Post title marquee scroll

มารู้จักเงินตราสหรัฐกันก่อน

หน่วยเงินสกุลดอลล่าห์นั้นเพื่อนๆคงรู้จักกันดีอยู่แล้วว่าเป็นหน่วยเงินของสหรัฐอเมริกา ซึ่งป็นเงินเหรียญสากล ที่มีเป็นที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย

การทำความเข้าใจเงินตราสหรัฐก่อนเดินทางมานั้น สามารถช่วยให้เพื่อนๆมีความเข้าใจมากขึ้นกับการจับจ่ายบริหารการใช้เงิน และเป็นประโยชน์สำหรับเพื่อนๆบางคนที่เดินทางเข้ามาทำงานในสหรัฐอเมริกามากอีกด้วยนะ

เงินสกุลดอลล่าห์ในรูปของธนบัตรแบ่งเป็น ธนบัตร 1, 2, 5, 10, 20, 50 และ 100 ดอลล่าห์ ธนบัตร 2 ดอลล่าห์นั้นจะมีใช้กันอยู่ประปรายคะ ซึ่งพบเห็นได้ไม่มาก มีลักษณะคล้ายธนบัตร 1 ดอลล่าห์มากคะ

บนธนบัตรแต่ละใบก็จะมีรูปเป็นประธานาธิปดี หรือบุคคลสำคัญของสหรัฐที่แตกต่างกันไปคะ เช่น

ธนบัตร $1 จะเป็นรูปจอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิปดีคนแรกของสหรัฐ
ธนบัตร $5 เป็นรูปของประธานาธิปดีคนที่ 16 อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) ผู้มีบทบาทสำคัญในการเลิกทาสของสหรัฐ
ธนบัตร $100 เบนจามิน แฟลงคลิน (Benjamin Franklin) ผู้คิดค้นสายล่อฟ้า เตาแฟรงคลิน ฯลฯ ทั้งยังเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา เขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญที่นำไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคมและร่วมก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
ธนบัตรที่ใช้กันทั่วไปนั้นรวมกันทั้งธนบัตรใหม่และเก่า ดังนั้นจึงจำเป็นมากสำหรับการตรวจสอบธนบัตรปลอมที่จำเป็นจะต้องมีความรู้เบื้องต้นไว้นะคะ

รู้ไหม? ธนบัตรของอเมริกามีอะไรซ่อนอยู่

  1. ธนบัตร 5 ดอลลาร์ บริเวณรอบๆ ขอบธนบัตรจะมีคำว่า ” FIVE DOLLARS” มากมาย

2. บนโล่สัญลักษณ์ของหน่วย Great Seal บนธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “E PLURIBUS UNUM” และ “USA

3. บนเลข 5 ด้านหลังธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “USA FIVE” พิมพ์ไว้ตรงหางของตัวเลข

4. ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ ภาพอนุสาวรีย์ลินคอล์น มีชื่อของแต่ละรัฐในประเทศอยู่

ธนบัตร 100 ดอลลาร์

  1. มีคำว่า “The United States Of America” พิมพ์อยู่บนปกเสื้อบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกา Benjamin Franklin
  2. รอบๆ ลายน้ำมี “USA 100” พิมพ์อยู่
  3. “One Hundered USA” เขียนไว้รอบๆ ขนนกสีทอง”
  4. ตัวเลข “100”พิมพ์ไว้โดยรอบธนบัตร

ธนาคารดังในอเมริกา สั่งแบนการใช้บัตรเครดิตซื้อ “เหรียญออนไลน์” แล้ว

เผยธนาคารดังในอเมริกา อาทิ JPMorgan Chase และ Bank of America ประกาศยกเลิกการใช้บัตรเครดิตในการซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มกุมภาพันธ์นี้

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับเหรียญ Bitcoin ที่ราคากำลังตกไหม แต่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของอเมริกาเริ่มมองเห็นความผันผวนของมันแล้ว หลังทาง Bank of America กับ JP Morgan Chase หรือ Citigroup ได้ประกาศ สั่งแบนไม่ให้ผู้ถือบัตรเครดิต ซื้อเหรียญออนไลน์หรือ Cryptocurrency เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป !!

Mary Jane Rogers โฆษกของ JP Morgan เผยว่า ธนาคารได้ตัดสินใจยกเลิกการใช้บัตรเครดิตซื้อเหรียญ Cryptocurrency ทั้งหลาย เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงหลาย ๆ อย่าง เช่นโดนหลอกซื้อเหรียญหรือขาดทุนหนัก ทั้งหมดอาจทำให้ผู้ถือบัตร ไม่มีเงินจำนวนมากมาใช้ชำระหนี้ตรงนี้ได้นั้นเอง

ส่วนทาง Bank of America ก็กังวลเรื่องการโจรกรรมกับการฟอกเงิน นำเงินในบัตรไปแปลงเป็นเหรียญ Cryptocurrency อย่างไรก็ตามแม้จะห้ามไม่ให้ใช้บัตรเครดิต แต่ลูกค้ายังนำเงินใน ATM หรือบัตรเดบิตไปซื้อได้ตามปกติอยู่ครับ

หลังแบงค์ 1 ดอลล่าร์ซ่อนอะไรเอาไว้?

เชื่อว่าหลายๆท่านคงมีสัญลักษณ์, เครื่องหมายหรือเครื่องราง ไว้ในครอบครอง เพื่อคุ้มครองปกป้องตัวเองจากสิ่งไม่ดีและนำความสุขโชคดีมาสู่ตนเองและคนใกล้ชิด แต่ละคนก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไปตามสิ่งที่บรรพบุรุษของตนได้ถ่ายทอดไว้และตามสภาพสังคมสิ่งแวดล้อม นั้นย่อมแสดงว่าโดยพื้นฐานแล้ว ภายในจิตใต้สำนึกของเรายังเชื่อว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติเกินขอบเขตที่มนุษย์จะหยั่งรู้ได้ อีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่หลายๆคนไม่ได้สังเกตหรือไม่ได้ให้ความสนใจ หากใครเคยเห็นแบงค์ 1 ดอลล่าร์ ด้านหลังจะมีอีกหนึ่งสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมสหรัฐอเมริกา ถึงเป็นมหาอำนาจ โดยเฉพาะเงินสกุลดอลล่าร์ที่ใช้เป็นเงินสกุลหลักของโลก ทั้งๆที่ประเทศเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาเพียง 200 กว่าปี กุญแจดอกสำคัญดอกนั้นคือนำสัญลักษณ์ ANNUIT COEPTIS มาใส่ไว้หลังแบงค์ 1 ดอลล่าร์ เราลองมาดูความหมายของสัญลักษณ์กันนะครับ

ปี 1782 อเมริกาออกแบบตราแผ่นดินใหม่โดยด้านหลังของตราแผ่นดินเป็น ภาพพีระมิดสร้างไม่เสร็จ มีดวงตาอยู่บนยอดล้อมรอบด้วยภาษาละติน “Novus Ordo Seclorum” (New Order Of The Ages) ซึ่งหลายคนเชื่อว่า เป็นสัญลักษณ์ของสมาคมอิลลูมิเนติ ดวงตานั้นหมายถึงสมาชิกอิลลูมิเนติกำลังจับตามอง (โลก) และ “Novus Ordo Seclorum” คือ New World Order หรือการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการ(ปก)ครองโลก และต่อมาในปี1935 ภาพตราแผ่นดินนี้ถูกนำมาตีพิมพ์ลงบนด้านหลังของธนบัตร 1 ดอลลาร์
ภาพธนบัตร 1 ดอลล่าร์ของอเมริกา จะเห็นว่ามีการเขียนภาษาลาติน ที่หมายถึง ระเบียบโลกใหม่

  • มีรหัส 666 ที่ หมายถึง เครื่องมือหรือสัญลักษณ์ของสัตว์ร้าย
  • ดวงตาของซาตานและอื่นๆมากมายไม่ต่างกับยันต์ทางไสยศาสตร์ดำเลย
    ปัจจุบัน สโลแกนของการปฏิวัติสำหรับ กลุ่มอิลลูมิเนติ ในภาษาลาติน คือ”NOVUS ORDO SECLORIUM” อันซึ่งหมายถึง “A NEW ORDER FOR THE AGES” การจัดระเบียบสำหรับยุคใหม่ ซึ่งมาจาก ความรู้ทางโหราศาสตร์ เครื่องหมายบนหลังธนบัตร 1 ดอลลาร์ กับ ดวงตาที่มองเห็นทุกสิ่ง (ALL-SEEING-EYE) เป็นสัญลักษณ์ของ เวทมนตร์ พบได้ในกลุ่มเมสัน (The Masons-เป็นกลุ่มที่มีแนวทางเดียวกัน)

เครื่องหมายอิลูมินาติ
อย่างแรก คือ “Numerology” เป็นศาสตร์ทางตัวเลขซึ่งเป็นองค์ความรู้เก่าแก่จากคัมภีร์ของ พวกฮิบรู หรือ ยิว เป็นการ Code ตัวหนังสือให้เป็นตัวเลข คือการเอาตัวหนังสือซ่อนไว้ในตัวเลขนั่นเอง ชาวฮีบรูยังนำตัวเลขไปเชื่อมโยงกับ พลังจักรวาล พวกเขามิได้แยกระบบตัวอักษรกับตัวเลขออกจากกัน แต่ตัวอักษรนั้นมีพื้นฐานมาจากตัวเลข ระบบตัวอักษรถูกวางเรียงไว้อย่างเป็นระบบ และถูกกำหนดรูปแบบที่บอกถึงระดับที่ต่อเนื่องกันไปตามกระบวนการการพัฒนาของ จักรวาล ชื่อภาษากรีกและฮีบรูในพระคัมภีร์มีนัยสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ที่ใกล้ชิดระหว่างความหมายตามตัวอักษรและตัวเลข ในภาษากรีกดั้งเดิม คำว่า “Jesus” หมายถึง “Iesous” (ไม่มีตัวอักษร “J” ในตัวอักษรกรีก) ชื่อดังกล่าวมีค่าเท่ากับตัวเลข 888 ซึ่งหมายถึง “ จิตใจที่สูงกว่า ” หรือ “ จิตใจศักดิ์สิทธิ์ ” ตามความเชื่อลึกลับของกรีก “จิตใจที่เกี่ยวข้องกับความตาย” ในภาษากรีกคือหมายเลข 666 ( ตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์เล่มสุดท้ายในพันธสัญญาใหม่ ว่าหมายถึง “สัตว์ร้าย” )

สัญลักษณ์ลึกลับกับคำขวัญ “NOVUS ORDO SECLORUM” ที่เป็นอนุสรณ์ในการก่อตั้งของกลุ่มอิลลูมิเนติ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1776 ไม่ใช่ 4 กรกฎาคม และมันมิใช่โดยความบังเอิญ นั่นคือ นกอินทรี อันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนสำหรับ ลูซิเฟอร์ (Lucifer) ในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า ฟินิกซ์ (Phoenix) และ ปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของ ทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ทำเนียบขาว)

ความหมายที่ซ่อนไว้ในตราดวงนี้

  1. ดาว 13 ดวง คือ การก่อกบฏ หรือการปฏิวัติ (ต่อพระเจ้า)
  2. อยู่ในวงกลมที่มี 28 ขีด หรือ Guide Line คือ ความเป็นนิรันดร์
  3. ป้ายผ้า 13 ขยัก คือ การก่อกบฏ หรือการปฏิวัติ (ต่อพระเจ้า)
  4. ตัวหนังสือ E PLURIBUS UNUM หรือ “One of Many” หรือ “หนึ่งจากหลายๆสิ่ง”
  5. ปีกข้างซ้าย มี 32 ขนนก เป็นระดับชั้นปกครองของลัทธิใต้ดิน กลุ่มที่เรียกว่า เมสัน (Mason) หรือ
    ฟรีเมสัน (Free Mason)ในยุโรป มี 32 ระดับ
  6. ปีกข้างขวา มี 33 ขนนก เป็นระดับชั้นปกครองของลัทธิใต้ดิน กลุ่มที่เรียกว่า เมสัน (Mason) หรือ
    ฟรีเมสัน (Free Mason)ในอเมริกา มี 33 ระดับ
  7. เส้นแนวนอน 12 เส้น บนอาร์มโล่ห์ที่หน้าอกนกอินทรีย์ หมายถึง ความเป็นรัฐบาล
  8. เส้นแนวตั้ง 18 เส้น บนอาร์มโล่ห์ที่หน้าอกนกอินทรีย์ หมายถึง การเป็นนายทาส
  9. ซึ่งแบ่งได้ 6 แถบใหญ่ หมายถึง มนุษย์
  10. แถบสีแดงและขาวรวมกันได้ 13 แถบ แยกเป็น
    แถบขาว 7 แถบ หมายถึง พระเจ้า
    แถบแดง 6 แถบ หมายถึง มนุษย์ แถบแดงวางทับแถบขาว หมายถึง มนุษย์อยู่เหนือพระเจ้า
  11. กรงเล็บ 2 ข้างๆ ละ 4 รวมเป็น 8 เล็บ คือการเริ่มต้น
  12. ลูกธนู 13 ดอก หมายถึง การต่อต้านหรือปกป้องตัวเองของประชาชน
  13. ช่อมะกอกที่มี 13 ใบ หมายถึง เสรีภาพ
  14. ผลเบอรี่ 13 ผล หมายถึง ผลของเสรีภาพ
  15. ขนที่หาง 9 ขน หมายถึง ความสำเร็จ หรือบรรลุผลแล้วนั่นเอ

“ Numerology”ตัวเลขจำนวนที่ปรากฏในสัญลักษณ์บน ตราแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ปรากฏในแบงค์ 1ดอลล่าร์ US มีความหมายดังนี้
จำนวนเลข 6 หมายถึง Man คือ มนุษย์
จำนวนเลข 7 หมายถึง God คือ พระเจ้า
จำนวนเลข 8 หมายถึง New Beginning คือ การเริ่มต้นใหม่
จำนวนเลข 9 หมายถึง Complete or Finish คือ การเสร็จสิ้น หรือ ความสำเร็จ
จำนวนเลข 12 หมายถึง Government and Perfection คือ รัฐบาลและความสมบูรณ์แบบ
จำนวนเลข 13 หมายถึง Rebellion คือ การปฏิวัติ หรือ การก่อกบฏ
จำนวนเลข 18 หมายถึง Bondage หรือ ความเป็นทาส
จำนวนเลข 28 หมายถึง Eternity คือ ความเป็นนิรันดร์

บนด้านหลังของธนบัตรฉบับหนึ่งเหรียญดอลล่าร์ ไม่เฉพาะตำแหน่ง ฟินิกซ์(อินทรี) Phoenix (EAGLE) แสดงที่จุดนี้เท่านั้น, ดูที่ดาวเหนือหัวอินทรี จะมี 13 ดวง การจัดเรียงเอาไว้ไม่ใช่ความบังเอิญ นั่นคือ ดาว 13 ในกรอบหกเหลี่ยม ซึ่งประมาณได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ เวทมนตร์ปีศาจ (EVIL SIGN IN WITCHCRAFT) อเมริกันสร้างด้วยความเชื่อว่าดาว 13 ดวงนั้น เป็นตัวแทน 13 จักรวรรดิดั้งเดิม อย่างไรก็ตามถ้าพิจารณาดูใกล้ๆ ในวงกลมล้อมรอบภาพนกอินทรีย์ (great seal of the United States) จะค้นพบว่าผู้ที่ออกแบบนี้ แสดง 13 หมายเลขอาถรรพ์ โดยเจตนาและแฝงความหมายเอาไว้ สังเกตได้จาก จำนวนครั้งที่ใช้ เลข 13 คือ

  1. กรอบหกเหลี่ยมถูกจัดเรียงโดยห้าเหลี่ยม (ดาว) 13 ดวง
  2. โล่ห์ป้องกันหน้าอกของนกอินทรีมี แถบ 13 แถบ
  3. ผลเบอร์รี่ 13 ผล บนกิ่งมะกอก ในกรงเล็บขวาของนกอินทรี
  4. ลูกธนู 13 ดอก ในกรงเล็บซ้ายของนกอินทรี
  5. ใบมะกอก 13 ใบ บนกิ่งมะกอก

เบื้องหลัง”เงิน”ในอเมริกา

เพื่อนๆรู้มั้ยค่ะว่า “In God We Trust” นี้ เป็นคำที่ปรากฏอยู่ในทุกเหรียญเงินและแบงค์ของอเมริกา เรื่องนี้มีที่มาที่ไปไม่แน่ชัดค่ะ แต่มีบางแหล่งว่า* มันเป็นความเชื่อทางศาสนาจากช่วงสงครามกลางเมือง ในยุคนั้นประชาชนเขาอยากให้พิมพ์ ว่าเราศรัทธาในพระเจ้าลงในเหรียญของเขา ก็เลยใช้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ และอีกที่มาหนึ่งคือ จากนักการเงิน เขาบอกว่าที่ In god We Trust เพราะอเมริกาสามารถพิมพ์แบงค์ได้มากเท่าที่ต้องการ โดยไม่ต้องมีทุนสำรองระหว่างประเทศค้ำเอาไว้ (ประมาณว่าประเทศเราพระเจ้าค้ำประกัน แต่ประเทศอื่นทุนสำรองระหว่างประเทศค้ำประกัน) แต่ที่เงินดอลลาร์ยังมีค่าอยู่ เพราะคนทั่วโลกเชื่อในประเทศอเมริกา และยังยึดค่าเงินดอลลาห์เป็นหลักค่ะ

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ แบงค์ของอเมริกาที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในตลาดมีอยู่ 6 มูลค่า คือแบงค์ 1, 5, 10, 20, 50, และ 100 เหรียญ ดอลลาห์ U.S. สีก็คล้ายๆกัน คือดูออกสีเขียวๆไปหมด ขนาดก็จะเล็กกว่าแบงค์ไทยสักหน่อยค่ะ มาดูหน้าตาและเรื่องราวในแบงค์ต่างๆของอเมริกากันเลยค่ะ

แบงค์ 1 เหรียญ ดอลล่าห์ U.S.
แบงค์ 1 เหรียญนี้ ด้านหน้าเป็นรูป George Washington ประธานาธิปดีคนแรกของอเมริกา เขาเป็นคนรวบรวมชนต่างๆที่แตกแยก ให้เป็นประเทศได้ค่ะ หลังจากนั้น ก็ยังได้รับเลือกเป็นประธานาธิปดีอีก 2 สมัย โดยที่ตอนแรกเค้าก็ไม่ได้อยากรับเลย และยังปฏิเสธรับเงินเดือนปีละ $25,000 (ซึ่งเยอะมากในสมัยนั้น) แต่ด้วยการหว่านล้อมของสภา เขาเลยจำต้องเข้ารับตำแหน่งพร้อบรับเงินเดือนนั้น เขาเป็นนักบริหารที่มีความสามารถ รู้จักกระจายอำนาจและติดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมองไปที่เป้าหมายปลายทางและผลที่จะตามมา ที่ได้เห็นชัดๆคือ นโยบายที่ปรองดองกับชนชาติอื่น โดยวอชิงตันไม่ต้องการเข้าร่วมสงครามความบาดหมางระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศษค่ะ หน้าของวอชิงตัน ยังปรากฎอยู่ในเหรียญควอเตอร์ด้วยนะ

ส่วนด้านหลังของแบงค์ ด้านซ้ายเป็นรูปพีระมิตและดวงตราที่ยอดซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืนและแข็งแกร่ง อักษร “Annuit Coeptis” คือการประสบความสำเร็จจากความพยายาม และใต้ปีระมิตมีข้อความ “Novus Ordo Seclorum” คือเข้าสู่อเมริกายุคใหม่ค่ะ

แบงค์ 5 เหรียญดอลลาห์ U.S.
แบงค์ 5 เหรียญดอลลาห์ U.S. นี้ ด้านหน้าเป็นรูปของ Abraham Lincoln ลินคอล์นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 16 ของอเมริกา และเป็นคนแรกค่ะ ที่มาจากพรรครีพับลิกัน ท่านประสบความสำเร็จในการนำพาประเทศผ่านพ้นสงครามกลางเมืองอเมริกา ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญ ทางทหารและศีลธรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยรักษาไว้ซึ่งสหภาพ ขณะที่เลิกทาส และการส่งเสริมการทำให้เศรษฐกิจและการเงินทันสมัย แต่น่าเสียดาย ท่านจุดจบที่แสนเศร้า ลินคอล์นถูกลอบยิงขณะดูละครที่โรงละครเวที อัน เนื่องมาจากความขัดแย้งเรื่องการเลิกทาสกับผู้มีอำนาจบางกลุ่มค่ะ หน้าของลินคอล์นยังปรากฎอยู่บนเหรียญเพนนีเช่นกันค่ะ

ด้านหลังของแบงค์เป็นรูป Lincoln Memorial ตั้งอยู่ใน Washington DC ใกล้ White House นี่เองค่ะ ด้านในมีรูปปั้น ลินคอล์นขนาดใหญ่มาก สถานที่นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรสถาน ในการรำลึกถึงคุณความดีของลินคอล์นนั่นเองค่ะ

แบงค์ 10 เหรียญดอลลาห์ U.S.
แบงค์ 10 เหรียญดอลลาห์ U.S. ด้านหน้าเป็นรูปของ Alexander Hamilton เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนแรกของอเมริกา, เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐ, เป็นนักกฏหมายรัฐธรรมนูญคนแรก, นักเศรษฐศาสตร์ นักปรัชญาการเมือง เขาเป็นคนเรียกให้มีการประชุมที่เมืองฟิลาเดลเฟีย (the Philadelphia Convention) อันเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งประเทศใหม่ สุดท้ายแฮมิลตันได้จบชีวิตลง จากการดวลปืนกับ อะรอนเบอร์ (Aron Burr) ในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิปดีในปี ค.ศ. 1804

ด้านหลังแบงค์10นี้ คือ U.S. Treasury สถานที่นี้คือกระทรวงการคลังของรัฐบาลกลางสหรัฐ ที่แฮมิลตันได้สาบานตนว่าจะเข้าไปทำงานในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 11 กันยายน 1789

แบงค์ 20 เหรียญดอลลาห์ U.S.
แบงค์ 20 นี้เป็นรูปหน้าของ Andrew Jackson ท่านเป็นประธานาธิปดีคนที่ 7 ของอเมริกา ในปี พ.ศ. 2364 แอนดรูว์ แจ็กสัน ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดาฝ่ายทหาร ชื่อเสียงอันโด่งของแอนดรูว์ เริ่มจากสงครามเมื่อครั้งที่รบกับอินเดียนแดงที่ครีก และมีชื่อเสียงมากขึ้นอีกครั้งจาการได้ชัยชนะต่อกองทัพอังกฤษที่นิวออร์ลีนส์ (พ.ศ. 2358) เหตุผลสำคัญที่ทำให้แอนดรูว์ แจ็กสันได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีเนื่องมาจากการได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นเกี่ยวกับนโยบายการพัฒนาแบบใหม่ที่เรียกกันภายหลังว่า “ประชาธิปไตยแจ็กสัน” (Jacksonian democracy) แอนดรูว์ มีอิทธิพลและเป็นศูนย์กลางของวงการเมืองอเมริกันระหว่าง พ.ศ. 2363 – พ.ศ. 2372

ด้านหลังของแบงค์คือ The White House นั่นก็คือบ้าน และที่ทำงานประจำตำแหน่งของประธานาธิปดีสหรัฐอเมริกามาทุกยุคทุกสมัยนั่นเอง

แบงค์ 50 เหรียญดอลลาห์ U.S.
ด้านหน้าของแบงค์ 50 เหรียญคือ Ulysses S. Grant ประธานาธิปดีคนที่ 18 ของอเมริกา เขาประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงครึ่งหลังของสงครามกลางเมือง โดยเขาสามารถยุติสงครามได้โดยมีชัยเหนือนายพลลี เขายังสนับสนุนการเลิกทาสและสิทธิของแอฟริกันคนผิวดำ แกรนท์เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาคนแรกที่เดินทางไปเยือนประเทศ ไทย เมื่อ ค.ศ. 1879 ในสมัยของรัชกาลที่ 5 อีกด้วยค่ะ

ด้านหลังของแบงค์เป็นรูป D.C. Capital สถานที่นี้ เป็นที่ประชุมสำหรับวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีทั้งหมด 5 ชั้น มีห้องทั้งหมด 540 ห้อง เป็นหนึ่งในอาคารประวัติศาสตร์ที่รู้จักมากที่สุดในกรุงวอชิงตันดีซีค่ะ

แบงค์ 100 เหรียญดอลลาห์ U.S.
เป็นแบงค์ที่มีมูลค่ามากที่สุดที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในอเมริกา ด้านหน้าคือรูปของ Benjamin Franklin เขาเป็นหนึ่งในแกนนำผู้ก่อตั้ง (Founding Fathers) ของสหรัฐอเมริกา เบนจามิน แฟรงคลิน เป็น นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต คนสำคัญในยุคแสงสว่างของสหรัฐอเมริกา

ด้านหลังของธนบัตรคือ Independence Hall ที่นี่อยู่ในใจกลางของ สวนอุทยานประวัติศาสตร์ ในเมืองฟิลลาเดเฟีย รัฐเพนซิลวาเนียร์ เป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะที่เป็นสถานที่ที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลทำการประชุมและอภิปรายโต้แย้งกัน

เป็นอย่างไรบ้างคะ จะเห็นได้ว่า ภาพบุคคลสำคัญที่ปรากฎในแบงค์นั้น จะเป็นแกนนำผู้ก่อตั้ง (Founding Fathers) ของสหรัฐอเมริกา ทั้งนั้นเลยนะคะ บุคคลเหล่านี้ สมควรจะต้องยกย่องและจดจำไปนานแสนนาน เลยทำให้คนอเมริกันเห็นหน้าพวกท่านทุกวันในธนบัตรนั่นเอง!

7 ธนาคารที่ดีที่สุดในอเมริกาสำหรับปีพ. ศ. 2561

ทุกคนต้องการสถานที่ที่ปลอดภัยเพื่อสะสมเงินแทนการฝังไว้ในสนามหลังบ้าน (หรือแย่กว่านั้นภายใต้ที่นอนของคุณ)

หากคุณกำลังมองหาธนาคารใหม่คุณมีตัวเลือกมากมายให้เลือก แต่ทุกปีดูเหมือนว่าธนาคารอื่น ๆ ที่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น

และเรารู้ทุกธนาคารแตกต่างกัน พวกเขาทั้งหมดจะมีตัวเลือกบัญชีผลิตภัณฑ์ทางการเงินและผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน

คุณเลือกใคร? ขอแบ่งมันทิ้ง

รายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดแห่งชาติในปี 2561
1.การไล่ล่า
2.ธนาคารซิตี้แบงก์
3.BBVA
4.PNC
5.ธนาคารแห่งอเมริกา
6.ธนาคาร TD
7.Wells Fargo

มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้าสู่การสร้างรายชื่อธนาคารที่ดีที่สุดเช่นจำนวนสาขาค่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินการบริการลูกค้าอัตราดอกเบี้ยและอื่น ๆ อีกมากมาย

ข้อควรระวังสำคัญประการหนึ่งในการทำความเข้าใจในขณะที่คุณกำลังดูรายการของฉันอยู่ธนาคารเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเป็นที่นิยมมากที่สุด แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณและเงินของคุณ

การไล่ล่า
เหตุผลในการเลือก Chase เป็นที่ชัดเจน: โบนัส!

Chase เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศโดยขึ้นอยู่กับขนาดของสินทรัพย์ วิธีหนึ่งที่ดึงดูดลูกค้าใหม่จำนวนมากคือการเสนอโบนัสสมัครสมาชิก

หากคุณตัดสินใจที่จะเปิดบัญชีเช็คอินใหม่ที่ Chase คุณจะได้รับเงินสูงสุด 200 เหรียญ ด้วยบัญชีออมทรัพย์คุณจะได้รับเงิน 150 เหรียญ

การมีคุณสมบัติสำหรับโบนัสเป็นเรื่องง่าย สิ่งที่คุณต้องทำคือการตั้งค่า a Chase Checking ทั้งหมด บัญชีและตั้งค่าเงินฝากโดยตรง สำหรับ Chase Savings บัญชีฝากเงิน $ 10,000 – ภายใน 20 วันทำการ – และรักษาความสมดุลเป็นเวลา 90 วันแล้วคุณจะได้รับเช็คโบนัส $ 150

ธนาคารซิตี้แบงก์
แตกต่างจากธนาคารอื่น ๆ ในรายการของเรา Citi มีเฉพาะเจาะจงที่พวกเขาเชี่ยวชาญ Citibank เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคนที่มี บัญชีเงินลงทุนขนาดใหญ่, เงินออมจำนวนมากหรือมีเงินกู้หรือบัตรเครดิตผ่าน Citi แล้ว

เช่นเดียวกับ Chase Citi ให้โบนัสสำหรับการเปิดบัญชี แต่มีข้อกำหนดที่สูงส่งบางอย่างที่คุณต้องเจอก่อน

หากคุณต้องการได้รับโบนัส $ 300 คุณต้องวางเงินมัดจำอย่างน้อย 15,000 เหรียญในแพคเกจ Citibank Account หรือคุณจะได้รับเงิน 500 เหรียญโดยการใส่อย่างน้อย 50,000 เหรียญใน แพคเกจ Citi Priority Account.

ยิ่งคุณใช้บัตรเครดิตและบริการ Citi มากเท่าไหร่คุณก็จะได้รับ ThankYou Points. นี่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรางวัลของพวกเขาและคุณสามารถใช้คะแนนเหล่านี้แลกรับบัตรของขวัญซื้อแลกรับเที่ยวบินและอื่น ๆ อีกมากมาย

หากคุณมี Citi ThankYou Premier Card หรือ Citi Prestige Card คะแนนของคุณจะคุ้มค่ามากขึ้น

BBVA
BBVA Compass Bank ไม่ใช่ธนาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดในบัญชีของเรา แต่คุณไม่ควรนับไว้ในการค้นหา เหตุผลหนึ่งที่ฉันใส่ไว้ในรายการนี้เป็นเพราะบัญชีเช็คฟรีและซีดีของพวกเขา

BBVA Compass มีซีดี 12 เดือนซึ่งมี APY 1.25% ในขณะนี้ซึ่งเป็นหนึ่งใน APY ที่สูงที่สุดที่คุณจะพบ บัญชีตรวจสอบฟรีของพวกเขามีค่าธรรมเนียม $ 25 เพื่อเปิด แต่พวกเขาได้เขียนเช็คไม่ จำกัด การเข้าถึง ATM และเงินฝากเช็คออนไลน์และมือถือ

หนึ่งประโยชน์เพิ่มเติมของ BBVA คือคุณสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ เป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว

ธนาคาร PNC
เครื่องมือทางการเงินของ PNC ได้ทำให้เป็นหนึ่งในธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศ

ธนาคารในสหรัฐฯ

ธนาคารในสหรัฐอเมริกามีหลายธนาคาร เช่น Bank of America, US Bank, Well Fargos และอื่นๆ ฯลฯ ในแต่ละรัฐจะมีทั้งธนาคารใหญ่ๆ และธนาคารท้องถิ่นที่ชื่อของธนาคารอาจไม่คุ้นหูนักศึกษา ในวันปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ International Student Officer ประจำมหาวิทยาลัยนั้นๆ จะแจกเอกสารหรือคู่มือที่นักศึกษาควรทราบ ซึ่งภายในเนื้อเรื่อง จะมีการกล่าวถึงธนาคารที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานศึกษานั้นๆด้วย อนึ่งในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนภายใต้หัวข้อ International Student Office นักศึกษาก็สามารถเข้าไปค้นหา ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการเงินการธนาคารได้ ก่อนเดินทางไปฟังปฐมนิเทศก์ที่มหาวิทยาลัย

รายชื่อ Top 10 Banks ธนาคารในสหรัฐอเมริกา มีดังนี้คือ

  1. Bank of America Corp. มี Headquarters อยู่ที่ Charlotte, N.C.
  2. J.P.Morgan Chase & Company มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  3. Citigroup มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  4. Wells Fargo & Company มี Headquarters อยู่ที่ San Francisco, CA
  5. Goldman Sachs Group,Inc, The มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  6. Morgan Stanley มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  7. Metlife Inc. มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  8. Barclays Group US Inc. มี Headquarters อยู่ที่ Wilmington, DE
  9. Taunus Corporation มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY
  10. HSBC North America Holdings Inc. มี Headquarters อยู่ที่ New York, NY

Source: Federal Reserve System, National Information Center as of June30, 2010 ( http://www.ffiec.gov/nicpubweb/nicweb/top50form.aspx) ถ้าใช้ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2012 JP Morgan จะขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ส่วน Bank of America Corp จะเลื่อนลงไปอยู่อันดับที่ 2 ส่วนลำดับที่ 6-10 จะมีการเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง นักเรียนนักศึกษาไม่สามารถเปิดบัญชีกับธนาคารพาณิชย์ของคนไทยที่ไปตั้งสาขาอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ หากมีข้อสงสัย โปรดสอบถามกับเจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยที่นักศึกษาสนใจ และทราบว่ามีสาขาของธนาคารแห่งนั้นตั้งอยู่ในต่างประเทศ โดยอาจสอบถามกับเจ้าหน้าที่ด้านต่างประเทศของธนาคารแห่งนั้นๆ

หลักเกณฑ์การเลือกเปิดบัญชีธนาคารเวลาไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา

  1. เลือกธนาคารที่ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ที่เรากำลังศึกษาอยู่ หรือ ใกล้กับหอพัก เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แม้บางเมืองที่ไปศึกษาต่อจะไม่มีชื่่อธนาคารใหญ่ๆที่เราคุ้นหู นักศึกษาก็จำเป็นต้องเปิดบัญชีกับธนาคารท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ๆนั้น เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการฝากเงิน หรือถอนเงิน

ตามที่ได้เกริ่นไว้ข้างต้นแล้วว่า เว็บไซต์ของสถานศึกษาที่ตอบรับนักศึกษาเข้าเรียนในหน้าที่เกี่ยวข้องกับ International Student Office จะแจ้งรายชื่อธนาคารที่อยู่ในละแวกเดียวกับที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่ บางสถานศึกษาจะมีธนาคารตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไป ดังนั้น นักศึกษาไม่ต้องกังวลในเรื่อง 1. จะเปิดบัญชีกับธนาคารชื่ออะไรดี 2. การเปิดบัญชีธนาคารจะยุ่งยากไหม ให้สังเกตว่า ในรายการปฐมนิเทศก์นักศึกษาใหม่ ( Orientation) หัวข้อประกอบการบรรยายทุกครั้ง คือ การแนะนำการเปิดบัชีกับธนาคาร ในวันปฐมนิเทศก์ยังจะมีตัวแทนจากธนาคารต่างๆที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกับมหาวิทยาลัยเข้ามาทำการประชาสัมพันธ์และอธิบายวิธีการเปิดบัญชีธนาคาร พร้อมทั้งมีของชำร่วย และทางเลือกของการใช้เครื่องมือทางการเงินอีกมากมายไว้ให้ผู้เปิดบัญชีใหม่ด้วย

  1. นักศึกษาควรสอบถามเพิ่มเติม ถึงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อใช้เปรียบเทียบในการเลือกธนาคาร
  2. ธนาคารบางแห่งมีข้อเสนอพิเศษ ที่เพิ่มแรงจูงใจให้นักศึกษาอยากฝากเงินที่ธนาคารนั้นๆ เช่น มีสมุดเขียนเช็คแจกฟรี ในการเปิดบัญชี Checking account ครั้งแรก
  3. นักศึกษาบางท่านมีความละเอียดรอบคอบ ที่จะถามเจ้าหน้าที่ธนาคารก่อนล่วงหน้า ในเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมแรกเข้าบัตรเดบิตของธนาคารในสหรัฐฯ, ค่าธรรมเนียมการซื้อสมุดเช็ค, ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน, ระยะเวลาที่ใช้ในการรับเงินโอนจากประเทศไทย, บริการเสริมพิเศษที่ธนาคารแห่งนั้นมี แต่ธนาคารอื่นอาจไม่มี เป็นต้น ข้อมูลที่นักศึกษาได้รับจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาในการเลือกเปิดบัญชีกับธนาคารว่า ควรเลือกธนาคารแห่งใดดี

ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการสอนนักเรียนระดับมัธยมศึกษตอนปลายให้รู้จักการใช้ธนาคารและบริการทางการเงิน มีวิดีโอที่นักศึกษาสามารถค้นคว้าหาข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเองก่อนเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ ยกตัวอย่างวิดีโอเกี่ยวกับการเงินและการธนาคารที่น่าสนใจชุดหนึ่ง เป็นชุดวิดีโอที่ผลิตโดย นักศึกษาที่กำลังจะเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐฯควรซ้อมฟังวิดีโอชุดดังกล่าวเพื่อเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษและวิธีการไปติดต่อทำธุรกรรมกับธนาคาร วิดีโอชุดดังกล่าวสามารถหาดูได้

ท้ายเรื่องนี้ขอยกตัวอย่างรายชื่อเว็บไซต์ของธนาคารใหญ่ๆ ในสหรัฐซึ่งนักศึกษา สามารถเข้าไปศึกษาก่อนล่วงหน้าเดินทางไปถึงสหรัฐอเมริกา เช่น วิธีการฝากและถอนเงิน ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่ธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากลูกค้า ก่อนที่นักศึกษาจะได้รับเงินที่ส่งไปจากประเทศไทย นักศึกษาจะต้องถูกหักค่าโอนเงินจากธนาคารในสหรัฐอเมริกาด้วย

ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยจะคิดค่าธรรมเนียมในการโอนเงินแตกต่างกัน โดยธนาคารบางแห่ง จะชี้แจงค่าธรรมเนียมในการโอนทั้งฝั่งไทยและฝั่งสหรัฐฯ บางแห่งจะชี้แจงเฉพาะฝั่งไทยฝั่งเดียว กฎระเบียบนี้เกิดขึ้นกับการโอนเงินไปทุกธนาคารในต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะกับธนาคารในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

ธนาคารมักใช้คำศัพท์เรียกค่าธรรมเนียมในการโอนเงินระหว่างประเทศดังนี้

  1. Charge Ben ( Charge Beneficiary) หมายถึง ค่าธรรมเนียมเงินโอน ที่ผู้รับผลประโยชน์ปลายทางต้องเป็นผู้รับภาระในการจ่ายเองก่อนที่จะได้รับเงินทั้งก้อนทีผู้โอนจากประเทศไทยโอนไปเข้าบัญชีผู้รับในต่างประเทศ
  2. Charge our หมายถึง ผู้โอนออกจากประเทศไทยต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายค่าธรรมเนียมทั้งสองฝั่ง เช่น ผู้ปกครองจากเมืองไทย จ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนเงินทั้งที่เมืองไทยและที่ต่างประเทศ เพื่อให้ผู้รับปลายทางได้รับเงินโอนเต็มจำนวน โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใดๆเพิ่มอีก แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเกิดขึ้นได้อีกเล็กน้อย ถ้านักศึกษาท่านนั้นอยู่ในเมืองเล็กๆ ซึ่งอาจจะมีค่าธรรมเนียมที่ธนาคารท้องถิ่นเล็กๆนั้นคิดเพิ่ม

รู้ไหม? ธนบัตรของอเมริกามีอะไรซ่อนอยู่

1. ธนบัตร 5 ดอลลาร์ บริเวณรอบๆ ขอบธนบัตรจะมีคำว่า ” FIVE DOLLARS” มากมาย

2. บนโล่สัญลักษณ์ของหน่วย Great Seal บนธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “E PLURIBUS UNUM” และ “USA

3. บนเลข 5 ด้านหลังธนบัตร 5 ดอลลาร์ มีคำว่า “USA FIVE” พิมพ์ไว้ตรงหางของตัวเลข

4. ในธนบัตร 5 ดอลลาร์ ภาพอนุสาวรีย์ลินคอล์น มีชื่อของแต่ละรัฐในประเทศอยู่

ต่อไปข้อมูลธนบัตร 10 ดอลลาร์

1. ป้าย HAMILTON มีตัวอักษรเล็กๆ เขียนว่า “The United States Of America” และ “Ten Dollars”

2. และบริเวณด้านข้างของธนบัตรด้วย

3. ด้านล่างรูปคบเพลิงมีคำว่า “USA 10” ซ่อนอยู่

ธนบัตร 20 ดอลลาร์

1. ตรงตัวอักษร Twenty USA มีคำว่า “USA20” ตัวเล็กๆ ล้อมอยู่โดยรอบ


2. คำว่า “The United States Of America 20 USA 20 USA” ปรากฎอยู่บนหรอบสีดำใกล้ๆ ตัวเลข 20

ธนบัตร 50 ดอลลาร์


1. ขอบด้านซ้ายของธนบัตรมีคำว่า “Fifty” และภายในเครื่องหมายรูปดาวมีคำว่า “Fifty” “USA” และ “50”

2. คำว่า “The United States Of America” ถูกสลักไว้บนคอเสื้อของประธานาธิบดี

ธนบัตร 100 ดอลลาร์

1. มีคำว่า “The United States Of America” พิมพ์อยู่บนปกเสื้อบุคคลสำคัญของสหรัฐอเมริกา Benjamin Franklin
2. รอบๆ ลายน้ำมี “USA 100” พิมพ์อยู่
3. “One Hundered USA” เขียนไว้รอบๆ ขนนกสีทอง”
4. ตัวเลข “100”พิมพ์ไว้โดยรอบธนบัตร

Bank of America เปิดตัวตู้เอทีเอ็มวิดีโอแชต


ธนาคารแห่งอเมริกาหรือ Bank of America ประกาศแผนฝังระบบบริการ video conferencing หรือการประชุมผ่านวิดีโอในเครื่องเอทีเอ็ม เพื่อให้ลูกค้าธนาคารสามารถคุยกับเจ้าหน้าที่ได้แม้นอกเวลาทำการ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถทำรายการที่ต้องเดินทางมาที่สำนักงานด้วยตัวเองได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ระบบวิดีโอแชตที่ธนาคารแห่งอเมริกาจะติดตั้งในเครื่องเอทีเอ็มนี้จะกำหนดระยะเวลาทำการ โดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือ 7.00-22.00 น. ในวันธรรมดา และ 8.00-17.00 น. ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่เพิ่มความยืดหยุ่นให้ลูกค้าธนาคารได้ดี

บริการที่เหนือจากการโอนเงินทั่วไปซึ่งลูกค้าสามารถทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็มวิดีโอแชตนี้ ได้แก่ บริการรับเงินคืนสำหรับการฝากเช็ค หรือการขอสินเชื่อ รวมถึงการทำบัตรเครดิตซึ่งลูกค้าจะไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานในเวลาทำการเท่านั้น

เบื้องต้น ตู้เอทีเอ็มวิดีโอแชตมีกำหนดจะชิมลางบริการที่บอสตัน ก่อนจะขยายไปทั่วสหรัฐฯภายในปีนี้

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา

การเปิดบัญชีธนาคารในอเมริกา  หลายคนอาจเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ถ้ายังไม่ตายเดี๋ยวก็หาใหม่ได้” ใช่ไหมล่ะคะ? แต่สำหรับตัวของน้ำตาลเองนั้นกลับเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า “เงินทองเป็นของนอกกาย ฉันหาแทบตายกลับไม่เคยพอใช้!!” เสียมากกว่า ซึ่งที่มันไม่เคยพอใช้นั่นอาจเป็นเพราะน้ำตาลยังไม่รู้จักการจัดการและการอดออมที่ถูกต้อง เลยโดนสิ่งยั่วยุเข้ามาปอกลอกเงินทองอันน้อยนิดที่กว่าจะหามาได้อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อต้องมาอาศัยชายคาประเทศสหรัฐอเมริกา

ในบทความนี้เลยอยากจะเล่าถึงประสบการณ์การเปิดบัญชีธนาคารที่อเมริกาให้เพื่อนๆได้ทราบกันค่ะ เพราะการฝากเงินไว้กับธนาคารให้มากเท่าที่จะมากได้ย่อมเป็นอีกทางเลือกในการออมที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้กับตัวที่แน่นอนว่ากิเลสมาเมื่อไหร่เงินจ๋าก็จะบ๊ายบายออกจากกระเป๋าของเราไปอย่างง่ายดายทันที

เมื่อมีโอกาสได้มาใช้ชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาน้ำตาลก็ได้เปิดบัญชีธนาคารกับสองสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ซึ่งทั้งสองแห่งนั้นก็คือ The Capitol One Bank กับ Bank of America ค่ะ แต่น้ำตาลไม่ได้เปิดบัญชีกับทั้งสองธนาคารพร้อมกันหรอกนะคะเพราะไม่ได้มีเงินเหลือเก็บขนาดนั้น โดยน้ำตาลได้เปิดบัญชีกับทาง The Capitol One Bank ก่อนค่ะ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2012

ในขณะนั้นน้ำตาลเดินทางมาประเทศหสหรัฐอเมริกาด้วย J-1 Visa ในฐานะ Aupair ค่ะ ดังนั้นตอนที่ไปเปิดบัญชีธนาคารครั้งแรกโฮสแฟมิลี่หรือครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วยจึงเป็นคนพาเราไป ความจริงก็ไปทำเองคนเดียวได้เลยนะคะแต่เป็นเพราะว่าภาษาของน้ำตาลยังไม่ดีพอเลยกลัวว่าจะคุยกับเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารไม่รู้เรื่องน่ะ แหะๆ -..-

เมื่อไปถึงธนาคาร The Capitol One เราก็ต้องไปลงชื่อต่อคิวที่สมุดคิวลูกค้าของธนาคารกันก่อน สิ่งที่ต้องเขียนก็แค่ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ เท่านั้นค่ะ จากนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของทางธนาคารมาเรียกตัวเราเข้าไปคุยด้วย จำได้เลยว่าในครั้งนั้นถ้าในธนาคารไม่เหลือแค่น้ำตาลกับโฮสที่เป็นลูกค้าคนสุดท้ายก่อนธนาคารจะปิด น้ำตาลก็ฟังไม่ออกหรอกค่ะว่าเจ้าหน้าที่เขาเรียกชื่อใคร

เจ้าหน้าที่เขาจะเข้ามาทักทายและแนะนำตัวกับเราก่อนค่ะ จากนั้นก็จะถามเราว่าเราต้องการมาทำอะไร จับไม้จับมือคุยเล่นคุยหัวกันพอประมาณ ก่อนที่เขาจะเชิญเราเข้าไปนั่งที่เคาท์เตอร์ทำงานของเขา ในวันนั้นเจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงชาวอินเดียค่ะ เขาได้ถามน้ำตาลว่าจะเปิดบัญชีอะไร Saving Account หรือ Checking Account ซึ่งน้ำตาลเลือกเปิดบัญชีแบบ Checking Account ค่ะ

Checking Account เป็นบัญชีสำหรับกรณีฝากหรือถอนบ่อย ในระหว่างเปิดบัญชี Checking Account เจ้าหน้าที่ของธนาคารจะถามเราด้วยว่าเราต้องการ Bank Card (Debit Card หรือ Check Card) หรือไม่

โดย Bank Card นี้จะทำหน้าที่เหมือนกับบัตร ATM บวกกับ Debit Cardของบ้านเราคือใช้เบิกเงินสดจากตู้ ATM และใช้แทนเช็คเงินสด โดยทุกครั้งที่รูดบัตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ธนาคารจะหักเงินออกจากบัญชีโดยตรงเป็นจำนวนเงินเท่านั้นและจะมีสมุด check ให้ด้วยซึ่งเช็คนี้จะนำไว้จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ต้องส่งทางไปรณีย์ (ส่วนมากพวกสาธารณูบริโภค น้ำ ไฟฟ้า อินเตอร์เนท หรือ เคเบิลทีวี) และบัญชี Checking นี้จะไม่มีดอกเบี้ยแต่มีไว้เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายต่างๆ

 ส่วน Saving Account เป็นบัญชีซึ่งมีไว้สำหรับเก็บเงินจำนวนมากและมีดอกเบี้ยให้ แต่ห้ามถอนก่อนถึงครบกำหนดมิฉะนั้นอาจไม่รับดอกเบี้ย ถ้ามีบัญชีนี้ต้องหมุนเงินให้เป็นนะคะถึงจะมีประโยชน์

เอกสารที่ใช้สำหรับการเปิด Checking Account ของ The Capitol One Bank ที่น้ำตาลเตรียมไปด้วยก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number ใบ I-94 ของ J-1 Visa และจดหมายจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่น่าเชื่อถือซึ่งส่งมาถึงเราตามที่อยู่ที่เราอ้างว่าเราพักอาศัยอยู่เพื่อเป็นการยืนยันว่าเราอาศัยอยู่ที่นั่นจริง (โดยเอกสารอันนี้ตอนนั้นน้ำตาลใช้จดหมายของ Aupair in America ที่ส่งมายินดีต้อนรับเราค่ะ แต่คนอื่นจะใช้บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์หรือจดหมายอื่นๆก็ได้ไม่ว่ากัน) เมื่อเปิดบัญชีเสร็จแล้วเขาก็มีลายDebit Card ให้เลือกด้วยนะคะว่าเราอยากได้ลายแบบไหนเราก็แค่เลือกลายที่ชอบไปแล้วเดี๋ยวพอดำเนินเรื่องต่างๆเสร็จเจ้าหน้าที่จึงจะส่งบัตรของเรามาให้ที่บ้านภายหลังค่ะ

หลังจากจบโครงการออแพร์ไปแล้วน้ำตาลก็ได้มีโอกาสกลับมาประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งด้วยวีซ่านักเรียนคราวนี้เลยได้มีโอกาสเปิดบัญชีใหม่กับธนาคาร Bank of America ค่ะ โดยเอกสารต่างๆที่ใช้เปิดบัญชีก็ได้แก่ พาสปอร์ต วีซ่า เลข Social security number และใบI-20 แต่เอกสารยืนยันที่อยู่นั้นไม่ได้ใช้ค่ะ แค่บอกเจ้าหน้าที่ไปว่าบ้านเราอยู่ไหนเขาก็จะคีย์ข้อมูลลงคอมให้เลย สำหรับการเปปิดบัญชีที่ Bank of America นี้ น้ำตาลก็เปิดแบบ Checking Account อีกค่ะ เพราะสะดวกสบายต่อการฝากและถอนเงินมากกว่าแต่ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ การทำบัตร Credit Card ค่ะ

คือนอกจากน้ำตาลจะมีบัตร Debit Card ไว้รูดใช้เงินจากบัญชีเงินฝากของเราแล้ว ในปีนี้น้ำตาลอยากฝึกสะสมเครดิตสกอร์เผื่อไว้ใช้ในอนาคตด้วย เพราะน้ำตาลไม่เคยมีบัตรเครดิตส่วนตัวมาก่อนที่เคยใช้ก็เป็นของคุณพ่อคุณแม่ คราวนี้เลยอยากฝึกรับผิดชอบทุกอย่างด้วยตัวเองเพราะคนอเมริกันเขาค่อนข้างให้ความสำคัญกับคนที่มีเครดิตสกอร์ดี ซึ่งเมื่อเวลาจะทำธุรกรรมอะไรคนมีเครดิตสกอร์ดีก็มักจะได้รับการอนุมัติอะไรต่างๆได้ง่ายกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการเงินตราและการใช้ชีวิตของเราเอง ก็คงต้องลองก่อนล่ะค่ะถ้าน้ำตาลคิดว่าตัวเองไม่มีความรับผิดชอบมากพอที่จะใช้มันเมื่อไหร่ก็พร้อมที่จะปิดหรือยกเลิกมันไป การทำบัตรเครดิตของ Bank of America ก็มีให้เลือกหลายแบบค่ะ ซึ่งที่น้ำตาลเลือกทำไปก็เป็นแบบ Cash Rewards Credit Card for Students โดยต้องวางเงินประกันขั้นต่ำที่ $300ใน 1 ปีแรกโดยเราจะถอนออกมาใช้จ่ายไม่ได้ พอครบปีเขาถึงจะคืนให้หรือตัดสินใจให้วงเงินในการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นซึ่งก็แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละบุคคล

อันนี้เป็นเพียงประสบการณ์เล็กๆน้อยๆของตัวน้ำตาลเองที่ถึงแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กๆธรรมดาทั่วไปแต่พอได้มองย้อนกลับไปมันก็ทำให้เราเห็นตัวเองจากในอดีตที่ยังอ่อนเดียงสาจนเติบโตขึ้นมาและสามารถจัดการกับอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองได้ ท้ายสุดนี้อยากฝากเพื่อนๆไว้ว่าอย่ากลัวที่จะต้องเริ่มต้นทำอะไร แม้จะผิดพลาดบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่ในภายภาคหน้าคุณก็จะได้รู้ว่าอะไรควรทำและหรืออะไรที่ไม่ควรทำ