่โอน)

– ค่ารับเงินปลายทาง: แล้วแต่ธนาคาร แต่มากสุดประมาณ 500 บาท

– ค่าแปลงสกุลเงิน 1-3% แล้วแต่ธนาคาร

ถ้าโอนเงิน $3,500 กลับไทยก็โดนหักไป $3,535 และเงินที่หายไประหว่างทางจะอยู่แถว ๆ 1400 บาทครับ

บัญชีปลายทางที่ไทยจะมีค่าธรรมเนียมต่างกันไปในแต่ละธนาคารด้วย ส่วนธนาคารที่ค่าธรรมเนียมดีที่สุดคือ “ธนาคารกรุงเทพ” ครับ แนะนำให้เปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพไว้ไม่ผิดหวัง

Transferwise

เป็นบริการโอนเงินระหว่างประเทศที่ดังมากและก็ดีมากด้วย หลักการทำงานของมันคือ

1) สร้าง Transaction ในระบบ Transferwise

2) โอนเงินเข้าบัญชีของ Transferwise ที่กำหนดผ่าน Debit Card (จิ้ม ๆ จากแอป ฯ ได้เลย)

3) พอระบบได้รับเงินโอน Transferwise ก็จะโอนเงินบาทไปที่บัญชีเรา

ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ $35 (หักจากก้อนที่เราจะโอน) และเรทการแปลงค่าเงินคือดีมาก คือค้นใน Google ว่า 1 USD เท่ากับกี่ THB ก็คือเรทนั้นเลย ไม่มีหัก เช่น ถ้าโอน $3,500 ก็จะถึงไทยเท่า ๆ กับที่โอน $3,535 ด้วย Wired Transfer เลย สรุปแล้วก็จะประหยัดเงินได้เป็นพันเลยหละ ส่วนระยะเวลาที่ใช้โอนก็ประมาณ 3 วันถึงไทยครับ

ถามว่าวิธีไหนดีกว่ากัน จริง ๆ สองวิธีนี้ได้เงินมาใกล้เคียงกัน ห่างกันพันบาทได้ แต่ถ้าเชียร์ตัวไหนก็เชียร์ให้ใช้ Transferwise เลยครับ ดีกว่าในทุกด้าน ไม่ต้องคิดเยอะ

IBM ร่วมกับ Bank of America พัฒนา Public Cloud ให้บริการด้านการเงินแพลตฟอร์มแรกของโลก

IBM ร่วมกับ Bank of America พัฒนา Public Cloud หรือคลาวด์สาธารณะ สำหรับบริการด้านการเงิน (Financial services-ready public cloud) ระบบแรกของโลก พร้อมเปิดให้สถาบันการเงินและซัพพลายเออร์ต่างๆ เข้าร่วม

โดยข้อตกลงร่วมใช้แพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นบนระบบคลาวด์สาธารณะของ IBM นี้ และจะโฮสต์แอพพลิเคชันรวมถึงเวิร์คโหลดหลักๆ เพื่อรองรับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า 66 ล้านรายของธนาคาร

bank of america

ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงิน ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันทางการเงิน ทั้งในแง่การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ ซิเคียวริตี้ รวมถึงความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินทำธุรกิจกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของแพลตฟอร์ม

โดยแพลตฟอร์มนี้เป็นระบบคลาวด์สาธารณะเฉพาะสำหรับอุตสาหกรรมที่สามารถให้การควบคุมเชิงป้องกันและชดเชยสำหรับ workload ด้านกฎข้อบังคับของบริการทางการเงิน การสนับสนุนสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย และระบบซิเคียวริตี้ทั้งเชิงรุกและแบบอัตโนมัติ โดยใช้ประโยชน์จากการรับรองการเข้ารหัสระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ IBM ได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งอเมริกาเพื่อช่วยพัฒนาข้อกำหนดในการควบคุมแพลตฟอร์ม ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินนี้จะช่วยให้ Independent Software Vendor หรือ ISV และผู้ให้บริการ Software-as-a-Service หรือ SaaS ตั้งแต่ระดับฟินเทคที่เล็กที่สุดไปจนถึงผู้ให้บริการที่ให้บริการมานานแล้วให้มุ่งเน้นไปที่บริการหลักสำหรับสถาบันการเงิน ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบควบคุมต่างๆ มาให้พร้อม

“นี่เป็นหนึ่งในความร่วมมือเกี่ยวกับระบบคลาวด์สำหรับอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงินที่สำคัญที่สุด” เคธี เบสเสนท์ ประธานเจ้าหน้าที่สายปฏิบัติการและเทคโนโลยี ธนาคารแห่งอเมริกา กล่าว“แพลตฟอร์มเชิงอุตสาหกรรมที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ จะช่วยให้ธนาคารแห่งอเมริกาสามารถใช้ระบบคลาวด์สาธารณะ รวมถึงมีระบบการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการโจมตีทางไซเบอร์ การรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูลลูกค้า เป็นด่านหน้าในเวลาที่ต้องดำเนินการตัดสินใจต่างๆ โดยการกำหนดมาตรฐานในการจัดการกับข้อกังวลของการโฮสต์ข้อมูลความลับขั้นสูง จะช่วยให้เราสามารถผลักดันระบบคลาวด์สาธารณะสู่ระดับความปลอดภัยที่ไม่มีใครเทียบได้”

การร่วมมือกับไอบีเอ็มถือเป็นก้าวต่อไปของเส้นทางการใช้คลาวด์ที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลาเจ็ดปีของธนาคารแห่งอเมริกา และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในด้านซิเคียวริตี้และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลของลูกค้าธนาคาร ในขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสในการรับมือกับกฎข้อบังคับและการปฏิบัติตามข้อกำหนดของอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน

คาดว่าระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินจะรันบนระบบคลาวด์สาธารณะของไอบีเอ็ม ที่ใช้ Red Hat OpenShift เป็นสภาพแวดล้อมคูเบอร์นิทิสหลักในการจัดการกับซอฟต์แวร์แบบคอนเทนเนอร์ทั่วทั้งองค์กร รวมถึงบริการ PaaS ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลในรูปแบบคลาวด์ (cloud-native) ที่ครอบคลุม API มากกว่า 190 บริการ เพื่อสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแอพแบบคลาวด์เนทิฟ

โครงการนี้เป็นการผนวกเอาประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีเข้ากับประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน จากการให้บริการองค์กร 47 ใน 50 แห่งใน Fortune 50 รวมถึงสถาบันทางการเงินที่ใหญ่ที่สุด 10 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ ไอบีเอ็มและธนาคารแห่งอเมริกากำลังทำงานร่วมกับโพรมอนทอรี (Promontory) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งของไอบีเอ็ม และผู้นำระดับโลกในการให้คำปรึกษาด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการให้บริการทางการเงินแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยรณรงค์ให้เกิดสิ่งแวดล้อมของการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ

“ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินแสดงให้เห็นถึงการมุ่งเน้นอย่างต่อเนื่องของธนาคารแห่งอเมริกา ไอบีเอ็ม และโพรมอนทอรี ในการช่วยพัฒนาระบบนิเวศน์ด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับกฏข้อบังคับต่างๆ” บริดเจ็ท ฟาน แครลินเกน รองประธานอาวุโส กลุ่มอุตสาหกรรม ลูกค้า แพลตฟอร์ม และบล็อกเชน ทั่วโลกของไอบีเอ็ม กล่าว

บริดเจ็ท ฟาน แครลินเกน รองประธานอาวุโส กลุ่มอุตสาหกรรม ลูกค้า แพลตฟอร์ม และบล็อกเชน ทั่วโลกของไอบีเอ็ม

“เรารู้ว่าเราต้องช่วยกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่กลุ่มสถาบันบริการทางการเงินสามารถตอบโจทย์ความต้องการและความคาดหวังด้านกฎข้อบังคับต่างๆ ได้” จีน ลุดวิค ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของโพรมอนทอรีกล่าว “ความร่วมมือระหว่างธนาคารแห่งอเมริกา ไอบีเอ็ม และ Promontory จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพของแพลตฟอร์มคลาวด์นี้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมและผู้ให้บริการต่างๆ”

“ระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับบริการด้านการเงินจะช่วยให้สถาบันทางการเงินสามารถทำการประเมินผู้ให้บริการในด้านซิเคียวริตี้ ความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและการโจมตีทางไซเบอร์ และการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของผู้ให้บริการเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์บริการทางการเงินที่เข้าร่วมจะได้รับประโยชน์จากการตรวจสอบความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม โดยจะมีเฉพาะผู้ให้บริการ ISV หรือ SaaS ที่แสดงให้เห็นว่าพวกเขาปฏิบัติตามนโยบายของแพลตฟอร์มเท่านั้น ที่จะสามารถนำเสนอบริการผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://www.ibm.com/cloud/public

ประเภทของบัญชีที่อเมริกา

หลัก ๆ เลยคือ บัญชีส่วนบุคคล และ บัญชีสำหรับธุรกิจ ในที่นี้เราจะพูดกันแต่บัญชีส่วนบุคคลนะครับ ส่วนบัญชีธุรกิจเอาไว้คราวต่อไป เพราะค่อนข้าง Advance กว่าส่วนบุคคล โดยที่บัญชีส่วนบุคคลแยกได้สองประเภทหลัก ๆ นั่นก็คือ Checking Account และ Savings Account.Checking Account หรือบัญชีกระแสรายวัน เป็นบัญชีที่เอาไว้รับเงินเดือน ถอนเงิน หมุนเงินซะส่วนใหญ่ เอาไว้จ่ายค่าบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งเป็นบัญชีหลัก ๆ ที่ทุกคนที่อยู่ในอเมริกาต้องมี.Savings Account หรือบัญชีเงินฝาก เป็นบัญชีที่เปิดมาเพื่อฝากเงินไว้ ส่วนใหญ่จะฝากเงินไว้ในปริมาณที่มากกว่า Checking Account เพื่อเอาดอกเบี้ย หรือเป็นเงินเก็บฉุกเฉิน Savings Account จะมีความเสี่ยงน้อยกว่าตัว Checking.คนที่อยู่ในอเมริกาไม่นิยมที่จะฝากเงินก้อนทั้งหมดไว้ในบัญชี Checking Account บัญชีเดียว เพราะตัวบัญชีนี้ปกติจะมาพร้อมกับบัตรเดบิตการ์ด ที่สามารถเอาไปใช้ซื้อของที่ร้านค้าหรือทางออนไลน์ และกดเงินสดที่ตู้ ATM ได้ ซึ่งจะมีความเสี่ยงบัตรโดน Hack บัตรหาย หรือโดนขโมย เป็นต้น คนที่เก็บบัตรได้ เขาสามารถนำไปรูดซื้อของตามร้านได้เลย.

โดน hack บัตรเดบิต แล้วได้เงินคืน

ผมเองก็เคยโดนใครไม่รู้มา Hack เงินในบัญชี Checking ไป 100$ เหมือนกัน ตอนนั้นผมงงมากว่าโดนได้ยังไง เพราะบัตรเดบิตก็อยู่กับตัวตลอด ไม่เคยบอกใครและไม่เคยใช้เลยด้วย เป็นบัญชีที่เปิดมาเพื่อเอาโบนัสเฉย ๆ โชคดีมาก ที่เงินในบัญชีมีไม่มาก ตอนนั้นมีแค่ 200$ นิดหน่อย ถ้ามีมากกว่านี้ คงจะโดนไปหลายร้อยเหรียญเลยครับ แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้มากนัก ตัวผมเองตั้งแต่อยู่มาโดนแค่ครั้งเดียว และที่อเมริกาเรื่องการโดนโกงเงินต่าง ๆ แบงก์ของอเมริกาเขาดูแลได้ดีมาก ค่อนข้างปลอดภัยเลยแหละครับ ตอนนั้นที่ผมโดนไป 100$ ผมรีบโทรหาเข้าแบงก์เลย ละอธิบายไปว่าไม่ได้ใช้ยอดนี้แน่นอน เขาก็รับฟัง และอธิบายว่าบัตรอาจจะโดนโจรกรรมได้ ทางแบงก์จะอายัดบัตรใบนี้แล้วส่งบัตรเดบิตใบใหม่มาให้ และจะทำการคืนเงิน 100$ เข้าสู่บัญชี ก็ใช้เวลาประมาณ 7-10 วันก็ได้เงินคืน.ถึงแม้ว่าทางแบงก์ที่อเมริกา เขาคุ้มครองผู้บริโภคได้ดี แต่ทางที่ดีเราก็ควรกันไว้ก่อนดีกว่ามาแก้ อย่าเงินเก็บเยอะ ๆ ไว้ในบัญชีเดียวครับ ควรจะเก็บเงินส่วนใหญ่ฝากไว้ในบัญชี Savings Account มากกว่า เพื่อน ๆ สามารถฝากเงินเข้า Checking Account ก่อนแล้วค่อยโอนเข้า Savings Account ได้ หรือจะฝากเข้า Savings Account โดยตรงก็ได้ ถ้าคิดว่าเป็นเงินเย็นและไม่คิดจะใช้เป็นเวลานาน และไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะไม่สามารถถอนเงินได้นะครับ Savings Account สามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา เพียงแต่ตามกฏหมายที่เมกา จะสามารถถอนได้เพียงแค่ 6 ครั้งต่อเดือนเท่านั้น ถ้ามากกว่านั้นต้องจ่ายค่า Fee นะครับ

ใครกันน้าอยู่บนแบงค์ดอลล่าห์ต่างๆ?

American Dollar Bills สำหรับคนที่ใช้เงินดอลล่าร์ เคยสังเกตบ้างมั้ยคะว่ามีใครอยู่บนแบงค์ต่างๆ บ้าง ต่อไปถ้ามีใครถาม เราจะสามารถตอบได้ตามนี้นะคะ…

$1 – George Washington จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐ ผู้นำอเมริกาสู้รบกับอังกฤษจนได้รับชัยชนะ

$2 – Thomas Jefferson ทอมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐ (แบงค์นี้ไม่ค่อยใช้) ผู้ประพันธ์ “คำประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา”

$5 – Abraham Lincoln อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐ ผู้เลิกทาส

$10 – Alexander Hamilton อะเล็กซานเดอร์ แฮมมิลตัน (Treasury Secretary) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของสหรัฐ (คนนี้ไม่ใช่หนึ่งในประธานาธิบดี)

$20 – Andrew Jackson แอนดรูว์ แจ็กสัน ประธานาธิบดีคนที่ 7 ของสหรัฐ แม่ทัพที่กล้าหาญชาญชัย

$50 – Ulysses Grant ยูลิซิส แกรนท์ ประธานาธิบดีคนที่ 18 ของสหรัฐ จอมพลและผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพฝ่ายสหภาพในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา

$100 – Benjamin Franklin เบนจามิน แฟรงคลิน ไม่ใช่ประธานธิบดีแต่เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์อเมริกา เป็นหนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติ ช่างพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต เป็นคนสำคัญในยุคก่อตั้งประเทศของสหรัฐอเมริกา

ส่วนเหรียญนะคะ

1 เซ็นต์ เรียกว่า penny – President Abraham Lincoln ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น

5 เซ็นต์ เรียกว่า nickel – President Thomas Jefferson ประธานาธิบดีทอมัส เจฟเฟอร์สัน

10 เซ็นต์ เรียกว่า dime – President Franklin D. Roosevelt ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี โรสเวลต์ (ประธานาธิบดีคนที่ 32 ของสหรัฐอเมริกา)

25 เซ็นต์ เรียกว่า quarter – President George Washington ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน

ต่อไปให้ลองสังเกตดูเงินด้วยนะคะ ไม่ใช่ใช้ลูกเดียว 

Bank of America เปิดตัว AI สำหรับช่วยทำธุรกรรมการเงิน Erica

Bank of America ได้เปิดตัว Erica ระบบผู้ช่วยเสมือนสำหรับช่วยการทำธุรกรรมการเงินอย่างเป็นทางการ โดยทางธนาคารจะทยอยเปิดให้ผู้ใช้บนมือถือทั้งหมดกว่า 25 ล้านคนทั่วสหรัฐฯ เริ่มใช้งานตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือนมิถุนายน

ภาพจาก Shutterstock

Erica เริ่มทดสอบในวงพนักงานของ Bank of America มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งจากการเทรนข้อมูลของระบบโดยพนักงานในช่วงทดสอบ ช่วยให้ระบบสามารถตอบคำถามกว่า 2 แสนรูปแบบได้

ความสามารถของ ​Erica นั้นครอบคลุมในด้านการเงินหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • การค้นหาการทำธุรกรรมในอดีตทุกบัญชี
  • ค้นหาเส้นทางไปยังเอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุด
  • ดูบิลค่าใช้จ่ายและตั้งเวลาจ่ายเงิน
  • ล็อกและปลดล็อกบัตรเดบิต
  • โอนเงินระหว่างบัญชี หรือโอนให้ผู้อื่นผ่าน Zelle
  • ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคะแนนเครดิตของผู้ใช้
  • เชื่อมต่อผู้ใช้เข้ากับ Better Money Habits บทเรียนการเงินของ Bank of America
ภาพจาก Bank of America

Erica นั้นเป็นระบบที่เรียนรู้ด้วยตนเองไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อผู้ใช้ใช้งานบ่อยขึ้น Erica ก็จะเก่งขึ้นตามระยะเวลา อย่างเช่นแสดงข้อมูลการใช้จ่าย, แนะนำการประหยัดเงิน, จัดการบัตรเครดิต, แจ้งเตือนบิลที่จะมาในอนาคต ไปจนถึงการอวยพรวันเกิดผู้ใช้

นอกจากนี้ Erica ยังมีระบบฟีดแบค ผู้ใช้สามารถส่งคำแนะนำมาเพื่อให้ทางธนาคารพัฒนาระบบให้ดียิ่งขึ้นไปได้อีกด้วย

สหรัฐอเมริกา ประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินมาใช้ได้อย่างไม่จำกัด !!!

โดยปกติ การพิมพ์ธนบัตรของแต่ละประเทศในโลกใบนี้ สมัยก่อนจะต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำเป็นตัวประกัน แบบว่ามีทองคำเท่าไร ก็พิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ได้เท่านั้น ปัจจุบันไทยเราใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ เป็นสินทรัพย์ที่หนุนหลังธนบัตรออกใช้ จะต้องรักษาและกันไว้ต่างหากจากทรัพย์สินอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในค่าของธนบัตรและเป็นหลักประกันว่าการออกใช้ธนบัตร มีขอบเขตอยู่เท่ากับสินทรัพย์ที่จะมาเป็นทุนสำรองเงินตรา

สหรัฐอเมริกา มหาอำนาจของโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หลังจากช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐซึ่งเป็นมหาอำนาจในสมัยนั้นจากผู้นำในการชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้สหรัฐเป็นผู้นำของโลกนับแต่นั้นมา อำนาจในมือของสหรัฐล้นเหลืออย่างหาที่สุดไม่ได้ จนกระทั่งปี 1971 ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯได้ออกมาประกาศยกเลิกการใช้ทองคำหนุนหลังธนบัตร

ทำให้สหรัฐฯเป็นเพียงชาติเดียวที่สามารถพิมพ์ ธนบัตรออกมาเป็นปริมาณเท่าใดก็ได้ และในปี 2008 เกิดวิกฤติอสังหา (Subprime) แตกในสหรัฐ และ FED ก็ได้พิมพ์เงินดอลลาร์ ออกมาใช้มากกว่าระดับปกติถึง 3 เท่าตัว เพื่อเป็นเครื่องมือในการแทรกแซงเศรษฐกิจเพราะรัฐบาลเองประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถใช้นโยบายการคลังอุ้มได้แล้ว

ตั้งแต่มีการตั้ง FED ในปี 1913 และ ประธานาธิบดี นิกสัน ยกเลิกผูกเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971และจะเห็นว่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาภาวะเงินเฝืดก็แทบไม่เคยปรากฏในระบบเศรษฐกิจสหรัฐอีกเลย และด้วยเงินดอลล่าคือสกุลเงินหลักของโลก ทำให้ภาวะข้าวของแพงระบาดหนักไปทั่วโลก และมันเป็นจุดเริ่มความล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสหรัฐในทศวรรษหน้า

การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกแต่ก่อนต้องใช้เงิน ดอลลาร์เท่านั้น

การซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกกำลังจะเปลี่ยนไปใช้เงินตราสกุลอื่น เช่น ยูโร หรือเยนที่เกิดจากการผลักดันของประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ แห่งเวเนซุเอลา และล่าสุด ในการประชุมกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือโอเปก (OPEC) ครั้งที่ 146 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่เมืองอาบู ดาบีประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ผ่านมานี้ อิหร่านได้กระโดดเข้ามาผลักดันแนวคิดนี้

อย่างจริงจังโดยเสนอให้ตั้งธนาคารโอเปกขึ้นมา และให้เลิกซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกด้วยเงินดอลลาร์ททำให้การเลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นการคุกคามเศรษฐกิจสหรัฐ

การที่อเมริกาเป็นประเทศเดียวที่สามารถขาดดุลชำระเงินและขาดดุลการค้าได้มากขนาดนี้หรือเรียกว่า “การขึ้นรถฟรี (free rider)” ก็เพราะได้ใช้อิทธิพลทำข้อตกลงกับกลุ่มประเทศโอเปกเมื่อปี 1971 ให้การซื้อขายน้ำมันโลกใช้เงินดอลลาร์เพียงสกุลเดียว ข้อตกลงนี้ทำให้ทุกประเทศที่บริโภคน้ำมัน ต้องสะสมเงินดอลลาร์เพื่อใช้ในการซื้อน้ำมันเข้าประเทศ และการซื้อขายน้ำมันโลกร้อยละ 85 ซื้อขายกันนอกประเทศสหรัฐอเมริกาและหมุนเวียนกันอยู่ภายนอกอเมริกา

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารกลางสหรัฐจึงสามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาได้อย่างไม่จำกัด(ตามข้อตกลงของไอเอ็มเอฟ โดยที่ไม่ต้องมีทองคำมาสำรองตามจำนวนที่พิมพ์ออกมา) และไม่ต้องหวั่นว่าจะเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นภายในประเทศ เพราะ

1.เงินที่พิมพ์ออกมานี้ก็คือเงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าหรือจ่ายหนี้ให้ประเทศที่สหรัฐนำเข้าสินค้า

2.มาตรฐานชีวิตคนสหรัฐจึงสูงที่สุดในโลก เพราะพิมพ์เงินออกมาซื้อฟรี กินฟรีสินค้าจาก

3.ทั่วโลกหรือลงทุนในประเทศอื่น ๆ เพื่อหากำไรส่งกลับเข้าประเทศ ประเทศที่ขายสินค้าให้

4.สหรัฐก็นำเงินดอลลาร์มาเป็นเงินสำรอง หรือนำมาไว้ใช้ซื้อน้ำมันมาบริโภค และเพื่อนำเข้ามาผลิตสินค้าไว้ขายสหรัฐต่อไปเป็นวงจรหรือไม่ก็นำมาซื้อพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasury Bonds) ซึ่งก็คือ นำเงินที่ขายสินค้าได้ดุลมาให้สหรัฐที่เป็นผู้บริโภคกู้เพื่อนำมาซื้อ สินค้ากลับไปกินไปใช้ใหม่ (recycle)

แบงค์ ออฟ อเมริกา เลือกสร้างฐานในดับลิน

ถือเป็นธนาคารจากสหรัฐฯ แห่งแรกที่ยืนยันจะตั้งฐานดำเนินงานในดับเมืองดับลิน เมืองหลวงของประเทศไอร์แลนด์

ด้านซิตี้กรุ๊ปเลือกให้เมืองแฟรงค์เฟิร์ทเป็นฐานสำหรับการค้าในสหภาพยุโรป และในบันทึกรายงานระบุว่าบริษัทมอร์แกน สแตนลีย์ ก็ได้เลือกตั้งบริษัทด้านการเงินในเยอรมนีอีกด้วย

ธนาคารหลายแห่งจำเป็นต้องยื่นแผนการให้กับแบงค์ ออฟ อิงแลนด์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยต้องระบุรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับแผนการเตรียมการหากสหราชอาณาจักรจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปในเดือน มี.ค. ปี 2562 

ซึ่งธนาคารแต่ละแห่งมีเป้าหมายจะตั้งบริษัทย่อยในยุโรปเพื่อที่จะสามารถดูแลและให้บริการลูกค้าในสหภาพยุโรปได้แม้ว่าจะเสียฐานบริษัทในสหราชอาณาจักรหลังมีเบร็กซิทได้

ล่าสุด แบงค์ ออฟ อเมริกา มีพนักงานในดับลินทั้งหมด 700 คนและในสหราชอาณาจักร 6,500 คน โดยมีพนักงานที่ประจำในฐานที่ลอนดอนถึง 4,500 คน

Brian Moynihan ประธานและซีอีโอของ แบงค์ ออฟ อเมริการะบุว่า “ ดับลินเป็นบ้านของพนักงานจำนวนมากของเรา มากกว่าเมืองอื่น ๆ ในยุโรปนอกสหราชอาณาจักร ”

“ ก่อนหน้านี้เราก็มีใบอนุญาตและมีฐานบริษัทในไอร์แลนด์อยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเราได้ร่วมสร้างความผูกพันและความแข็งแกร่งในธุรกิจและการเติบโตด้านเศรษฐกิจของไอร์แลนด์ ทำให้ดับลินกลายเป็นฐานของเราในการรวบรวมหน่วยงานด้านกฎหมายเมื่อเราย้ายฐานที่ทำงานหลัก ”

เขาเสริมว่า “ ขณะที่เรากำลังรอข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงเบร็กซิท เราก็ได้เตรียมการบริการให้กับลูกค้าของเราไม่ว่าจะมีผลสรุปออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ”

ในสัปดาห์ก่อน ธนาคาร Barclays ระบุว่า กำลังเจรจากับหน่วยงานของไอร์แลนด์เกี่ยวกับการขยายเวลาดำเนินงานในดับลินหลังสหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป

Barclays ระบุว่า ไอร์แลนด์กลายเป็น “ฐานโดยธรรมชาติ” ของทาง Barclays โดยให้บริการที่นี่มาแล้วกว่า 40 ปี

Leo Varadkar นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐไอร์แลนด์ซึ่งได้เข้าพบกับนาย Moynihan  เมื่อวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า  “แบงค์ ออฟ อเมริกา มีความผูกพันกับไอร์แลนด์มายาวนาน และเราหวังว่าความสัมพันธ์ของเราจะงอกเงยและลึกซึ้งมากขึ้นต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า”

ธนาคารในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ

เปิดบัญชีที่ธนาคารที่อเมริกาต้องทำยังไง?

สิ่งหนึ่งที่น้องๆ ที่ไปเรียนต่อที่อเมริกา ?? ควรจะทำเป็นลำดับต้นๆ เลยเมื่อไปถึงก็คือการเปิดบัญชีธนาคารค่ะ จะเก็บเงินเยอะๆ ไว้กับตัวคงไม่ดีแน่ๆ แล้วจะเปิดบัญชีอะไรยังไง วันนี้พี่มีคำแนะนำและข้อมูลเบื้องต้นมาฝากน้องๆ ค่ะ

1. เลือกธนาคาร
อันนี้แล้วแต่น้องๆ เลยค่ะว่าถูกใจธนาคารยี่ห้ออะไร แต่ถ้าจะให้แนะนำคือควรจะเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารที่มีสาขาและตู้ ATM เยอะหน่อย โดยเฉพาะในเมืองที่น้องๆ อยู่ค่ะ ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาที่เราจะเห็นได้บ่อยๆ ก็จะมี Chase, Bank of America, Wells Fargo, Citi ค่ะ

2. ทำความรู้จักกับประเภทบัญชี
ตามปกติแล้ว เราจะเปิดบัญชีพร้อมกัน 2 ประเภทค่ะ คือ Checking กับ Savings บัญชี Checking จะมาพร้อมกับสมุดเช็กและบัตรเดบิต เอาไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนบัญชี Savings มีไว้เพื่อออมเงินรับดอกเบี้ยค่ะ เราสามารถโอนเงินระหว่าง 2 บัญชีนี้ผ่าน Application บนมือถือของเราได้ค่ะ

3. เตรียมเอกสารสำหรับเปิดบัญชี
เอกสารที่ใช้ในการเปิดบัญชีธนาคารสำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างเราๆ ก็จะมี Passport, I-20, ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์, เงินขั้นต่ำสำหรับการเปิดบัญชีค่ะ (ประมาณ $25-100 แล้วแต่ธนาคาร)

แค่นี้เราก็จะมีบัญชีไว้ใช้ที่อเมริกาแล้วค่ะ ?